|
|
ตีนตุ๊กแก "ซองคำถาม" เคยเห็นแถบพลาสติกที่ทำเป็นขุย ติดกันได้ใช้แทนซิป แบบที่ใช้กับกระเป๋าและรองเท้าไหม มันเรียกว่าอะไร และใครเป็นผู้ประดิษฐ์ (จันทรา จงกล / กรุงเทพฯ) |
| มันมีชื่อว่า velcro ในภาษาไทยเรียกกันว่า ตีนตุ๊กแก ระหว่างการเดินเขาในเทือกเขาอัลไพน์ใน ค.ศ. ๑๙๔๘ นักไต่เขาชาวสวิสชื่อ จอร์จ เดอ เมอสทรอล (George de Mestral) รู้สึกหงุดหงิดรำคาญกับเมล็ดหนามของพันธุ์ไม้ป่า ที่มาเกาะติดตามกางเกงและถุงเท้าของเขา ขณะที่เขาค่อย ๆ แกะมันออกอย่างยากเย็น เขาก็เกิดความคิดขึ้นว่า การทำเครื่องยึดติดโดยอาศัยหลักการเกาะยึดของเมล็ดหนาม เพื่อแข่งกับหรือแทนที่ซิป น่าจะเป็นไปได้ ทุกวันนี้ ตีนตุ๊กแก หรือ velcro ประกอบด้วยแถบไนลอนสองแถบ แถบด้านหนึ่งเป็นตะขอขนาดจิ๋วนับพัน ๆ ตัว ส่วนแถบอีกด้านหนึ่งเป็นตาขนาดจิ๋ว เมื่อกดแถบไนลอนทั้งสองเข้าด้วยกัน ตะขอจะเกี่ยวเข้ากับตาและล็อกติดกันไว้แน่นสนิท กว่าที่ความคิดนี้จะได้รับการพัฒนา ให้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ ก็กินเวลาและความพยายามถึง ๑๐ ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งทอซึ่ง เดอ เมอสทรอล ไปปรึกษา ต่างก็หัวเราะเยาะ ความคิดที่จะประดิษฐ์เมล็ดหนามเทียมขึ้น มีเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นช่างทอที่โรงงานทอผ้า ณ เมืองลียง (Lyon) ประเทศฝรั่งเศส ที่เชื่อว่าความคิดนี้น่าจะทำให้เป็นจริงได้ ช่างทอผู้นี้เริ่มทำงานกับเครื่องทอมือขนาดเล็กพิเศษ เขาทอแถบผ้าฝ้ายขึ้นสองชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นตะขอตัวจิ๋ว อีกชิ้นเป็นตาขนาดเล็กกว่า เมื่อกดเข้าด้วยกันแถบผ้าทั้งสองจะประกบติดกันแน่น และไม่หลุดออกจากกัน จนกว่าจะถูกดึงแยกจากกัน เดอ เมอสทรอล ตั้งชื่อผลงานตัวอย่างชิ้นแรกนี้ว่า แถบล็อก หรือ "locking tape" การคิดค้นพัฒนาเครื่องมือซึ่งสามารถเลียนแบบงานฝีมือ อันละเอียดลออของช่างทอ ต้องอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชั้นสูง ผ้าฝ้ายถูกแทนที่ด้วย "ไนลอน" เนื่องจากการเปิดปิดครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ตะขอและตาที่อ่อนนุ่มของแถบผ้าฝ้ายต้นแบบ ฉีกขาดเสียหาย เดอ เมอสทรอล ได้ค้นพบว่าเมื่อทอเส้นด้ายไนลอนภายใต้รังสีอินฟราเรด จะได้ตะขอและตาที่เหนียวแข็งแรงทนทานมาก ในกลางทศวรรษ ๑๙๕๐ แถบล็อกไนลอนก็ปรากฏตัวในท้องตลาด สำหรับชื่อทางการค้า เดอ เมอสทรอล เลือกคำว่า vel จาก "velvet" หรือกำมะหยี่ ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่าเขาชอบเสียงของคำคำนี้ และเลือกคำว่า cro จากคำภาษาฝรั่งเศส "crochet" ที่แปลว่า ตะขอ (hook) พอถึงปลายทศวรรษ ๑๙๕๐ เครื่องทอในโรงงานก็สามารถผลิต velcro ได้มากถึง ๖๐ ล้านหลาต่อปี และถึงแม้ว่าเครื่องยึดไนลอนชนิดใหม่นี้ ไม่อาจแทนที่ซิปได้อย่างที่ เดอ เมอสทรอล คาดหวังไว้ แต่ตีนตุ๊กแกก็เป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ชุดว่ายน้ำ ผ้าอ้อม นาฬิกาข้อมือ ไปจนถึงในหัวใจเทียมและเครื่องใช้ในยานอวกาศ |
|
|
12 midnight A.M. หรือ 12 midnight P.M.? อันไหนถูกต้องระหว่าง 12 midnight A.M. กับ 12 midnight P.M.? (กนกรัตน์ / จ. ลำปาง) |
| ผิดทั้งคู่ เพราะ midnight หรือเที่ยงคืน
ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวันก่อนหน้า
หรือวันที่ตามมา เที่ยงคืนเป็นเส้นแบ่งระหว่างวัน
ในทำนองเดียวกับที่ปัจจุบัน
เป็นเส้นแบ่งระหว่างอดีตกับอนาคต ดังนั้นต้องพูดหรือเขียนว่า "12 midnight" เท่านั้นจึงจะถูกต้อง กรณีของเที่ยงวันก็เช่นเดียวกัน เที่ยงวันไม่ใช่ทั้ง 12 noon A.M. หรือ 12 noon P.M. ใช้ว่า "12 noon" เท่านั้นพอ ลองคิดดูสิว่า P.M. ย่อมาจาก "post meridiem" ซึ่งเป็นภาษาละตินแปลว่า หลังเที่ยง ดังนั้นคงฟังดูตลกพิลึกถ้าเราพูดว่า "12 นาฬิกาหลังเที่ยง" ...จริงไหม ? (ส่วน A.M. ย่อมาจากคำว่า "ante meridiem" แปลว่า ก่อนเที่ยง) |
|
|
สาวประเภทสองในคุก สงสัยว่าผู้ต้องขังที่เป็นสาวประเภทสอง ผ่าตัดแปลงเพศแล้ว หากต้องติดคุก จะขอไปอยู่คุกหญิงได้หรือไม่ เพราะอยู่คุกชายคงไม่ปลอดภัย (อยากรู้จริง ๆ / กรุงเทพฯ) |
| ผู้ต้องขังเพศชาย (ตามที่ระบุในทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชน) แม้ว่าจะผ่านการผ่าตัดแปลงเพศมาแล้ว หรือมีหน้าตา รูปลักษณ์ภายนอกสวยยิ่งกว่าผู้หญิงแท้ ๆ ถึงอย่างไรก็ต้องอยู่ในเรือนจำชาย แต่เรือนจำบางแห่งอาจจัดหาห้องแยกให้อยู่ (ถ้าทำได้) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทะเลาะวิวาทในหมู่นักโทษชาย สาวประเภทสองในเรือนจำ ส่วนใหญ่มีความประพฤติเรียบร้อย ติดคุกด้วยคดีเล็กน้อย เช่น ลักทรัพย์ ฉ้อโกง ฯลฯ |
|
|
ปลาร้าโกอินเตอร์ ได้ยินมาว่าที่สุพรรณบุรีเป็นแหล่งผลิตปลาร้ามาช้านาน และเป็นอาหารที่กินกันเป็นปรกติ เรื่องนี้ถือเป็นความรู้ใหม่ของผม เพราะเดิมผมคิดว่ามีแต่คนอีสานเท่านั้นที่กินปลาร้า (ปลาเล็กปลาน้อย / จ. นนทบุรี) |
|
ปลาร้าเป็นผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน
ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยมาแต่ช้านาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นิยมบริโภคกันมาก และจัดเป็นอาหารประจำวันก็ว่าได้
ไม่เพียงแต่คนในภาคอีสานเท่านั้น
ที่นิยมบริโภคปลาร้า
คนในภาคเหนือและภาคกลาง
ก็นิยมบริโภคเช่นกัน
แต่จะต่างกันบ้าง
ในลักษณะการนำมาประกอบอาหารเท่านั้น การผลิตปลาร้าส่วนใหญ่ทำกันระดับชาวบ้าน แบ่งออกเป็นสองแบบ คือ ปลาร้าข้าวคั่ว และปลาร้ารำ ปลาร้าข้าวคั่วมักจะทำในภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สระบุรี นครสวรรค์ และอยุธยา ส่วนปลาร้ารำมักจะทำจากปลาทั้งตัวในภาคอีสาน สีจะคล้ำกว่าปลาร้าข้าวคั่ว แหล่งผลิตที่สำคัญอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ยโสธร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น และหนองคาย อาหารที่ทำจากปลาร้าที่บริโภคกันมาก ได้แก่ แจ่วบอง ปลาร้าหลน ปลาร้าทรงเครื่อง ปลาร้าทอด ปลาร้าสับ น้ำพริกปลาร้า ส่วนมากเป็นการนำปลาร้าที่หมักได้ที่แล้วมาปรุงเป็นอาหาร ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากในการนำไปปรุง จึงมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากปลาร้ารูปแบบต่าง ๆ ให้กินสะดวกขึ้น กับเพื่อให้สามารถ "โกอินเตอร์" ส่งไปขายทั่วโลกได้ โดยเฉพาะในประเทศที่มีชาวไทย และชาวลาวอยู่มาก ๆ ผลิตภัณฑ์ปลาร้ามีเช่น ปลาร้าผง ปลาร้าก้อน น้ำปลาร้า ปลาร้าปรุงแต่ง |
|
|
จาก "สยาม" มาเป็น "ไทย" เหตุใดจึงเปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" เราว่าชื่อเดิมก็เพราะดี และใคร ๆ เขาก็รู้จัก Siamese twin และ Siamese cat (สุณิศา พาสุข / จ. เชียงใหม่) |
|
การเปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ในสมัยที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยยึดหลักที่ว่า ประเทศส่วนใหญ่มักตั้งชื่อประเทศตามเชื้อชาติของตน ความคิดนี้หลายคนเห็นค้าน เพราะคำว่า "ไทย" เป็นความรู้สึกเกี่ยวกับเชื้อชาติไท แต่ในประเทศมีคนหลายเชื้อชาติ จะทำให้คนเชื้อชาติอื่นน้อยใจเสียมากกว่า และต่างประเทศก็รู้จัก "ประเทศสยาม" แล้วเป็นอย่างดี ถ้าไม่มีความจำเป็นก็ไม่ควรจะเปลี่ยน แต่เนื่องจาก จอมพล ป. มีนโยบายสร้างชาติโดยอาศัยเชื้อชาติไทยเป็นหลัก จึงยังยึดความคิดเดิม ที่จะเปลี่ยนนามประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" โดยเริ่มประกาศใช้เป็นรัฐนิยมก่อน แล้วจึงประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมนามประเทศในภายหลัง ร่างหนังสือนายกรัฐมนตรีถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอความเห็นชอบในเรื่องการเปลี่ยนนามประเทศ และเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณานั้น หลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้ยกร่าง ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับความไม่สะดวกในการใช้คำว่า "สยาม" ดังนี้ (๑) คนไทยมีสัญชาติและบังคับไม่ตรงกัน กล่าวคือคนไทยทุกคนในเวลานี้มีสัญชาติไทย แต่อยู่ในบังคับสยาม (๒) ชื่อภาษา ชื่อคน กับชื่อประเทศไม่ตรงกัน กล่าวคือเป็นประเทศสยาม แต่คนพื้นเมืองพูดภาษาไทย เป็นอาณาจักรสยาม แต่พลเมืองเป็นคนไทย (๓) การที่เอาคำว่า "สยาม" กลับมาใช้เป็นนามประเทศนั้น เป็นการฝืนใจคนไทยโดยทั่วไป ดังนั้นคำว่าสยามจึงมีแต่ในภาษาหนังสือ แต่ใช้พูดกันว่า "เมืองไทย" เป็นส่วนมาก ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงมีความเห็นว่า ถ้าได้เปลี่ยนประเทศสยามเป็นประเทศไทยแล้ว จะมีผลดังนี้ (๑) ได้ชื่อประเทศที่ตรงตามชื่อเชื้อชาติของพลเมือง (๒) ชนชาติไทยจะมีสัญชาติ และอยู่ในบังคับอันเดียวกัน (๓) ชื่อประเทศ ชื่อภาษาพื้นเมือง ชื่อรัฐบาล กับชื่อประชาชน จะเป็น "ไทย" เหมือนกันหมด (๔) ทำให้พลเมืองรักประเทศเพิ่มมากขึ้น และมีจิตใจเข้มแข็ง รู้สึกระลึกถึงความเป็นไทยมากขึ้น (๕) ก่อให้เกิดความสามัคคี และเกี่ยวพันอย่างสนิทสนม ระหว่างชาวไทยที่อยู่ในประเทศไทย และชาวไทยที่กระจัดกระจายในประเทศอื่น ๆ มากยิ่งขึ้น ถึงแม้จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคนไม่เห็นด้วย กับการเปลี่ยนชื่อประเทศ แต่เสียงส่วนใหญ่ก็สนับสนุน ในหมู่ประชาชนก็ไม่มีความเห็นว่าชอบหรือไม่ชอบ รัฐบาลสั่งอะไรก็ปฏิบัติตาม จึงเป็นอันว่า "ประเทศสยาม" ก็กลายเป็นเพียงตำนานนับจากนั้น |