แรงบันดาลใจเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ กุล ปัญญาวงศ์

มีผู้เข้าอ่าน 8,829 คน

ผมรู้จักผู้หญิงคนนี้มากว่า 15 ปีแล้ว จุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้จักกันนั้นอยู่ในป่า แบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันทั้งการทำงาน ทำกิจกรรมค่ายเยาวชน ถูกหลอกชักจูงให้ไปช่วยเป็นไบค์ลีดเดอร์ ขี่จักรยานตะลอนๆ ไปรอบเกาะพยามมั่ง ทุ่งแสลงหลวงมั่ง

มีบริษัททัวร์ใหญ่โต แล้ววันหนึ่ง ก็เลิกแล้วเข้าไปเป็นอาสาสมัครพาเด็กม้งดูนก รักษาป่าอินทนนท์ ผลักดันให้ลุงตั๋น มณีโต ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว

แล้วก็มาแอบอยู่เบื้องหลังหนังสือเล่มหนึ่ง รายการทีวีอีกรายการหนึ่ง ที่เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมภาคกลาง และภาคเหนือก็ระดมคนไปช่วยเหลือกัน

ผู้หญิงคนนี้เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอีกหลายคน วันก่อนเพื่อนส่งเรื่องนี้มาให้อ่าน เป็นบทสัมภาษณ์ของเธอในหนังสือพิมพ์ แล้วก็รู้สึกว่า คนอื่นๆ น่าจะได้รับรู้ด้วย ลองอ่านเรื่องของเธอ แล้วคุณจะรู้ว่าคุณทำอะไรได้อีกมากบนโลกใบนี้

กุล ปัญญาวงค์ แรงบันดาลใจเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่

: ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี

“…ผู้หญิงท่าทางทะมัดทะแมง ซึ่งอุ้มลูกหมาสีดำเดินออกจากสำนักงาน และเลี้ยวซ้ายอ้อมทางด้านหลัง ซึ่งเป็นบริเวณบ้านพักของเธอ…”

อีกหลายต่อหลายบรรทัดในหนังสือเรื่อง ‘โลกของเราขาวไม่เท่ากัน’ ที่ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ เขียนถึงผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งผละจากงานประจำเงินเดือนสูง มาทำทัวร์จักรยานภูเขาที่เธอหลงใหล รวมทั้งนั่งแท่นบรรณาธิการนิตยสาร ยังก์ทราเวล อนุสารอสท. หลังจากหนังสือปิดตัว เธอหอบสัมภาระที่จำเป็นขึ้นดอย เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชมรม เพื่อนยอดดอยอินทนนท์ ก่อนลงมา ‘ตั้งไข่’ นิตยสารและรายการทีวีในเครือทีวีบูรพาอยู่ช่วงหนึ่ง

ล่าสุดเธอยืนยันอย่างเต็มปากเต็มคำถึงการ ‘รีไทร์’ ในวัย 44 ปี เพื่อขึ้นเชียงใหม่มาเป็นผู้จัดการให้กับมูลนิธิไทยรักษ์ป่า ‘กิจกรรมสุดท้าย’ ที่เธอตั้งใจทำในฐานะนักอนุรักษ์ที่ชื่อ กุล ปัญญาวงศ์

อะไรทำให้คุณสนใจเส้นทางสายอนุรักษ์

มันมาโดยบังเอิญน่ะ หลังจากเรียนจบมา เราทำงานสายโฆษณาที่ เจ. วอลเตอร์ ธอมสัน ด้วยบุคลิกเราที่ดูโลดโผนโจนทะยาน ก็มีคนมาบอกว่า เออ ท่าทางอย่างนี้น่าจะไปเจอ ประเภทดิบๆ ป่าๆ เราก็ไปประเภทที่พวกมากลากไป ได้ไปเจอชมรมนักนิยมธรรมชาติ เขาก็พาเราไป จากที่เราไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าพระอาทิตย์ตกตอนเย็น มีรูปกลับมาสวยๆ โดยไม่เคยรู้เลยว่า ธรรมชาติสอนอะไรเรา ใจเราซื่อตรงเหมือนพระอาทิตย์ที่ขึ้นตอนเช้าและตกตอนเย็นได้ไหม ใจเราเยือกเย็นได้เหมือนแม่น้ำหรือเปล่า ใจเรากว้างได้เหมือนฟ้าที่เรามองขึ้นไปได้ไหม คืออย่างน้อยๆ มันก็สอนเรา แล้วเขาก็พาเราไปทำค่ายเด็ก จุดที่เปลี่ยนเราจริงๆ คือค่ายเด็ก พอเราไปกับคนกลุ่มนี้เราได้เดินป่า มีความรู้เรื่องธรรมชาติ และมีโอกาสได้ใช้เรื่องเหล่านี้ในค่ายเด็ก เรากลายเป็นต้นแบบของเด็ก เหมือนเราขึ้นไปแล้วเราลงไม่ได้ ก็ทำใหญ่เลย มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่คิดจะเปลี่ยนอาชีพแล้ว

จุดเล็กๆ ที่ไปเจอ มันมีแรงเหวี่ยงมหาศาลที่จะเปลี่ยนทัศนคติของคนๆ หนึ่งได้?

เปลี่ยนเลยนะ ตอนนั้นเราได้มีโอกาสไปทำค่ายพาเด็กพิการไปเดินป่าของกลุ่มนักนิยมธรรมชาติ เด็กพิการไม่เคยออกจากบ้านไปไหนเลยไปเดินป่า เราก็มีบัดดี้ที่เป็นโรคเส้นเอ็นชักกระตุก ตัวเขาจะเหม็นกลิ่นฉี่ไปทั่ว และระหว่างเดินไปเราก็เห็นเด็กที่เป็นโปลิโอ เด็กที่ต้องถอดขาไถไปตามทาง ตอนแรกที่ไปเราก็บอกว่า พี่จะพาน้องไปนอนค่ายนะ ข้ามภูเขาไปลูกหนึ่ง แล้วเราจะไปนอนแคมป์ในป่า เขาก็ตื่นเต้น แล้วก็ไป ใช้เวลา 1 วันเพื่อที่จะเดิน 3 กิโลเมตร เราก็ตั้งคอนเซปต์กับบัดดี้เราว่า slow but sure เดินไปไหนก็แกว่งไป คนไปเร็วก็ไปได้เร็ว คนไปช้าก็ไปได้ช้า ตามสภาพ พอไปถึงมันเป็นดินที่เป็นลำธาร เราเห็นเด็กพิการแขนขาเขาถอดแขน-ขาออกมา เคยเห็นกองขยะสักกอง แต่นี่เป็นกองแขน-ขา เป็นท่อนๆ รวมกันอยู่ แล้วเขาก็ว่ายน้ำเล่นกัน ดูมีความสุข คนที่อยู่สถานสงเคราะห์บอกว่า ตั้งแต่เขาอยู่ที่นั่นมาเขาไม่เคยเห็นเด็กหัวเราะอย่างมีความสุขแบบนี้มาก่อน

พอกลับมา ก่อนจะขึ้นรถกลับน้องเขียนโน้ตใส่มือเราแผ่นหนึ่งบอกว่า “ตอนแรกผมไม่เชื่อหรอกว่าพี่จะพาผมข้ามภูเขา ผมคิดว่าพี่หลอกผม แต่ผมก็ได้ไปจริงๆ และกลับมาได้ ในชีวิตผมเนี่ยไม่มีอะไรยากอีกแล้ว เพราะสิ่งที่คิดว่าตัวเองทำไม่ได้ก็ได้ทำมาแล้ว” เราอ่านแล้วเสียสติไปเลย ร้องไห้ไม่มีชิ้นดี (ยิ้ม) เรารู้สึกเลยว่าเรื่องเล็กๆ ที่เราทำ มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับเขา ก็เลยสนใจงานค่ายเยาวชนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เราคิดว่าเราโชคดีที่ได้ไปเจอคนพวกนั้น ที่จู่ๆ ก็ทำให้เราที่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ ทำงานเก็บเงินเพื่อเอ็นเตอร์เทนตัวเองคนเดียว เพื่อทำให้ตัวเองมีความสุข สร้างโน่นนี่เหมือนคนทั่วไป ได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเรามีค่าตั้งเยอะแน่ะ เราสามารถทำอะไรเพื่อคนอื่นได้มากมาย

เปลี่ยนไปเยอะ…?

ก่อนหน้านั้นเราใช้ชีวิตแบบคนเมือง เรียนจบมาทำงานบริษัทฝรั่ง วันศุกร์ไปตามแหล่งบันเทิง เหมือนคนที่จบมาแล้วทำงานแบบมุๆ น่ะ พอเรามาเจอแบบนี้ คือ เรากลายเป็นคนที่ต้องการเวลาว่างมากเลยจากเวลาทำงาน เพื่อเอาไปทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่น เสาร์อาทิตย์ไปทำค่าย ทำโน่นทำนี่ จนคนที่เคยเรียนด้วยกันเขาถามเราว่า เป็นไปได้เหรอคนที่จบหอการค้า คณะบริหาร สาขาการเงินการธนาคาร แล้วจะมาอยู่อย่างนี้ได้เหรอ คนละเรื่องเลย

แล้วจริงๆ มันเป็นไปได้ไหม

เป็นไปได้มากเลย เราสามารถพูดได้เลยว่า บางทีคนที่เรียนด้านป่าไม้ เรียนเรื่องทรัพยากรธรรมชาติมา เขามีความรู้จริง บางทีเขาอาจจะถ่ายทอดให้คนอื่นฟังไม่ได้ เพราะว่าเขามีองค์ความรู้ แต่คนที่มีความประทับใจสามารถจะเล่าเรื่องความประทับใจให้คนอื่นได้ เขารู้ว่าอะไรโดนเขา อะไรไม่โดน นี่คือไม่จำเป็นต้องเรียนมาทางด้านนี้โดยตรง เพียงแต่มีใจทำได้หมด และคนรอบข้างที่พาเราไป สมมติว่ามีคนพาเราไปป่า พาไปกินเหล้าทิ้งขยะ เราก็กินเหล้าทิ้งขยะ แต่คนที่พาเราไปป่า พาเราไปฟังเสียงลมเสียงนก เราก็จะฟังเสียงลมเสียงนก คนที่เป็นพี่เลี้ยงหรือคนที่ชักจูงเราเข้าไปจึงสำคัญมาก มันจะซึมลึกเข้าไป เหมือนเด็กวัยรุ่นที่ถ้าเพื่อนเป็นยังไง ก๊วนเป็นยังไง ก็เป็นอย่างนั้น เราก็ไม่ต่างจากเด็กที่เจอของเล่นใหม่ เจอกลุ่มเพื่อนก๊วนใหม่ เราก็เลยเป็นไปกับเขา และทุนเดิมเราก็ชอบเรื่องผจญภัยอยู่แล้ว แต่ก็ลุยโดยไม่มีหลักอะไร ขอให้ได้ลุย แต่พอมาเจออย่างนี้มันเหมือนแรงหนุนเสริมกัน

แต่มันก็จะมีคำพูดที่ว่า เรื่องอุดมการณ์มักสวนทางกับปากท้อง?

ถูกต้อง คือถ้าเราจะทำอย่างนั้นจริงมันทำเป็นอาชีพไม่ได้ ตอนนี้บ้านเราไม่มีอาชีพนักอนุรักษ์ อาชีพนักสื่อความหมายธรรมชาติ อาชีพจริงๆ มันเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไม่ได้ มันเริ่มต้นได้ด้วยการเป็นอาสาสมัคร และทำยังไงให้ตรงนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา คือเราต้องปรับตัวให้มันพอเพียงกับตัวเอง สมมติว่าเงินเดือนผู้จัดการในบริษัทเอกชนใหญ่ๆ อาจจะไม่เท่าเงินเดือนผู้จัดการมูลนิธิ เราก็ต้องปรับการใช้ชีวิต การกิน การอยู่ แต่หมายถึงว่าไม่ได้ปรับทุกอย่างจนลำเค็ญนะ อันไหนที่เอ็นเตอร์เทนตัวเอง อันไหนที่คิดว่ามันจำเป็นเราก็ทำ อย่างเช่นว่า เดินทาง ท่องเที่ยว กิน ฯลฯ แต่เราก็ไปลดส่วนอื่นลง

การปรับตัวเองจะทำให้คนทั่วไปมองว่าเราเฟกหรือเปล่า เพราะคุณทำงานอนุรักษ์ แต่คุณก็ยัง ดื่ม กิน เที่ยวอยู่

ไม่เฟกแน่นอน เหมือนเราพูดว่า คนอยู่ได้ป่าก็อยู่ได้ ชาวบ้านอยู่ได้ป่าก็อยู่ได้ ถ้าเราไม่มีความสุขแล้วเราจะทำงานได้ดีไหมล่ะ เราก็ต้องมีความสุขกับงาน เราก็ต้องรู้ว่าอันไหนควรจะทำ แทนที่เราจะต้องใช้เงินจำนวนนี้ไปเที่ยวหรือซื้อของที่ไม่จำเป็น ก็ต้องเลือกเอา เราว่าไม่เฟกเด็ดขาด อันนี้ยืนยัน เพราะว่าเราจะให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้เพื่อให้ตัวเองมีความสุขจะได้มีแรงไปทำอย่างอื่นได้

แบบนี้เจอแรงเสียดทาน หรือแรงกดดันจากภายนอกเยอะไหม

เยอะอยู่เหมือนกันนะ ง่ายๆ ในครอบครัวเดียวกัน พ่อแม่ญาติพี่น้อง เราก็ตอบคำถามกับคนรอบข้าง แต่สิ่งที่ช่วยได้ก็คือเราต้องมีจุดยืน และเชื่อว่าทุกคนสามารถคุยกันได้อธิบายกันได้ ทำให้เขาเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันมีประโยชน์กับเรา มีประโยชน์กับเขา แม้จะไม่ได้ร่ำรวยตามที่ควรจะเป็นแต่มันก็ทำให้เรามีความสุข และคนอื่นก็ได้ประโยชน์จากเรา แต่กว่ามันจะเกิดขึ้น ไม่ได้เกิดตอนจบมาอายุ 20-30 นะ มันต้องผ่านอะไรมาเยอะเหมือนกัน

ในสายตานักอนุรักษ์ มองเรื่องปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องโลกร้อนยังไง

มันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากๆ แต่คนไม่รู้สึก เหมือนทฤษฎีกบต้ม คือเรารู้อยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งเราจะวิบัติ แต่เราก็ไม่รู้สึกเพราะมันยังไม่ถึงจุดเดือด เหมือนกบที่อยู่ในน้ำอุ่น มันค่อยๆ ร้อนขึ้นๆ เราก็เหมือนกับนั่งอยู่ในน้ำร้อนที่เริ่มร้อนขึ้น ตอนนี้เราจะกระโดดออกจากหม้อน้ำร้อนก็ได้ แต่เราไม่กระโดดเพราะว่า เราปรับตัวได้เรื่อยๆ ปีนี้อุณหภูมิสูงสุดเท่าไร ปีที่แล้วสูงสุดเท่าไร เราก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิมใช่ไหม เราออกจากบ้านไปทำอะไรได้เหมือนเดิม เราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เรานั่งดูดาย ตั้งแต่คนๆ หนึ่งจนถึงประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งเหมือนกันหมด

แต่ทุกวันนี้ก็มีกระแสหรือวิธีการต่างๆ ที่นำเสนอขึ้นมาเพื่อทำให้โลกเย็นลง

มันก็ต้องดูว่ามันเป็นกระแส หรือตั้งใจจริงๆ ถ้าอย่างหลังต้องเริ่มที่ตัวเองทุกคนเลย อะไรทำได้ก็ทำ เราเชื่อว่าจุดเปลี่ยนอยู่ที่ใจคน ถ้าใจเราไม่เปลี่ยน ก็ไม่เกิดอะไร เราเคยเจอเจ้าหน้าที่ของป่าไม้ ก็ถามว่า วันนี้ไปไหน เขาก็ตอบว่าวันนี้เขานัดให้ไปชุมนุมกันที่ใดที่หนึ่ง ถามว่าเรื่องอะไร สงสัยเรื่องโลกร้อนมั้ง อะไรอย่างนี้ ถามว่ารู้ไหมเรื่องโลกร้อนคืออะไร เขาก็บอกว่าไม่รู้ แต่ไปเพื่อให้มีคนให้มีอีเวนท์ เกิดขึ้นมาให้มันเป็นภาพ เป็นกิจกรรมว่า เขาคิดแล้วนะ เขาทำแล้วนะ โดยที่คนไปไม่ได้มีสำนึกในสิ่งที่ตัวเองทำเลย

สำนึกอนุรักษ์ของคนไทยวันนี้อยู่แค่ การเดินรณรงค์ ถือป้าย ปลูกต้นไม้ ?

อันนั้นมันแสดงออก แต่คนที่แสดงออกก็ต้องเข้าใจ ถ้าคนที่ไปไม่เข้าใจ คนจัดก็ต้องทำให้คนที่ไปเข้าใจว่า ที่เขากำลังจะเอาต้นไม้ลงดินนั้นน่ะมีผลอะไร ไม่ใช่ว่าให้เขาไปลง ได้รูปออกมา แล้วมาบอกใครต่อใครว่าทำแล้ว คือถือป้ายได้ แต่คนที่ถือป้ายอาจจะไม่เข้าใจ แต่คนที่ทำ หรือคนที่พาเขาไปถือป้ายอย่างน้อยก็ต้องทำให้เขารู้ว่าป้ายนี้มันมีความหมายว่ายังไง เขารู้สึกกับมันแค่ไหน ไม่จำเป็นต้องรู้สึกกับมันทั้งหมดก็ได้ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าไปไหน ทำอะไร

เห็นคุณบอกว่า งานมูลนิธิ เป็นกิจกรรมสุดท้ายที่จะทำหลังเกษียณ

เราคิดว่าสุดท้ายถ้าเราไม่ได้ทำงานแล้ว เราไปเป็นอาสาสมัครตามที่ต่างๆ ก็เป็นได้อยู่นะ คือไปช่วยคนโน้นที คนนี้ที แต่ถ้าทำอย่างนี้เราสามารถทำได้เต็มที่และมีคนอีกหลายคนที่อยากจะทำ เราใช้ประสบการณ์ต่างๆ ที่เคยทำมา ทำให้คนอีกกลุ่มโตขึ้นมา เขาก็เป็นคนรุ่นต่อไปได้ ตอนนี้เราก็อายุเยอะแล้ว ถ้าเราไม่รีบทำเราอาจจะไม่ได้ทำก็ได้ แต่ถ้าเราทำก็จะมีคนอีกกลุ่มขึ้นมาแทนเรา และทำต่อไป ในวันที่เราหมดแรงแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นต้นแบบหรือคนที่ดีที่สุดนะ เพียงแต่เราคิดว่าสิ่งที่เราผ่านมามันน่าจะมีประโยชน์บ้าง มันเป็นช่วงเวลาที่ใช้ประสบการณ์ เราคิดว่ามูลนิธิจะเป็นที่สุดท้ายที่จะทำ บางคนอาจจะเลือกอ่านหนังสือ ท่องเที่ยว แต่เราเลือกทำงานอย่างนี้ แต่มันก็ไม่นานหรอกเดี๋ยวก็หมดแรง

คุณคิดจะรีไทร์ตอนอายุเท่าไหร่

ตอนนี้ 47 ปี ก็ตั้งแต่อายุ 44-45 ปี ที่เราหยุดทำงานเกี่ยวกับธุรกิจทุกอย่าง เราใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย มันนานมาก ในขณะที่เราอยู่กรุงเทพฯ เวลาส่วนหนึ่งเราก็วิ่งออกมาต่างจังหวัด วิ่งออกไปหาป่า หาดอย ทำมาทุกอย่างจนเราคิดว่าพอแล้ว

ในขณะที่คนอื่น 50-60 ปี ถึงจะเริ่มคิดเรื่องเกษียณตัวเองทำไมคุณถึงเลือกเกษียณตัวเองตอนนี้

เรารู้สึกว่าพอกลับไปอยู่บ้านเราทำอะไร ปลูกต้นไม้ หรือทำโน่นทำนี่ เราคิดว่าบั้นปลายเราไม่ได้ตายในเมืองแน่ เราต้องอยู่ที่บ้านเกิด ก็มานั่งคิดว่าถ้าจะปลูกต้นไม้ตอนอายุ 50 เนี่ย เราจะมีแรงขุดดินหรือเปล่า เราจะทำอะไรได้ ถ้ากลับมาตอนอายุ 50 จะรู้จักผู้คนในสังคมรอบตัวหรือเปล่า คนที่วัยเดียวกับเราเขาก็มีสังคมอีกอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนกับเรา เรากลับไปก็จะกลายเป็นคนโดดเดี่ยวในหมู่บ้าน เราคิดว่าเราเตรียมความพร้อมให้กับตัวเองด้วย คือ ถ้าเราไปอยู่ในหมู่บ้านเราก็เข้าไปอยู่ในชมรมผู้สูงอายุ เราดูแม่เป็นตัวอย่าง ที่ตัดสินใจก็เพราะเห็นแม่ เขาจะมีกลุ่มเปตอง กลุ่มเล่นดนตรี ออกกำลังกาย เป็นคนในหมู่บ้าน เราก็ได้คิดว่าถ้าเราอายุเกินกว่านี้สัก 10 ปี แล้วกลับไป คนเหล่านี้ก็ไม่ใช่เพื่อนเรา และเราก็จะเข้าสังคมไม่ได้ คือเป็นการเตรียมความพร้อมน่ะ เพราะเราตัวคนเดียวไม่ได้มีครอบครัว

แสดงว่า คนเราไม่จำเป็นต้องรีไทร์ตอนอายุเยอะๆ ก็ได้

ไม่ต้องเลย เพราะไม่อย่างนั้นคุณจะไม่รู้ว่าจะไปทางไหน และจะไม่มีการเตรียมพร้อมตัวเอง

ถ้ามีคนมาบอกว่า คุณจะอนุรักษ์ไปทำไมในเมื่อคนก็ยังตัดไม้ทำลายป่าอยู่ จะบอกอะไรเขา

คนที่พูดอย่างนั้นก็ตายไปให้หมดทุกคนเลยไม่ต้องอยู่แล้ว (หัวเราะ) ถ้าคิดว่าเรื่องใกล้ตัวยังไม่ใช่มันก็เข้าไปที่เรื่องกบแช่น้ำร้อน คนเราไม่ได้เกิดมามีอายุยืน 200-300 ปีนะ คนเรามีอายุ 50-60 นี่ถือว่าคุ้มแล้ว ทีนี้เวลาที่เหลือถ้าคนคิดแบบนี้ เราจะถามกลับว่า คุณลองนับถอยหลังสิว่าคุณอยู่ได้อีกกี่ปี แล้วคุณทำอะไรมาบ้าง แล้วมีอะไรที่คุณยังไม่ได้ทำบ้าง คิดใหม่แล้วก็ทำซะ อย่างนี้อาจจะทำให้เวลาที่เหลืออยู่น้อยๆ อาจจะทำให้มีประโยชน์มากกว่าที่คุณอยู่มาตลอดก็ได้

5 Responses to “แรงบันดาลใจเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ กุล ปัญญาวงศ์”

  1. คนไทย Says:

    ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ที่กล้าหาญ ชื่นชมค่ะ ขอให้สำเร็จดังตั้งใจ…

  2. หมวยโทน Says:

    อ่านแล้วทำให้มีกำลังใจค่ะ… 😛

  3. ภิญญดา โพธิ์บุญ Says:

    😛 ขอให้กำลังใจนะค่ะ สิ่งที่ทำเป็นส่งที่ทำเพื่อคนอื่น
    แล้วคิดเหมือนกัน จะทำตามอย่างค่ะ ตอนนี้อายุ
    34 ปี เหลือเวลาก่อน คิดที่จะเกษียณตอนอายุ
    45 ปี ฉะนั้นอีก 9 ปี ที่จะทำอะไรไว้เพื่อให้คนที่เรารักและรักเราไม่ต้องห่วงกังวัลเรื่องปากท้อง แล้วเราจะไปทำในสิ่งที่ฝันไว้เช่นกัน ทำเพื่อผู้อื่นบ้าง

    ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับความสำเร็จขั้นแรก
    ที่ตัดสินใจทำเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ

  4. ระวีวรรณ ชนวัฒน์ Says:

    เจ๋ง 😉 สู้ต่อไปนะ เป็นกำลังใจให้คะ

  5. นิตย์ ปัญญาวงศ์ Says:

    สู้ๆครับ ขอเป็นกำลังใจให้ คนดีหายากกกกกก

Leave a Reply