สัมภาษณ์ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ “ผู้มีอำนาจตีความกฎหมายคือผู้ทรงอำนาจโดยแท้จริง”

ผู้เข้าชม 267 ครั้ง

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ : สัมภาษณ์
ประเวช ตันตราภิรมย์ : ถ่ายภาพ

ในบรรดานักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนที่โดดเด่นที่สุดในเวลานี้ ชื่อของ รศ. ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการยอมรับเป็นอันดับต้นๆ ในฐานะอาจารย์หนุ่มผู้ยึดมั่นหลักการทางนิติศาสตร์ และยังแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมออกมาวิพากษ์วิจารณ์การใช้กฎหมายของรัฐบาลและฝ่ายตุลาการ นับแต่ยุครัฐบาลทักษิณ ยุค คมช. เรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน

หลายครั้งที่เสียงทักท้วงหรือข้อวิจารณ์ของอาจารย์หนุ่มมักทวนกระแสเสียงส่วนใหญ่ของสังคมหรือบรรดาผู้รู้ด้านกฎหมายมหาชน ไม่ว่าการคัดค้านรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙ การแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ และล่าสุดได้ออกมาวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญในการตัดสินแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชากรณีเขาพระวิหาร แต่ไม่อาจปฏิเสธว่าข้อถกเถียงของเขาในทุกๆ เรื่องหนักแน่นด้วยเหตุผลและยึดมั่นในหลักการทางนิติศาสตร์จนได้รับการยอมรับอย่างสูงจากสาธารณชน
ชายหนุ่มรูปร่างเล็กคนนี้ดูจะเกิดมาเพื่อเป็นนักวิชาการด้านกฎหมายโดยแท้ เวลานั้นนักเรียน เตรียมอุดมศึกษาคนนี้ตัดสินใจเลือกสอบเข้าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพียงอันดับเดียวด้วยความศรัทธาในตัวผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยคือ ดร. ปรีดี พนมยงค์ หลังจากเข้าสู่รั้วธรรมศาสตร์ในปี ๒๕๓๐ เขาสำเร็จการศึกษาโดยได้รับรางวัลเรียนดีทุนภูมิพล เป็นเนติบัณฑิตไทยจากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลไปศึกษาต่อวิชานิติศาสตร์ ณ ประเทศเยอรมนี สำเร็จการศึกษานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัย Gottingen ในปี ๒๕๔๒ และกลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือโดยตลอด ปัจจุบันเป็นหัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทุกวันนี้มีนักวิชาการไม่กี่คนที่ยังเคารพต่อหลักวิชาโดยเคร่งครัด เป็นหลักคิดให้แก่สังคม ไม่ก้มหัวให้ผู้มีอำนาจ ไม่วิ่งสู่ศูนย์อำนาจเมื่อมีโอกาส ไม่ใส่ใจต่อสิ่งยั่วยวนจากลาภ ยศ สรรเสริญ และหนักแน่นต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ในยามออกมาเตือนสติผู้คนในสังคมที่กำลังแตกแยกอย่างรุนแรง รศ. ดร.วรเจตน์คือนักวิชาการหนึ่งในไม่กี่คนนั้น

บ่ายวันหนึ่งเดือนกรกฎาคม ในห้องพักอาจารย์ บทสนทนาว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับกฎหมายและทางออกของสังคมไทยได้เริ่มขึ้น

ความสนใจการเมืองของอาจารย์เริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อไรครับ
ผมเองสนใจการเมืองมาตั้งแต่เด็กๆ อ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองมาตั้งแต่เล็ก ผมเป็นคนอยุธยาด้วย ศรัทธาท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ มานาน ตอนนั้นเข้าใจว่าคนอยุธยาคงไม่ค่อยรู้จักอาจารย์ปรีดีเท่าใดนัก สมัยเรียนมัธยมต้นผมเรียนที่โรงเรียนหอวัง ต้องเดินทางไปกลับกรุงเทพฯ-อยุธยา ตอนนั้นบ้านผมอยู่สถานีรถไฟบ้านม้า เป็นสถานีเล็กๆ เลยอยุธยาไปสถานีหนึ่ง คุณพ่อผมเป็นนายสถานี เวลานั่งรถไฟผมได้อ่านหนังสือพวกนี้ อย่างนิตยสาร ข่าวพิเศษ ของคุณชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ผมก็อ่านตั้งแต่มัธยมต้น นอกจากนี้ ก็มีพวก มติชน สยามรัฐ และนิตยสารแนวการเมืองอื่นๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว

ตอนนั้นใฝ่ฝันอยากเป็นอะไร
ตั้งแต่เป็นเด็กผมเคยคิดว่าโตขึ้นอยากเป็นนักการเมือง ซึ่งต้องเลือกเรียนระหว่างนิติศาสตร์กับรัฐศาสตร์ ตอนแรกผมยังไม่รู้ว่าจะเรียนนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ดี คุณแม่ก็ไม่ค่อยอยากให้เรียนด้านนี้ ท่านอยากให้เรียนหมอ แต่ผมชอบเรียนวิชาสายสังคมศาสตร์มากกว่า ส่วนคุณพ่อไม่ค่อยบังคับ ท่านแนะนำให้เรียนกฎหมายดีกว่าเพราะมันกว้างกว่า เหตุผลง่ายๆ คือวิชาชีพที่ต้องเรียนจบมาทางรัฐศาสตร์ถ้าจบนิติศาสตร์ก็ทำได้หมด แต่ถ้าเป็นวิชาชีพด้านกฎหมายโดยเฉพาะ เรียนจบรัฐศาสตร์มาก็ทำไม่ได้ ผมบอกพ่อกับแม่ว่าผมเชื่อว่าเรียนในสิ่งที่เรารักจะทำให้เรามีความสุขกับมัน และจะมีชีวิตที่ดีกว่าฝืนเรียนในสิ่งที่เราไม่ได้ชอบ

อาจารย์ช่วยอธิบายเพื่อความเข้าใจกว้างๆ ว่าวิชานิติศาสตร์แบ่งกฎหมายเป็นกี่ประเภท
แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือกฎหมายมหาชนกับกฎหมายเอกชน กฎหมายเอกชนพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันในฐานะที่เท่าเทียมกัน เช่นกฎหมายเกี่ยวกับนิติกรรมสัญญา ทรัพย์สิน ครอบครัว มรดก เวลาพิพาทกันส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องคนทะเลาะกัน หย่ากัน การแบ่งมรดก ส่วนกฎหมายมหาชน หลักใหญ่ใจความของกฎหมายสาขานี้คือ เป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับราษฎรในฐานะที่รัฐมีอำนาจเหนือกว่าราษฎร และกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรของรัฐด้วยกันเอง เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดโครงสร้างสถาบันทางการเมืองในระดับบน กฎหมายปกครองกำหนดเรื่องการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองที่ไปสั่งการราษฎร การควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจดังกล่าวว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ตอนได้ทุนไปเรียนที่เยอรมนี ทำไมอาจารย์ถึงเลือกเรียนด้านกฎหมายมหาชน
ตอนเรียนปริญญาตรีที่ธรรมศาสตร์เราเรียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง วิชาพวกนี้ผมรู้สึกว่าคนไม่ค่อยสนใจ ทำไมในหลักสูตรเราเรียนกฎหมายแพ่งหรือกฎหมายเอกชนเป็นหลัก วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญผมชอบอยู่แล้วเพราะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวพันกับเรื่องการเมืองการปกครอง พอมาถึงวิชากฎหมายปกครองมันเป็นอะไรที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน เป็นกฎหมายซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องชีวิตของคน เวลาเจ้าหน้าที่สั่งการออกคำสั่งถูกต้องหรือไม่ถูกต้องมันเป็นเรื่องวิชากฎหมายปกครอง ซึ่งผมมองว่าเป็นวิชาที่สำคัญแต่แปลกที่ทำไมคนไม่ค่อยสนใจ ผมก็ตั้งใจว่าถ้าผมมีโอกาสได้เรียนต่อก็จะไปเรียนสาขานี้ เพราะรู้สึกว่ากฎหมายสาขานี้เป็นกฎหมายซึ่งทำให้คนเป็นคนเวลาที่ต้องสู้กับอำนาจรัฐ

เพราะเหตุใดกฎหมายมหาชนถึงทำให้คนเป็นคน
ในแง่ประวัติความเป็นมา วิชานิติศาสตร์เกิดขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันก่อน ความรู้แบบนี้เกิดมาตั้งแต่สมัยเมื่อเราอยู่รวมกันเป็นสังคม มีปัญหาคนกับคนขัดแย้งกัน เพื่อให้เราพ้นไปจากการใช้กำลังเข้าตัดสินปัญหาก็ต้องหากฎเกณฑ์มาตัดสิน กฎเกณฑ์ที่เรานำมาใช้ตัดสินในเบื้องต้นก็คือกฎหมายเอกชน ซึ่งเริ่มพัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบในสมัยโรมันเมื่อ ๒,๐๐๐ ปีก่อน และพัฒนาเรื่อยมา ในขณะที่กฎหมายมหาชนไม่ได้เริ่มพัฒนาขึ้นมาแบบกฎหมายเอกชน เพราะกฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยอำนาจของผู้ปกครอง ว่าด้วยการจำกัดอำนาจของผู้ปกครอง ซึ่งแต่ดั้งเดิมในช่วงที่รัฐยังไม่เป็นรัฐสมัยใหม่ ยังไม่ได้มีการจัดระบบระเบียบการปกครองอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน อำนาจก็จะรวมศูนย์อยู่กับผู้ปกครอง คือกษัตริย์หรือพระราชา ในบริบทแบบนั้นกฎหมายมหาชนไม่อาจกำเนิดขึ้นมาได้เพราะมันเป็นกฎหมายที่ไปจำกัดอำนาจของผู้ปกครอง ตราบเท่าที่เมื่อเราเริ่มจำกัดอำนาจของผู้ปกครองแล้ว กฎหมายมหาชนในความหมาย
ปัจจุบันจึงค่อยๆ ถือกำเนิดขึ้น หมุดหมายของการเกิดขึ้นของกฎหมายมหาชนก็คือการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ค.ศ. ๑๗๗๖ และการปฏิวัติใหญ่ในประเทศฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๗๘๙ สองเหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้พัฒนาการในทางกฎหมายมหาชนเริ่มเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ก็มีกฎหมายมหาชน แต่ไม่ใช่กฎหมายที่ใช้ในความหมายปัจจุบัน เพราะไม่ได้เป็นกฎหมายซึ่งมุ่งจำกัดอำนาจของผู้ปกครองแล้วประกันสิทธิเสรีภาพของราษฎร หัวใจสำคัญของกฎหมายมหาชนก็คือการประกันสิทธิเสรีภาพของราษฎร การแบ่งแยกอำนาจเพื่อไม่ให้อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง การคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ

ยกตัวอย่างกฎหมายที่มารองรับหลักการเหล่านี้มีอะไรบ้าง
เช่นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอยู่ในทุกประเทศ แม้แต่ประเทศที่เป็นเผด็จการก็มีรัฐธรรมนูญ แต่คำว่ารัฐธรรมนูญในความหมายที่เราใช้เรียนใช้สอนกันในกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ เราไม่ได้พูดแต่เพียงว่ามันเป็นกฎหมายซึ่งใช้เป็นกติกาพื้นฐานในการปกครองประเทศ แต่มันต้องมีหลักประกันสิทธิเสรีภาพของบุคคล และต้องมีหลักการแบ่งแยกอำนาจด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราบอกว่ารัฐเผด็จการมีรัฐธรรมนูญหรือไม่ เขาก็มี แต่รัฐธรรมนูญในรัฐเหล่านั้นไม่ได้เป็นรัฐธรรมนูญในความหมายที่เราจะเคารพนับถือหรือเชื่อถือได้ เพราะมันเป็นกฎเกณฑ์ที่ประกันอำนาจของผู้ปกครองเท่านั้น ไม่ได้มีการจำกัดอำนาจอะไรเลย ผู้ปกครองก็กระทำการได้ตามใจของตัวผู้ปกครองเอง ฉะนั้นในประเทศที่ใช้หลักรัฐธรรมนูญนิยม หรือที่เรียกว่า constitutionalism ต้องมีหลักการแบ่งแยกอำนาจ อำนาจจะต้องมีที่มาจากคนซึ่งเป็นประชาชน แล้วคนที่ใช้อำนาจของรัฐก็ต้องใช้ไปในกรอบของกฎหมาย เพื่อที่จะประกันว่าประชาชนจะไม่ถูกล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพโดยไม่ถูกต้องไม่มีเหตุผล ตัวรัฐธรรมนูญที่เป็นกติกาพื้นฐานก็ต้องวางบทบัญญัติประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพของบุคคลเอาไว้ด้วย เพื่อไม่ให้อำนาจของรัฐก้าวเข้าไปกระทบกับแดนแห่งสิทธิเสรีภาพของบุคคลได้ นี่คือหลักใหญ่ใจความของรัฐธรรมนูญในความหมายที่เรายอมรับนับถือกันในรัฐสมัยใหม่ที่ปกครองใน
ระบอบประชาธิปไตย

อาจารย์ศึกษากฎหมายที่เยอรมนีมา อยากให้วิเคราะห์ว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เยอรมนีป้องกันไม่ให้เกิดผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งแบบฮิตเลอร์ขึ้นมาอย่างไรบ้าง
เขาก็ทำรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา ที่สำคัญคือมีศาลรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นครั้งแรก ผมคิดว่ากลไกทางกฎหมายก็เป็นกลไกหลักสำคัญอันหนึ่ง การสร้างสถาบันสำคัญๆ ทางกฎหมายขึ้นมาช่วยได้มาก แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือการเรียนรู้ของประชาชนเยอรมันที่มีต่อการขึ้นเถลิงอำนาจของฮิตเลอร์ บทเรียนนั้นทำให้คนเยอรมันได้คิด เยอรมนีใช้เวลา ๑๐ ปี สิ่งที่เรียกว่าความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจก็เริ่มเกิดขึ้น ประเทศนี้กลับขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในยุโรป หลังจากนั้นเขาก็พัฒนาหลักกฎหมายขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ในทางกฎหมายมหาชนเยอรมนีก็ถือเป็นประเทศแม่แบบในอีกไม่ช้าไม่นาน

มาตรา ๑ ในรัฐธรรมนูญเยอรมันบัญญัติไว้ว่า ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์นั้นมิอาจถูกล่วงละเมิดได้ เป็นคุณค่าพื้นฐานที่สุดและถือเป็นคุณค่าใหญ่ของเขา เพราะในสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีการย่ำยีเกียรติภูมิความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง เยอรมันเริ่มต้นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญด้วยหมวดสิทธิเสรีภาพก่อน หลังจากนั้นจึงตามมาด้วยกลไกหรือสถาบันทางการเมือง เช่น การวางระบบเลือกตั้งซึ่งพยายามประกันความยุติธรรมให้แก่การออกเสียงลงคะแนน การจัดระบบการปกครองแบบสหพันธ์อันเป็นธรรมเนียมมาแต่เดิม ระบบแบ่งอำนาจเขาก็ไม่ได้แบ่งอำนาจในแนวนอน คืออำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการอย่างเดียว แต่ยังมีการแบ่งอำนาจในแนวดิ่งด้วย คือมีระดับสหพันธ์ ระดับมลรัฐ พร้อมกับให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็งในการปกครองตัวเอง คือมีการกระจายอำนาจอีกชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้นการแบ่งอำนาจและการกระจายอำนาจจึงทำทั้งสองระดับ คือในแนวตั้งและแนวนอน ในทางตุลาการ เยอรมันมีศาลหลายระบบศาล คือมีระบบศาลปกครอง ระบบศาลยุติธรรม ระบบศาลภาษีอากร ระบบศาลแรงงาน และระบบศาลสังคม นอกจากนี้ก็ยังมีศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่คุ้มครองความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญด้วย โดยเหตุที่เยอรมันมีศาลหลายระบบศาล จึงมีประธานศาลสูงสุดหลายคน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นประธานศาลสูงสุดของระบบศาลอะไร นอกจากนี้เขายังมีการจัดระบบการศึกษาที่ดี ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมมีไม่มาก คนจะเรียนก็มีเงินอุดหนุนให้ได้เรียน ผมคิดว่าการสร้างชาติของเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ไม่ได้ใช้กลไกทางกฎหมายอย่างเดียวหรอก แต่ว่ากลไกทางเศรษฐกิจและทัศนะของประชาชนที่มีต่อบทเรียนจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ส่งผลให้ชั่วระยะเวลา ๔๕ ปีเขาสามารถรวมประเทศได้

มีคนบอกว่ารัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ประเทศขับเคลื่อนไปได้
มีคนเคยถามผมว่ารัฐธรรมนูญสำคัญยังไง มันกินได้ไหม มันแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนได้ไหม ผมบอกว่าผมไม่สามารถตอบโดยยกตัวอย่างชัดๆ ได้หรอกว่ามีรัฐธรรมนูญที่ดีแล้วจะทำให้คุณซื้อข้าวสารได้ในราคาถูก หรือให้คุณมีอาหารรับประทาน มันก็คงไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่ผมอยากยกตัวอย่างประเทศอื่นๆ เป็นประเทศที่มีคนเชื้อชาติเดียวกันแต่ต่างระบอบการปกครองกัน เราเห็นเยอรมนีตะวันออกกับเยอรมนีตะวันตกแยกกัน ๔๕ ปี หรือเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ มีรัฐธรรมนูญและระบอบการปกครองคนละแบบ ก็จะเห็นว่าความเจริญเติบโตทุกด้านของ ๒ ประเทศแตกต่างกันมาก แล้วรัฐธรรมนูญสำคัญหรือไม่สำคัญ กติกาพื้นฐานในการปกครองประเทศมีความสำคัญหรือไม่สำคัญ มันบ่งชี้ว่าประเทศจะพัฒนาไปในทิศทางแบบไหน ความเหลื่อมล้ำในสังคมจะเป็นอย่างไร สำคัญอยู่มาก เราไม่รู้ว่าในช่วงที่เราทะเลาะกันอยู่ในเวลานี้ประเทศเราเป็นอย่างไร แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก ๑๐ ปีประเทศเราจะเป็นอย่างไร เราอาจจะมองไม่เห็น แต่ว่าในประเทศที่แยกกันโดยอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันและมีรัฐธรรมนูญที่ต่างกันมันเห็นชัด นี่อาจจะเป็นการตอบคำถามที่ดี

แล้วรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ ในความเห็นของอาจารย์เป็นอย่างไรบ้างครับ
ก็เป็นลักษณะเฉพาะแบบไทยของเรา ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาในเรื่องหลักการ นี่เป็นปัญหาที่ตกทอดกันมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ย้อนกลับไปเมื่อตอนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เราก็เข้าใจว่าอำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลายตามที่เขียนเอาไว้ในมาตรา ๑ ของพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งได้รับการประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ แต่ผมไม่แน่ใจว่าพัฒนาการในช่วงที่ผ่านมาเราจะถือว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนจริงๆ หรือเปล่า ประชาชนในประเทศนี้เคยได้เป็นเจ้าของอำนาจกันจริงๆ หรือไม่ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ แล้วยิ่งมาผนวกกับเหตุผลในช่วงหลังๆ ที่พูดถึงเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เรื่องนักการเมืองทุจริตคอร์รัปชัน สิ่งเหล่านี้มันไปกัดเซาะฐานความคิดเรื่องอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม วันนี้เราก็สู้กันตรงนี้แหละ เดี๋ยวก็จะมีความคิดเรื่องประชาธิปไตย ๔ วินาที ที่บอกว่าประชาชนไปเลือกตั้งก็ไปกาแค่ ๔ วินาที เสร็จแล้วอำนาจก็ไปอยู่ในมือนักการเมือง พวกนี้เข้าไปในวงการการเมืองก็ไปทุจริตกอบโกยกัน พอยกเรื่องนี้มาพูดมากเข้าๆ มันก็กลายเป็นไปทำลายคุณค่าพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยไปด้วยในเวลาเดียวกัน ประชาธิปไตยก็มีพัฒนาการของมัน บางทีอาจจะต้องให้เวลามันบ้าง อย่างน้อยผมคิดว่าระบอบนี้น่าจะเป็นระบอบการปกครองที่มีข้อตำหนิน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับการปกครองในระบอบอื่น ฉะนั้น
ถามว่าผมรู้ไหมว่ามีการซื้อเสียงในบ้านเมืองของเรา ผมก็เห็นก็รู้ แต่ถามว่าจะยอมไหมให้เหตุผลเรื่องการซื้อเสียงมาทำลายหลักการตรงนี้ไปให้หมดสิ้น ไม่ต้องเลือกตั้งก็ได้ ให้มีคนอื่นที่เป็นคนดีมาเป็นผู้ปกครองก็ได้โดยเราไม่มีสิทธิ์เลือก ผมก็บอกว่าผมไม่เอา

หลักการของรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ มีข้อบกพร่องอะไรบ้าง
มีหลายประเด็น ประเด็นทางเทคนิคเป็นประเด็นที่อาจจะอธิบายในกรอบอันจำกัดในการสัมภาษณ์นี้ไม่ได้ เท่าที่อธิบายได้ ประเด็นที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหามากที่สุดคือเรื่องโครงสร้างของสถาบันทางการเมืองของบ้านเรา รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ค่อนข้างให้อำนาจกับกลุ่มคนซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงที่มาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือองค์กรอื่นของรัฐ โดยหวังว่าคนเหล่านี้จะมาคานกับพวกนักการเมือง แต่มันไม่ได้ดุลกัน อำนาจมันถูกถ่ายไปให้พวกองค์กรอิสระเยอะ และขาดการถามเรื่องความรับผิดชอบทางการเมือง คือเวลาเราพูดถึงระบอบประชาธิปไตยเราจะถามหาความรับผิดชอบทางการเมืองขององค์กรซึ่งเข้าไปมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจของรัฐ เราถึงพูดว่าเราไม่ชอบ ส.ส. เราก็ไม่เลือกตั้งเขา เราไม่ชอบรัฐบาล ส.ส. เขาก็ดำเนินการในการที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เราทำอย่างนั้นได้ แต่ในกรณีขององค์กรอิสระ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้วางกลไกที่ดีเอาไว้ในเชิงการตรวจสอบบรรดาองค์กรอิสระ รวมทั้งองค์กรตุลาการ ในด้านหนึ่งเราบอกว่านักการเมืองไม่ดี แล้วเราก็ไปคิดว่าคนในองค์กรอิสระเป็นคนดี ซึ่งบางคนก็เป็นข้าราชการระดับสูงมาก่อน แต่ทุกคนเมื่อเข้าสู่อำนาจแล้วไม่ได้ประกันหรอกว่าจะไม่บิดเบือนการใช้อำนาจ เราต้องเข้าใจว่าการบิดเบือนการใช้อำนาจไม่ใช่จะเกิดได้เฉพาะกรณีคนคนนั้นถูกซื้อด้วยเงินหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวพันกับนักการเมืองเท่านั้น แต่ความหลงอย่างสุดขั้วในสิ่งที่ตนเห็นว่าดี หรือความทะเยอทะยานที่จะไปดำรงตำแหน่งอื่นหรือได้เกียรติยศอย่างอื่นอีก คนที่อยู่ในอำนาจเหล่านี้ก็บิดเบือนการใช้อำนาจได้
สังคมเราหวาดกลัวนักการเมืองเสียจนกระทั่งยอมยกอำนาจของเราเองไปให้กลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งเข้ามาใช้อำนาจ โดยที่อาจจะตรวจสอบเขาไม่ได้ โดยที่แม้บางทีอาจจะวิจารณ์เขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ในขณะที่เราวิจารณ์นักการเมืองได้เต็มที่ ไม่มีข้อจำกัด แต่พอไปวิจารณ์บางองค์กรในการใช้อำนาจ
บางเรื่องเรากลับมีข้อจำกัดมากมาย ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ไม่ถูกต้องในรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ผมอยากเห็นดุลยภาพของอำนาจในรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ดุล ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่มาของคนในองค์กรต่างๆ เหล่านี้ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องระบบเลือกตั้ง ไม่ต้องพูดถึงการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เราพูดถึงการไปกันนักการเมืองไม่ให้มีประโยชน์ทับซ้อนอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เราไม่ได้พูดถึงประโยชน์ทับซ้อนของคนที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเหล่านี้ แล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาเยอะมาก ในความเห็นผมองค์กรอิสระจึงกลายเป็นที่หมายใหม่ของคนซึ่งอยากเล่นการเมือง อยากมีอำนาจในทางการเมือง โดยที่ไม่อยากผ่านกลไกกระบวนการเลือกตั้ง พูดง่ายๆ คือคุณสามารถมีอำนาจทางการเมืองอย่างมหาศาลได้โดยที่คุณไม่ต้องสนใจประชาชน วันนี้องค์กรอิสระทำอะไรหลายอย่างเลียนแบบฝ่ายการเมืองหมด มีที่ปรึกษา มีเลขาฯ เหมือนรัฐมนตรี การที่เราตั้งองค์กรอิสระใหม่ๆ ขึ้นมาเยอะในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้เงินไปเท่าไร ประสิทธิภาพในการทำงานของคนในองค์กรเหล่านี้เป็นอย่างไร เงินที่ใช้ไปคือเงินของใคร ไม่ใช่เงินภาษีของราษฎรหรือ บางคนว่าทำไมผมไปตั้งคำถามกับพวกนี้ เพราะคนที่เข้าสู่องค์กรเหล่านี้เขาเป็นคนดีมีคุณธรรม ทำไมไม่ไปตั้งคำถามกับนักการเมือง ผมบอกว่าผมตั้งคำถามกับทุกคนละครับ รวมทั้งนักวิชาการในมหาวิทยาลัยที่ออกนอกกรอบทางวิชาการไปเล่นการเมืองกันในนามของนักวิชาการด้วย ทุกคนควรจะถูกตั้งคำถาม

แต่องค์กรอิสระหลายองค์กรก็มีความจำเป็น
ผมไม่ได้ปฏิเสธการดำรงอยู่ขององค์กรอิสระ แต่การดำรงอยู่ขององค์กรอิสระจะต้องคิดอย่างน้อย ๒-๓ เรื่อง หนึ่ง องค์กรแบบไหนที่มีความจำเป็นที่รัฐจะต้องตั้งมาให้เป็นองค์กรอิสระที่แยกตัวออกมาจากฝ่ายบริหาร และให้เขาใช้อำนาจโดยตัวเขาเองได้ สอง เมื่อเรามีองค์กรพวกนี้แล้ว องค์กรเหล่านี้รับผิดชอบต่อใครในการใช้อำนาจ หมายความว่าเวลาที่องค์กรเหล่านี้ใช้อำนาจไปแล้ว ถ้าเขาใช้อำนาจผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องใครตรวจสอบเขาได้ ตรวจสอบในทางการเมืองได้ไหม ตั้งกระทู้ถามเขาได้ไหม หรือตรวจสอบในทางกฎหมาย ได้ไหมถ้าเขาวินิจฉัยอะไรผิด ฟ้องศาลได้หรือเปล่าถ้าการสั่งการของเขาไปกระทบสิทธิของบุคคล คนที่อยู่ในองค์กรพวกนี้ถูกถอดถอนได้ไหม เงื่อนไขในการถอดถอนเป็นอย่างไร ใครเป็นคนถอดถอน สาม องค์กรพวกนี้ใช้อำนาจแบบไหน เขาใช้อำนาจเหมือนในทางปกครองเหมือนเป็นกรมกรมหนึ่ง หรือเขาใช้อำนาจระดับวางนโยบายแบบคณะรัฐมนตรี ในทางกฎหมายจะต้องแยกแยะตัวองค์กรให้ชัดเพื่อจะได้ออกแบบตรงนี้ได้อย่างถูกต้อง เพราะถ้าเราไม่ชัดเจนในสถานะขององค์กรพวกนี้มันก็จะมีแต่การตั้งองค์กรขึ้นมา ให้องค์กรเหล่านี้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แล้วทุกคนก็อยากเป็นองค์กรอิสระหมด คือไปตรวจสอบคนอื่นตรวจสอบได้ แต่ครั้นจะถูกตรวจสอบกลับบ้างตรวจสอบไม่ได้หรือตรวจสอบได้ยาก นี้คือปัญหา

องค์กรอิสระอะไรที่อาจารย์คิดว่าไม่ควรตั้งขึ้นมาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้
องค์กรอิสระอาจจะตั้งขึ้นมาได้แต่ไม่จำเป็นต้องให้เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เพราะนอกจากจะทำให้รัฐธรรมนูญมีขนาดยาวและโครงสร้างของรัฐธรรมนูญซับซ้อนโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังจะทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในการใช้อำนาจทางรัฐธรรมนูญตามมาโดยง่ายอีกด้วย ในการจัดตั้งองค์กรอิสระ เราอาจจัดตั้งจากกฎหมายระดับพระราชบัญญัติก็ได้ ยกตัวอย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ในทางเนื้อหาองค์กรเหล่านี้ ไม่ได้ใช้อำนาจทางรัฐธรรมนูญเลย ทำไมไม่กำหนดให้องค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรทางปกครองที่เป็นอิสระ บัญญัติขอบเขตหน้าที่ให้ชัดโดยพระราชบัญญัติ ในต่างประเทศองค์กรเหล่านี้ก็ไม่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอัยการก็เช่นกัน เวลาอ้างต่างประเทศผมก็อึดอัดใจ มีคนบอกว่าทำไมเราต้องไปอ้างตำราฝรั่ง เราคิดเองไม่ได้หรือ ผมเรียนว่าวิชาความรู้หลายเรื่องมันเป็นของสากล เมื่อคิดขึ้นมาแล้ว ได้มีการทดลองใช้มาแล้ว หลายเรื่องมันมีเหตุมีผลอธิบาย ฉะนั้นเมื่อเราจะต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่างเราก็ต้องมาดูว่าเรื่องนั้น ภูมิปัญญาที่เขาสร้างขึ้นนั้นมันมีเหตุมีผลรองรับ ทำไมเราต้อง ไปลองกันใหม่เองทั้งหมดโดยอ้างเพียงแต่ว่านี่เป็นแบบไทย เรื่องบางเรื่องมันก็เป็นสากลอยู่นะครับ ผมยอมรับว่าบางอย่างมีลักษณะเฉพาะประจำชาติที่ต้องเอามาปรุงแต่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเราบอกว่าเป็นอย่างไทยแล้วเราต้องปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสากล อันที่จริงหลายเรื่องในรัฐธรรมนูญที่เป็นปัญหาส่วนใหญ่ก็คือเรื่องที่อ้างว่าเป็นแบบไทยนี่ละครับ

หน้าของบทความ: 1 2 3

บทความที่คล้ายกัน :

  • ไม่มีบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง :

About admin

ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com