The Return of the “Pedal Machine”

มีผู้เข้าอ่าน 5,907 คน

ผมกลับไปอ่านเรื่องเกี่ยวกับจักรยานอีกครั้ง หลังจากที่คิดว่าน่าจะนำเสนอเรื่องราวของจักรยานใน “สารคดี” บล๊อก

โดยส่วนตัวแล้วผมกับจักรยาน เราต่างไม่ใช่คนแปลกหน้า เพียงแต่อาจเหินห่างกันไปบ้างบางเวลา ไล่เรียงดูแล้ว จักรยานคันแรกของผมอยู่ในวัน ๗-๘ ปี และแน่นอนว่ามันมีถึงสี่ล้อ (สองล้อหลัก และสองล้อช่วยพยุง แต่ขี่ไปไม่นานวัน มันก็เหลือเพียงสามล้อ ล้อพยุงหนึ่งหายไป แต่ก็ยังขี่ได้)

สารคดี ฉบับที่ 140 การกลับมาของรถถึบ

พออ่านแล้ว ก็ต้องตามไปอ่าน “จักรยานโบราณ” ของ อ. ทวีไทย บริบูรณ์ อีกครั้ง (มีออกมาสามเล่มแล้วครับ คราวหน้าจะพามาให้ชม) ก็พบว่า บริบทของจักรยานในสังคมไทยนั้น แปลก ๆ คือ ปัจจุบันนี้ถ้าไม่ใช่จักรยานเสือภูเขา จักรยานพับจากนอก จักรยานแม่บ้านจากญี่ปุ่น ก็จะเป็นจักรยานโบราณ ราเลห์ ฮับเบอร์ ฯลฯ ไปเลย

จักรยานในห้วงยามที่ผมเติบโตมาในระยะ ๓๐-๔๐ ปีมานี้ ค่อนข้างหายไป แต่ความจริงคงไม่หายไปหรอก ถ้านับในช่วงชีวิตผม ที่ ยังได้เห็นไปรษณีย์ขี่จักรยาน จักรยานของสาวยาคูลล์  ยังทันได้เห็นภาพการให้เช่าจักรยานสนามหลวง ก่อนย้ายไปเมื่อฉลองครบรอบ ๒๐๐ ปีกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๕ แล้วจักรยานเช่าก็หายไป

ตำรวจเมืองไทยสมัยก่อนเคยขี่จักรยานตรวจตราหรือเปล่า ผมยังสงสัย ศิลปินไทยวาดภาพจักรยานไว้มากน้อยแค่ไหน แล้วช่างภาพเล่า หลังปี พ.ศ. ๒๕๐๐ มีภาพจักรยานสวยๆ หรือมหกรรมจักรยานที่มีจักรยานนับพันๆ คัน ขี่เพื่อรณรงค์อะไรบ้างไหม

พอเป็นวัยรุ่น บ้านเราก็ได้จักรยานใหม่ แต่เป็นจักรยานแม่บ้าน ประมาณเพสสัส มีตะกร้าอยู่ด้านหน้า สีแดงแปร้ด ขี่ไปก็อายสาวๆ แถวบ้าน ทำไมไม่มีจักรยานผู้ชายคันใหญ่บ้างหรือไง (ก็เพราะจักรยานคันนั้นจับสลากได้มา บ้านเราไม่มีเงินมากพอจะซื้อจักรยานใหม่ แม้กระทั่ง บีเอ็มเอ็กซ์ ที่เพิ่งเข้ามาในประเทศใหม่ๆ พ่อก็ไม่ซื้อให้ เปลือง)

เห็นเพื่อนขี่จักรยานแบบชอปเปอร์ ก็ยังคิดอยู่ว่า เท่สุด ๆ แต่จักรยานสีแดงคันเก่านั้นก็รับใช้เรามานาน แม้กระทั่งสอบเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย ก็ยังเอามาใช้อยู่ (เสียดายแค่ปี ๒ ก็โดนเคาะหายไปแล้ว) พอปี ๓ ก็เลยปฏิบัติการหาจักรยานใหม่ เอามาขัด ทาสี ทำล้อ เปลี่ยนโซ่ สายเบรค ได้รถใหม่มาใช้จนเรียนจบ แล้วก็ผ่องถ่ายให้รุ่นน้องไป 

จนมาถึงตอนนี้เมื่อมี “บลอก” นี้ ก็เลยคิดว่า โลกของจักรยาน ไม่ใช่เล็กๆ แต่ว่ามีเรื่องราวต่างๆ ซุกซ่อนให้ค้นหาอยู่มากมาย

จักรยานมีคุณค่าหลากหลาย ไม่เพียงช่วยให้ออกกำลังกาย แต่ยังช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมัน เป็นการเดินทางท่องเที่ยวที่สามารถใกล้ชิดกับผู้คน หนังสือเกี่ยวกับจักรยานบางเรื่องก็น่าสนุก การดีไซน์จักรยานให้ล้ำยุคก็น่าค้นหา

ผมว่า รถถีบ ควรกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันมากกว่านี้

แม้จะแค่ถีบออกไปปากซอยซื้อขนมครกยามเช้า แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้จักรยานยืนผุ ยางฟีบ อยู่ข้างบ้าน หรือกลายเป็นเศษเหล็กไป

หากใครสนใจแลกเปลี่ยน ขอเชิญมาร่วมปั่น ร่วมชมกันได้ ไม่ต้องเกรงใจ

11 Responses to “The Return of the “Pedal Machine””

  1. มูทู-ทัวริสม์ Says:

    อ่านแล้วทำให้นึกถึงจักรยานคันแรกของตัวเองเหมือนกันแฮะ สมัยอยู่ต่างจังหวัด พ่อซื้อให้ตอนอยู่อนุบาล ดีใจมากเลย ขี่เล่นไปทั่วหมู่บ้าน พกหนังกะติ๊กอันหนึ่ง บางทีก็คันเบ็ดเล็ก ๆ ไปตกปลา ยิงนก กระโดดน้ำท่า ยิงมะม่วง ปืนมะไฟ ขึ้นฝรั่ง (ล้วนแต่สวนชาวบ้าน) สนุกดี ตอนนี้พ่อเอาไปบริจากให้ลูกของญาติเสียแล้ว ว่าจะกลับไปตามหาเอามาเก็บไว้

    ตอนเรียนมหาลัยที่เชียงใหม่ผมก็มีฟิลลิปส์ตัวเมียคันใหญ่คันหนึ่ง ขัดกีวีจนดำมันเชียวละ จำได้ว่ามีทะเบียนด้วย ปั๊มอยู่ที่ด้านหน้า อยากให้คุณเสือจุ่นช่วยตามหาเรื่อง “ทะเบียนจักรยานและใบขับขี่” มาให้อ่านกันหน่อยครับ ตาผมเคยมีใบขับขี่จักรยานด้วยนะ แต่เผาทิ้งไปซะแล้ว น่าเสียดาย

    ตอนนี้ผมมีจักรยานคันเดียวคือเสือภูเขาทัวริง ไม่ได้เอาไปเข้าซิงเกิลแทรคที่ไหนแต่เอาไว้ปั่นเที่ยวและใช้งานเป็นพาหนะ และเอาไว้ปั่นตอนรู้สึกว่าชีวิตไร้ค่า… (การปั่นจักรยานในกรุงเทพฯ จะทำให้รู้สึเห็นคุณค่าของชีวิตขึ้นมาถนัด! ใครยังรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าให้ลองหาจักรยานมาปั่นบนถนนร่วมกับรถเมล์ในกรุงเทพฯ ดู จะรู้)

    สนุกดีนะปั่นจักรยาน… เอ ว่าแต่ทำไมเด็ก ๆ ถึงได้หลงไหลจักรยานนะ ?

  2. Hucka Says:

    ชอบขี่จักรยาน …. ไม่สิ … ชอบ ความรู้สึกมากกว่า
    ชอบความรู้สึก ที่สายลมปะทะใบหน้า และเส้นผมที่ปลิว
    เวลาที่เราเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วยความเร็วที่เราควบคุมได้…
    ….
    เพราะไม่ได้ชอบเฉพาะ จักรยาน … เรายังชอบสเก็ต
    กับโรลเร่อร์เปลดด้วย …

  3. admin Says:

    คุณมูทู ทัวริสต์ครับ เรื่องทะเบียนจักรยานและใบขับขี่จักรยานเนี่ย อ. ทวีไทย บริบูรณ์เขียนไว้เล็กน้อย ในจักรยานโบราณ จะลองค้นดูนะครับ

    เด็กๆ ชอบขี่จักรยาน เพราะเขาจะได้มีความเป็นอิสระไงครับ เวลาสายลมปะทะใบหน้า กับการขี่ไปโน่นมานี่โดยไม่มีใครบังคับ

    สวัสดีครับ hucka
    นี่ก็อีกคนที่ชอบให้สายลมปะทะใบหน้า
    ส่วนเส้นผมที่ปลิวนี่ ต้องยาวพอ (ใช่ๆ สาวๆ หรือเปล่าที่ผมปลิว)

  4. Wahoo Says:

    Thank you for sharing!

  5. ภุชงค์ Says:

    สารคดีเล่มนี้ ตีพิมพ์นานแล้วใช่ป่ะครับ
    เป็นไปได้มั้ยว่าเราจะเอามาคัดลอกลงเว็บ หรือบล๊อคที่ใดที่หนึ่งทั้งเล่ม ผมเองเคยอ่านที่ห้องสมุดอะไรจำไม่ได้แล้ว พยายามหาซื้อตามร้านหนังสือเก่า แต่หาไม่เคยได้เลย ถ้าเจ้าของกระทู้มี อยากจะขอยืมมา xerox หรืออาสาพิมพ์ลงบล๊อคให้ สารคดีจะห้ามเผยแพร่มั้ยครับ

  6. admin Says:

    เรื่อง “รถถีบ” นี้

    คนบ้ารถถีบ พี่บินหลา สันกาลาคีรี ผู้เขียนเรื่อง
    นำไปรวมพิมพ์เป็นเล่มแล้วครับ

    ในเรื่อง “คนรักกับจักรยาน”

    น่าจะยังหาอ่านได้ครับ

  7. เฮ้า Says:

    ผมยากให้พวกพี่ๆน้องๆกับมาถีบจักรยานโบราณกันอีกเผื่อประหยัดน้ำมัน

  8. admin Says:

    เห็นด้วยครับ แต่ผมว่า ก็ต้องทั้งจักรยานธรรมดา (รูปทรงแบบโบราณ) จะให้ดีก็ต้องเป็น เสือทางเรียบ ก็ยังดีครับ จะได้ช่วยผ่อนแรง

    เชื่อเถอะครับ อีกไม่นานหรอก จักรยานจะกลับมาอีก ถ้าน้ำมันถึงลิตรละ 50 บาท

  9. เจ้านกน้อย Says:

    เรื่องราวของจักรยานน่าสนใจมากครับ
    ตอนเด้กๆจำได้ว่าตอนหัดใหม่ๆหัวเข่าแตกหมดเลยครับ
    กว่าจะขีเป็นเล่นเอาหัวเข่าผมดุไม่ได้เลยครับ

    จักรยานมีอะไรหลายๆอย่างที่น่ามอง
    น่าชื่นชม ไม่ใช่แค่มีไว้ถีบอย่างเดียว
    แต่ก่อนคิดว่าการปั่นจักรยานลำบาก
    แต่มาตอนนี้เริ่มคิดถึงมันแล้วละครับ
    ไม่ใช่เพราะน้ำมันแพงหรอกครับ
    แต่เพราะความคลาสสิกของมันต่างหากละ
    แม้โลกจะหมุนไปไกลแค่ไหน
    แต่ทุกมุมของโลกก็ยังมีรถถีบเสมอ

    บางทีอาจเห็นจักรยานปั่นทั่วเมืองก็ได้ครับ

    “สูงสุดคืนสู่สามัญ”

  10. second_foot_MTB Says:

    สำหรับผมการได้ขี่จักรยาน ในตอนโต ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ทำให้เราได้ย้อนกลับไปในสมัยที่เราเริ่มฝึกปั่นจักรยานครั้งแรก การปั่นทำให้เรามีโอกาสเก็บรายละเอียด บนสองข้างทางที่ผ่านไป ได้ดีกว่า การเคลื่อนที่ไปบนพาหนะความเร็วสูง แต่ก็มีความขัดแย้งกับสังคมในปัจจุบัน เพราะเวลาคือต้นทุนในการดำเนินกิจการต่างๆ ถ้ามีเวลาก็อย่าลืมรถถีบก็แล้วกันครับ

  11. Tigerjun Says:

    บางทีเราก็ต้องหัด ไปช้า ช้า กันบ้างครับ
    เดิน อาจจะช้าไปนิด

    แต่จักรยานนี่ ช้าได้ใจ ได้รายละเอียด ไม่เหนื่อยมากด้วย ใช่ไหมครับ

Leave a Reply