ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เกิดกรณีอันถือเป็นประวัติศาสตร์ของจิตรกรรมฝาผนัง อันมีมูลเหตุมาแต่ความ “ขัดใจ” หลัง “ชม” ดังมีประกาศรวมอยู่ในหนังสือ “ประชุมพระบรมราชาธิบายในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

เวลานั้น พระครูกรสิณสังวร (นามเดิมว่า “มี” สมณศักดิ์นี้มักเขียนว่า กสิณสังวร) เจ้าอาวาสวัดทองนพคุณ ซึ่งเดิมเคยอยู่วัดราชบุรณะ และกล่าวกันว่าเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของขรัวอินโข่ง เพิ่งปฏิสังขรณ์พระอุโบสถวัดทองนพคุณเสร็จได้ไม่นาน เมื่อรัชกาลที่ 4 เสด็จฯ ไปพระราชทานผ้าพระกฐินหลังออกพรรษาปี 2403 ได้ทอดพระเนตรพระอุโบสถ มีพระราชดำริว่า “ฝีมือการไม้การปูนการปั้นการเขียนแปลกประหลาดมาก” เพราะ “ไม่เลียนอย่างของใคร ทำไปด้วยปัญญาที่เลี่ยงหลีกหนีอย่างเก่า” เป็นที่พอพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง “ทรงพระราชดำริเห็นว่าเป็นฝีมือช่างชอบกลอยู่ทุกสิ่ง…ดูเป็นที่เพลิดเพลินเจริญพระราชหฤทัยได้นั้น พระครูกรสิณสังวรก็มีความชอบมาก ควรสรรเสริญ” ถึงกับทรงมีพระราชดำริจะเลื่อนสมณศักดิ์สถาปนาให้เป็นพระราชาคณะที่ “พระญาณรังสี” แต่แล้ว “ครั้นทรงพิเคราะห์ไปในจิตรกรรมการเขียนพระอุโบสถนั้น รำคาญพระเนตรอยู่ห้องหนึ่ง”

ห้องนั้นเป็นภาพมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ทศพร อันเป็นกัณฑ์แรกในพระมหาชาติ เท้าความถึงเมื่อครั้งที่พระนางผุสดี พระมารดาของพระเวสสันดร ยังเป็นนางเทพอัปสร อัครมเหสีของพระอินทร์ เมื่อจะสิ้นอายุขัยจากสวรรค์ พระอินทร์พาไปเที่ยวในสวนนันทวันอุทยานเพื่อให้เพลิดเพลินลืมความทุกข์โศก ในวาระนั้น นางจึงทูลขอพรสิบประการ (“ทศพร”) จากพระอินทร์ เช่นว่าเมื่อลงไปเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ขอให้มีดวงตางามและดำขลับดั่งตาลูกเนื้อทราย ขอให้คิ้วคมขำดั่งสร้อยคอนกยูง ยามตั้งครรภ์ขอให้ท้องไม่ป่องนูน ขอให้ถันเปล่งปลั่งไม่ยานคล้อย ฯลฯ พระอินทร์ก็ประสาทพรให้ตามประสงค์ ครั้นแล้วนางเทพอัปสรจึงจุติไปเกิดเป็นธิดาของพระราชากรุงมัททราช และเมื่อเจริญวัยขึ้นก็ได้อภิเษกสมรสกับพระเจ้าสัญชัยแห่งกรุงสีพี

ปรากฏว่าภาพจิตรกรรมสวนนันทวันอุทยาน ที่ตั้งของสระสุนันทาโบกขรณี ในสระนั้น มีนางอัปสรกำลังเล่นน้ำดำผุดดำว่ายกันอยู่

“มีรูปวุ่นวายอยู่ถึง 7 รูป คือเป็นรูปเปิดผ้านุ่งถึงตะโพก นั่งถ่ายปัสสาวะบ้าง เป็นรูปยืนแหวกผ้านุ่งข้างหน้าบ้าง ลางนางว่ายน้ำนอนขว้ำโก่งตะโพกขึ้นมา พ้นน้ำขึ้นมาไม่มีผ้านุ่ง ลางนางนอนหงายว่ายน้ำอ่อนกลางตัวพ้นน้ำขึ้นมา ผ้านุ่งไม่มี ลางนางขึ้นจากน้ำผลัดผ้า ข้างหน้าแหวกอยู่ถึงอุทรประเทศ ลางนางผลัดผ้า ข้างหลังเปิด เห็นตะโพก ลางนางหกล้มผ้าลุ่ยหลุด”

รัชกาลที่ 4 ทรงตั้งคำถามว่า

“รูปภาพนางสวรรค์แปลกตา 7 รูปนี้ พระครูกรสิณสังวรให้การให้เขียนหรือ ๆ ช่างเขียน ๆ ไปเอง ถ้าให้การให้เขียนนั้นจะเป็นประโยชน์โภชผล เป็นปริศนาธรรมทางสังเวชหรือทางเลื่อมใสอย่างไร จึงให้เขียนไว้ ถ้าช่างเขียน ๆ ไปเอง ช่างเขียนนั้นเป็นคนดีหรือเสียจริต ถ้าเสียจริตทำไมจึงเขียนรูปภาพระบายได้งาม ๆ ได้ดีๆ ก็จะว่าเขียนไว้ให้ขัน ก็ของอะไรซึ่งจะเป็นที่เจริญใจเพราะเห็นนั้น…”

ในตอนท้ายของประกาศ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระบรมราชโองการว่า

“ก็ซึ่งประกาศมาทั้งนี้เพื่อจะใคร่ขอเสีย รูปภาพเช่นนี้ถ้ามีอยู่ในพระอุโบสถพระวิหารแห่งใด ในพระอารามหลวง ให้พระราชาคณะพระครูผู้ครองพระอารามและฐานานุกรมจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเสียใหม่ให้ถูกต้องให้ดีจะได้หรือไม่”

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งก่อนหน้านี้อาจเคยมี “หน้าที่ทางสังคม” บางอย่างดังกล่าวมาแล้ว จึงต้องถูก “จัดระเบียบ” เสียใหม่

ในหนังสือ “ศิลปกรรมในบางกอก” (2514) ท่านอาจารย์ น. ณ ปากน้ำ (ประยูร อุลุชาฎะ 2471-2543) ศิลปินแห่งชาติ สรุปไว้ว่า “ต่อมาภาพนี้ก็ถูกแก้ไขเสียตามบรมราชโองการ ปัจจุบันนี้ก็ยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่”

ทว่า แม้นางอัปสรทั้งเจ็ดจะได้รับการ “แก้ไขเปลี่ยนแปลงเสียใหม่ให้ถูกต้องให้ดี” แล้ว ท่านเจ้าอาวาสก็ยังคงครองสมณศักดิ์เดิม เป็นที่พระครูกรสิณสังวร ไปจนตลอดอายุขัยของท่าน