ฝูงกูปรี ในป่าเต็งรัง เขมร : ภาพเก่าแก่หาชมยาก

มีผู้เข้าอ่าน 25,424 คน

ผมพบลิงก์วิดิโอนี้จากเพื่อนคนหนึ่งส่งมาให้

พอดูแล้วนึกสงสัย เลยสอบถามพี่ชายที่ชื่อศรัณย์ บุญประเสริฐ ซึ่งแนะนำให้อ่านในหนังสือเรื่อง “ธรรมชาตินานาสัตว์” ของ นพ. บุญส่ง เลขะกุล (สำนักพิมพ์สารคดีจัดพิมพ์ เมื่อปี 2545)

คุณหมอเขียนถึงเรื่องนี้ไว้เมื่อ ปี พ.ศ. 2499 ความว่า

ดร. ฮารโรลด์ เจ. คูลิดจ์ นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของสหรัฐอเมริกา เข้ามาเมืองไทยเพื่อศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ต่างๆ

ในระยะนั้นมีการค้นพบวัวป่าพันธุ์แปลก โดย ดร. อาคลี เออร์บาอิน แห่งพิพิธภัณฑ์ที่ปารีส เรียกว่า “กูปรี” ตามภาษาเขมร (แปลเป็นไทยตามตัวว่า “โคไพร” รายงานนี้ทำให้ ดร. คูลิดจ์ สนใจมาก และจัดขบวนไปถ่ายทำภาพยนตร์ ภาพนิ่ง และศึกษาสัตว์ป่าของเขมรและถ่ายภาพยนตร์มาได้ม้วนหนึ่ง

ในภาพยนตร์นั้นมีสัตว์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก มีทั้งละองละมั่งที่ตัวผู้สูงใหญ่สง่างาม ฝูงกระทิง วัวแดง รวมถึงฝูงควายป่า

(ซึ่งในสมัยนั้น ละองละมั่ง และควายป่า เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุด )

หลังจากนั้นจึงเป็นฉาก “กูปรี” ซึ่งมีหลายฝูงมาก คุณหมอเขียนไว้ว่า “ถึงแม้ว่าข้าพเจข้าได้เคยไปเห็นมาจริงๆ จากป่าเขมรด้วยตาตนเองแล้ว ก็รู้สึกว่ายังไม่ได้ดูชัดเจนอย่างที่เขาถ่ายมาให้ดูในภาพยนตร์นี้เลย  กูปรีฝูงใหญ่ๆ บางฝูงเห็นมีตั้ง 30 กว่าตัว ตัวเมียส่วนมากสีเทาๆ แต่ถ้าเป็นลูกกูปรีน้อย สีมักเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ

ตัวผู้เวลาโตขึ้นสีจะดำมากขึ้นตรงคอตรงไหล่และตรงสะโพก ส่วนตรงท้องนั้นยังคงเป็นสีเทา พออายุมากหรือเมื่อเป็นกูปรีแก่ๆ สีเทาตรงท้องก็จะเป็นสีดำไปด้วย เลยดูดำมืดไปทั้งตัว นอกจากตรงข้อเท้าทั้งสี ซึ่งยังคงเห็นขาวคล้ายกับใส่ถุงเท้าขาว อย่างวัวป่าชนิดอื่นๆ

กูปรีนี้ดูรูปร่างของมันแล้วแปลกกว่าวัวป่าอื่นๆ ทุกชนิด คือมันมีเหนียงห้อย แกว่งอยู่ใต้คอยาวมาก ห้อยเลยเข่าลงไปอีกตั้งกว่าคืบ ตัวเมียเหนียงไม่ยาวรุ่มร่ามอย่างในตัวผู้ ที่ปลายเขาของตัวผู้มีเปลือกเขาแตกออกไปโดยรอบอย่างกับเส้นไม้กวาดอย่างน่าพิศวง”

ดร. คูลิดจ์ สรุปไว้ว่า กูปรี เป็นวัวโบราณ ตั้งแต่สมัย 20-35 ล้านปีมาแล้ว และน่าประหลาดใจที่ยังหลงเหลือมาอยู่รอบๆ นครวัด (เมื่อปี พ.ศ. 2499 – ผู้บันทึก) ดร. คูลิดจ์ จึงตั้งชื่อสกุลวิทยาศาสตร์ ว่า Novibos Sauveli

คุณหมอยังได้เขียนไว้อีกว่า กูปรีก็เคยมีในเมืองไทย ในภาคอีสาน มีทั้งสุรินทร์ ศรีษะเกษ มีอยู่เป็นฝูงๆ และคิดว่าฝูงสุดท้ายที่พบเห็นในแผ่นดินไทย คือ ป่าดงอีจาน อ. นางรอง จ. บุรีรัมย์ เป็นฝูงสุดท้ายใน ปี 2491 มี อยู่ 6 ตัว

คุณหมอยังเขียนอีกว่า เพลงในวิทยุได้แต่ร้องปลุกใจกันว่า “รักษาแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลาน” ซึ่งการรักษาแผ่นดินไทยไว้นั้น ความจริงใครๆ ก็ทำได้ แต่การรักษาทรัพยากรของชาติไว้ให้กับลูกหลานสิเป็นเรื่องที่ทำยาก

6 Responses to “ฝูงกูปรี ในป่าเต็งรัง เขมร : ภาพเก่าแก่หาชมยาก”

  1. กระซวก Says:

    ผมไช่นักดูนก แต่ผมก็เข้าป่ามาเยอะพอจะบอกไดว่าใน วิดีโอคลิปนี้ เสียง แบ็คกราวนด์ ที่เป็นเสียงนกร้องนั้น น่าจะนำมา dub ใส่ทีหลัง ไม่ใช่เสียงจากเหตุการณ์จริง เสียงที่น่าจะมาจากเหตุการณ์จริงฟังออกแค่เสียงฝูงวัวควบตะบึงหนีตอนท้ายเท่านั้น ในเสียงนกร้องฟังเหมือนนกร้องอยู่ในป่าทึบ สงัด เพราะมีเสียง จั๊กจั่นลองไนอยู่ด้วย ป่าโปร่งที่ไม่เงียบจะไม่มีเสียงพวกนี้ ส่วนภาพนั้นคงไม่มีข้อสังเกตุจับผิดอะไร แต่จะบอกว่ามันมีคุณค่าสูงมากทางการศึกษาสัตว์ป่า เพราะเราเห็นได้ก็แค่จากบันทึกเท่านั้น ไม่มีโอกาศเจอ”ตัวเป็นๆ” อีกแล้ว

  2. benz Says:

    หารูปนิ่งลงน่าจะดีนะ… 🙄

  3. คุณชาญชัย Says:

    ขอขอบคุณสำหรับเจ้าของภาพอันทรงคุณค่านี้ หาดูได้ยากมากๆ

  4. ออม Says:

    แถวบ้านมีเลียงผาด้วยค่ะ 😛

  5. นักอนุรักษ์ธรรมชาติตามรอยหมอบุญส่ง Says:

    ถ้าเป็นกูปรีจริงๆก็ดีน่ะสิ ;-)เราจะได้เห็นสัตว์หายาก (มากกกกกกก…กกกกกกกกกกกก :shock:) อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่มัน “สาบสูญ” จากโลกไปนับสิบปี :cry:ขอขอบคุณผู้ที่เอาวิดิโอมาให้ หวังว่ามันคงจะเป็น “กูปรี” จริงๆ (แต่เราต้องพินิจพิเคราะห์ดูอยู่ต่อไป)
    โดย นักอนุรักษ์ผู้ตามรอยหมอบุญส่ง… 🙂

  6. เติ้ง Says:

    ขอให้กูปรียังไม่สูญพันธุ์เถอะ จะได้นำมาขยายพันธุ์ ต่อไปจะได้เห็นกูปรีทั้งในธรรมชาติและสวนสัตว์
    จอแถมอีกนิด อยากปลดปล่อยมานานแล้วจริงๆ แล้วคนที่น่าจะยังมีชีวิตน่าจะเป็นญาติลูกพี่ลูกน้องของเพื่อนเรา เขาเป็นคนดี หน้าตาดี นิสัยดี เขาเป็นนักบินที่เพิ่งทำตามฝันได้เพียง 1 ปีกว่า แ แต่แล้วฝันก็เป็นจริงได้เพียงแค่นั้น น่าเศร้าและน่าสงสารจริงๆ แต่คนที่เรารู้จักอยู่คนนึง มันนิสัยก็ไม่ดี หัวก็ล้าน แต่คิดว่าตัวเองหน้าตาดี แต่กลับยังมีชีวิตอยู่รกโลก มิหนำซ้ำยังมีเมียแถมปั๊มลูกออกแล้วคนนึง คนอย่างนี้ต่างหากสมควรตายได้แล้ว นี่แหละหนาที่เขาว่าคนดีผีถึงมาเอาไป ส่วนคนชั่วนรกยังไม่อยากได้

Leave a Reply