เขื่อนแก่งเสือเต้น การหากินบนคราบน้ำตาของชาวบ้าน

 

“ผมคิดว่าการสร้างเขื่อนเป็นกระบวนการทำลายแหล่งพันธุกรรม ตลอดจนแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์ป่าซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของผืนป่าทั้งหมด ที่มนุษย์มิอาจจะสร้างขึ้นมาใหม่ได้”

สืบ นาคะเสถียร

แก่งเสือเต้นเป็นชื่อเกาะแก่งของโขดหินในแม่น้ำยม  ช่วงที่ไหลผ่านแม่น้ำยมบริเวณอุทยานแห่งชาติแม่ยมมีความยาว 2 กิโลเมตร ชื่อของแก่งเสือเต้นมาจากปรากฎการณ์ธรรมชาติที่ทำให้เกิดรอยเท้าเสืออยู่บนโขดหินก้อนหนึ่งบนหาดทรายริมแม่น้ำ

ลำพังแก่งเสือเต้นก็ไม่น่าจะมีใครรู้จักมากมายจนกระทั่งเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน มีข่าวว่าจะมีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นกั้นแม่น้ำยม ชื่อของแก่งเสือเต้นก็เป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ โดยเฉพาะเมื่อมีปัญหาน้ำท่วม ฝนแล้ง บริเวณจังหวัดสุโขทัย หรือ จังหวัดแพร่ ข่าวการสนับสนุนให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นก็ดังสนั่นขึ้นจากปากของนักการเมืองทุกพรรคอย่างพร้อมเพรียงกันด้วยความเชื่อมั่นว่า เขื่อนแก่งเสือเต้นจะเป็นยาสารพัดประโยชน์
สามารถป้องกันน้ำท่วมหรือฝนแล้งได้อย่างเด็ดขาด

ช่วงนี้พี่น้องชาวจังหวัดแพร่ สุโขทัยและอีกหลายจังหวัดทางภาคเหนือถูกภัยพิบัติซ้ำเติม โดนน้ำเอ่อล้นตลิ่ง
น้ำป่าไหลท่วมบ้าน เรือกสวน ไร่นาเสียหายยับเยิน ซึ่งน่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง และควรจะได้รับการเยียวยาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและถูกวิธีจากรัฐบาล

สิบกว่าปีที่ผ่านมาผู้เขียนได้ลงพื้นที่ป่าแม่ยมมาหลายครั้งแล้ว และอยู่ในบรรยากาศการขัดแย้งและโต้เถียงกัน
ระหว่างผู้สนับสนุนและผู้คัดค้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น

ผู้เขียนจำได้ว่าเมื่อแรกเริ่มมีโครงการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้น  ผู้ผลักดันโครงการคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือเรื่องการผลิตไฟฟ้า 48 เมกะวัตต์ และการเพิ่มพื้นที่ชลประทานขนาด 300,000 ไร่ให้แก่เกษตรกร ส่วนการป้องกันน้ำท่วม การป้องกันอุทกภัยไม่ได้อยู่ในวัตถุประสงค์ของการสร้างเขื่อนเลย

พูดตามประสาชาวบ้านก็คือเขื่อนแก่งเสือเต้น เหมาะที่จะลงทุนสร้างเพื่อผลิตไฟฟ้า และการสร้างพื้นที่ชลประทาน ส่วนเรื่องป้องกันน้ำท่วมเป็นผลพลอยได้มากกว่า  แต่เมื่อข่าวการสร้างเขื่อนถูกวิจารณ์มากๆ เจ้าภาพผู้รับผิดชอบการสร้างเขื่อนก็ถูกเปลี่ยนมือมาเป็นกรมชลประทาน  ผู้หมายมั่นปั้นมือว่าจะสร้างเขื่อนแห่งแรกที่กั้นแม่น้ำยมขนาดความสูง 72 เมตรให้ได้

แต่ประเด็นการโต้แย้งจากผู้คัดค้านที่ชัดเจนมากที่สุดก็คือ หากมีการสร้างเขื่อนแล้วต้องสูญเสียพื้นที่ป่ามากกว่า 60,000 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นป่าสักทองธรรมชาติผืนสุดท้ายกว่า 20,000 ไร่ ที่ต้องจมน้ำไป  ชาวบ้านหลายพันคนต้องอพยพออกจากบ้านเกิด  โดยที่ไม่แน่ใจว่าเขื่อนแห่งนี้จะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้งได้จริงหรือ

ไม่มีใครปฏิเสธว่าไม้สักเป็นราชินีของไม้ทั้งหลายทั้งปวง เนื้อไม้สักทองถือว่าเป็นไม้คุณภาพดีและแพงที่สุดในโลก บ้านราคาแพงก็ใช้ไม้สักบ่งบอกฐานะ ส่วนประกอบของเฟอร์นิเจอร์ที่ประดับในรถยนต์หรู หรือ เครื่องบินโดยสารก็ใช้ไม้สักเป็นเครื่องบ่งบอกรสนิยม และบนเรือบรรทุกเครื่องบินส่วนใหญ่ก็ใช้ไม้สักปูดาดฟ้าเรือ จากคุณสมบัติที่มีความคงทนต่อสภาพอากาศ น้ำทะเล และการยืดหดตัวน้อยกว่าไม้ชนิดอื่น

พระเจ้าได้ประทานไม้สักบนโลกนี้เพียงสามประเทศ คือ พม่า อินเดีย ไทย และที่เมืองไทย ป่าแม่ยมคือแหล่งสุดท้ายที่มีไม้สักทองตามธรรมชาติผืนใหญ่ที่สุด

และไม้สักคุณภาพดีที่สุดคือไม้สักทอง เนื้อไม้สีเหลืองทองอร่ามตา หาใช่ไม้สักหยวก ไม้สักไข หรือไม้สักขี้ควาย

ที่ผ่านมาชาวบ้านและหน่วยงานรัฐหลายแห่งได้ช่วยกันป้องกันและรักษาให้ป่าสักทองผืนนี้เป็นแหล่งเพาะพันธุกรรมไม้สักทองเพื่อเป็นมรดกให้กับลูกหลานในอนาคต

แต่อีกด้านหนึ่งพื้นที่แห่งนี้ก็ตกเป็นเป้าสายตาของบุคคลบางกลุ่มที่เห็นประโยชน์มหาศาลจากการได้สัมปทานตัดไม้สักทองร่วมสองหมื่นไร่แห่งนี้มาอย่างเงียบๆ  ซึ่งเป็นการยากที่จะได้ เพราะพื้นที่ป่าแห่งนี้อยู่ในอุทยานแห่งชาติแม่ยมมีกฎหมายคุ้มครองอย่างเคร่งครัด

เมื่อมีข่าวการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นเกิดขึ้นส่งผลให้ต้องมีการตัดไม้สักสองหมื่นกว่าไร่ดีกว่าจะจมน้ำเปล่า ๆ
ผลประโยชน์ร่วมกันจึงเกิดขึ้น

สมัยก่อนข้ออ้างการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า หรือการชลประทานคงไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากชาวบ้านเท่าที่ควรจนกระทั่งเมื่อดินฟ้าอากาศแปรปรวนหนักขึ้น มีข่าวน้ำท่วม ภัยแล้ง สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านอยู่ไม่เว้นแต่ละปี  การปลุกผีเขื่อนแก่งเสือเต้นจึงเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่จุดประสงค์ของการสร้างเขื่อนแห่งนี้ มีเพื่อไฟฟ้าและการชลประทานหาได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม หรือภัยแล้งเลย

แต่โอกาสทองกำลังมาถึงแล้วการประโคมข่าวของบรรดานักการเมืองระดับชาติ และท้องถิ่นที่เรียกร้องให้รัฐบาลสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นสร้างความเข้าใจผิด ๆ ให้ชาวบ้านเกาะขอนไม้นี้  ด้วยความรู้สึกว่าเมื่อสร้างเขื่อนแล้ว  ชีวิตจะดีขึ้น น้ำจะไม่ท่วม  และใช้ความทุกข์ยากของชาวบ้านเป็นแรงขับเคลื่อนกดดันให้เกิดการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น

ขณะที่ทุกวันนี้ แม่น้ำน่านมีเขื่อนสิริกิต์ แม่น้ำวัง มีเขื่อนกิ่วลม เขื่อนกิ่วคอหมา หรือแม่น้ำปิงมีเขื่อนภูมิพล
ขวางกั้นลำน้ำอยู่ แต่ชาวบ้านที่อยู่ใต้น้ำก็ยังประสบปัญหาน้ำท่วม ฝนแล้งและดินถล่มอยู่เป็นประจำ และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตามสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน จากปัญหาโลกร้อน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการตัดไม้ทำลายป่า

กรมชลประทานก็เคยศึกษาแล้วว่าการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ร้อยละ 9.6 คือหมายความว่า ถ้าน้ำท่วมสูง 1 เมตรหากมีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจะทำให้น้ำลดลงได้แค่ 9.6 เซ็นติเมตร

คุ้มหรือไม่คุ้มกับการสร้างเขื่อนมูลค่า 12,000 ล้านบาท กับการเสียพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่า
60,000 ไร่ เพื่อได้มาซึ่งการแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้งที่ไม่ถูกจุด

ตลอดระยะเวลายี่สิบกว่าปีทุกครั้งที่รัฐบาลจะผลักดันโครงการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นก็จะมีการตั้งคณะกรรมการและจ้างสถาบันวิชาการระดับประเทศเพื่อศึกษาวิจัยผลดีผลเสียของการสร้างเขื่อน และเกือบทุกครั้งก็ได้ข้อสรุปตรงกันว่า  การสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นมูลค่า 12,000 ล้านบาท  ไม่คุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์อย่างสิ้นเชิง
ไม่ว่าจะวัดด้วยอะไรก็ตามสู้เอางบประมาณเหล่านี้ไปหาแนวทางเพื่อแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากกว่านี้ดีกว่า

ผู้เขียนเชื่อว่าหากเขื่อนแก่งเสือเต้นสร้างสำเร็จ น้ำก็ยังจะท่วมต่อไป แต่ป่าสักทองผืนสุดท้ายก็จะมลายหายไปพร้อมกับภาษีประชาชนกว่า 12,000 ล้านบาท

ขณะที่มีแนวทางการแก้ปัญหาโดยแผนการจัดการน้ำแบบบูรณาการซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาทั้งน้ำแล้ง น้ำท่วม
ได้อย่างเป็นระบบทั้งลุ่มน้ำยม โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น  ตั้งแต่การฟื้นฟูป่าต้นน้ำการกักเก็บน้ำตามลำน้ำสาขาต่าง ๆ 77 สาขา โดยการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กกระจายไปทั่ว และให้ชุมชนตลอดลุ่มน้ำมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำ รวมไปถึงการขุดลอกตะกอนแม่น้ำอันจะสามารถฟื้นฟูแม่น้ำให้กลับมาทำหน้าที่แม่น้ำตามธรรมชาติได้ การทำทางเบี่ยงน้ำเพื่อระบายออกนอกเขตชุมชน

แต่แน่นอนว่าการแก้ปัญหาแบบนี้ในสายตาของนักการเมืองแล้ว ถือเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า เพราะไม่เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม  หาเสียงด้วยการสร้างเขื่อนกับหาเสียงด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กผลสะเทือนย่อมต่างกัน

ไม่รวมถึงผลประโยชน์จากการก่อสร้างมูลค่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งหากคิดจากปัญหาคอรัปชั่นในบ้านเราที่สูญเงินไประหว่างทางถึง 30-40 เปอร์เซนต์ของมูลค่าการก่อสร้างโครงการแห่งนี้จะได้เงินเข้ากระเป๋าใคร
เป็นจำนวนเท่าใด และใครจะได้สัมปทานตัดไม้สักทองผืนใหญ่นี้ คงพอนึกภาพกันออกว่าเป็นใครไม่ได้นอกจากนักการเมือง

ไม่น่าแปลกใจที่นักการเมืองทุกยุคทุกสมัยฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลไม่เคยทะเลาะกันเลยเรื่องการสร้างเขื่อน

21 สิงหาคม 2554
มติชน

Comments

  1. บุญล้อม

    คนบูชาเงิน หาผลประโยชน์ใส่ชีวิตจนตาย พวกนี้ไม่เคยพอ ใครทุกข์ยากก็ช่าง

  2. naritai

    เห็นด้วยครับ…

    เคยแวะเข้าไปในแก่งเสือเต้น สภาพป่าสวยมากๆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.