เรื่อง : ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์
ภาพ : จรูญ ทองนวล ศูนย์ภาพเนชั่น


 

“แค่เห็นแววตาที่มุ่งมั่น ทำให้ตัดสินใจได้เลยว่าเราจะฝากชีวิตไว้กับเขา เพราะมั่นใจว่าผู้ชายคนนี้เป็นนักสู้ สามารถปกป้องคุ้มครองเราได้แน่นอน”

พิมพ์ชนา เอกสมญา เล่าย้อนภาพเหตุการณ์ช่วงปีพุทธศักราช ๒๕๑๓ ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของสาวอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา อดีตเทพีสงกรานต์ผู้เลอโฉมในวัย ๑๗ ปี กับชายหนุ่มใบหน้าคมเข้มอายุย่าง ๒๐ ปีจากบ้านทุ่งหรี่ ตำบลวังใหญ่ อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนตำรวจภูธร และได้บรรจุเข้ารับราชการครั้งแรกในฐานะตำรวจชั้นประทวนประจำสถานีตำรวจภูธรบันนังสตาเมื่อปี ๒๕๑๓

ความที่พลตำรวจหนุ่มกับเพื่อนตำรวจ วิชัย แจ้งสกุล (ปัจจุบันคือ พ.ต.ท. วิชัย แจ้งสกุล รอง ผกก.สส.สภ. บันนังสตา จังหวัดยะลา) เช่าบ้านอยู่ด้วยกันในซอยเดียวกับบ้านพักอาศัยของหญิงสาว บริเวณข้างมัสยิดบันนังสตา ทำให้หนุ่มสาวมีโอกาสได้รู้จักกันครั้งแรกในเดือนมีนาคม ๒๕๑๔ และอีก ๗ เดือนต่อมา คือวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๑๔ ทั้งคู่ก็ตัดสินใจเดินเข้าสู่ประตูวิวาห์ในถิ่นเกิดฝ่ายภรรยาซึ่งบิดาของเธอเป็นตำรวจนอกพื้นที่มาปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่บันนังสตาและแต่งงานกับมารดาของเธอผู้เป็นชาวบันนังสตาโดยกำเนิด

อย่างไรก็ดี ก่อนจะถึงวันสำคัญแห่งชีวิต ชายหนุ่มก็ลาจากว่าที่ภรรยาเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ตามป่าเขา ปล่อยให้ฝ่ายหญิงเตรียมงานอยู่ที่บ้านคนเดียว กว่าจะมาเห็นหน้าค่าตากันอีกทีก็เมื่อก่อนกำหนดวันงานเพียงวันเดียว และเมื่อพิธีสมรสผ่านพ้นไปแล้ว ชายหนุ่มก็ยังคงทุ่มเททำงานอย่างมุ่งมั่นอดทน

ชะตากรรมแห่งการจากพรากด้วยภาระหน้าที่ของฝ่ายสามี กลายเป็นความชาชินที่ฝ่ายภรรยาต้องจำยอม และจำต้องดำรงตนเสมือนอยู่ตัวคนเดียว เดียวดายในโลกของความเป็น “ครอบครัว” หรือต่อมาคือการอยู่เพียงลำพังกับลูกๆ ทั้ง ๔ คน คือ ชุมพล เสรษฐวุฒิ รัฐวิชญ์ และโรจนินทร์ เอกสมญา ที่ตัวเธอต้องเลี้ยงดูสั่งสอน ขณะเดียวกันยังต้องทำอาหาร ซักผ้า ทำงานบ้าน รวมถึงเย็บผ้าหารายได้เสริมไปด้วย

นี้คือเศษเสี้ยวของชีวิตคนคนหนึ่งที่จักถูกเชิดชูเป็น “วีรบุรุษ” ในกาลต่อมา เป็นชีวิตที่ต้องแลกกับ “เวลา” ที่เบียดบังจากสมาชิกในครอบครัว สี่สิบปีในชีวิตราชการ เขามุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ป้องกันและปราบปรามโจรผู้ร้าย ขบวนการโจรก่อการร้าย หรือผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่อย่างจริงจัง มีการรุกไล่อย่างถึงลูกถึงคน และเข้าถึงประชาชนทุกหมู่เหล่าจนได้รับการยอมรับทั้งในอดีตตราบกระทั่งปัจจุบัน

อาจนับว่าชีวิตของเขา–พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา เริ่มต้น ณ ที่แห่งนี้ ไต่เต้าจากตำรวจยศ “พลตำรวจ” ค่อยๆ สั่งสมผลงาน สร้างชื่อเสียงจนโด่งดัง กระทั่งอีก ๔๐ ปีต่อมาก็สิ้นสุดชีวิต ณ ที่แห่งเดียวกันในฐานะ “ผู้กำกับยอดมือปราบ” ความตายของเขาส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงต่อวงการสีกากีและสะท้อนให้เห็นถึงความอยุติธรรมในวงการตำรวจไทย

ณ ถิ่นฐานเริ่มต้นและสิ้นสุดเส้นทางชีวิตของ “จ่าเพียร” ถูกเรียกขานกันว่า “บันนังสตา”


บันทึกภาพร่วมกันกับทีมงานกู้เฮลิคอปเตอร์ตก ราวปี ๒๕๓๐


วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ จ่าเพียรนำกำลังเข้ายิงปะทะต่อสู้กับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่ภูเขาปาแตรายอ ต.เก๊ะรอ อ.รามัน จ.ยะลา กระทั่งสามารถยึดค่ายพักได้ และฝ่ายตรงข้ามถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ๑ คน

จ่าเพียรในระหว่างนั่งพักจากการลงปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นวัตรปฏิบัติปรกติของเขา ทั้งเพื่อปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบ และทำงานมวลชนในพื้นที่ไปพร้อมกัน (ภาพ : จากครอบครัวจ่าเพียร)

จ่าเพียรหยุดพักรับประทานอาหารร่วมกับทีมงานขณะร่วมกันกู้เฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกที่เขื่อนบางลาง เมื่อปลายปี ๒๕๕๐ สะท้อนถึงการใช้ชีวิตที่สมถะเรียบง่าย เป็นกันเอง และไม่ถือตัว

ฉากชีวิตที่บันนังสตา

พุทธศักราช ๒๔๕๐ อำเภอบันนังสตามีชื่อเรียกขานแต่เดิมว่า บาเจาะ ขึ้นกับเมืองรามันสมัย ๗ หัวเมือง กระทั่งต่อมาได้มีการยกเลิกหัวเมืองต่างๆ และย้ายอำเภอมาตั้งในที่แห่งใหม่แล้วตั้งชื่อว่าอำเภอบันนังสตา คำว่าบันนังสตาเป็นภาษามลายูปัตตานี แปลว่า นามะปราง หรืออีกความหมายหนึ่ง บือแน แปลว่า หมู่บ้านหรือทุ่งนา และ สตา แปลว่า การหยุดพักชั่วคราว อันหมายถึงพื้นที่ที่ผู้คนผ่านทางมาในแต่ละยุคสมัย

ในอดีตบันนังสตาเป็นชุมชนสำคัญเสมือนเป็นเมืองหน้าด่าน ด้วยที่ตั้งอยู่ในชัยภูมิสำคัญ มีอาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับอำเภอยะหา อำเภอกรงปินัง และอำเภอรามัน ทิศใต้ติดต่อกับอำเภอธารโต จังหวัดยะลา ทิศตะวันออกติดต่อกับอำเภอรือเสาะและอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส และทิศตะวันตกติดต่อกับรัฐเกดะห์หรือไทรบุรี ประเทศมาเลเซีย

ที่สำคัญคือบันนังสตาเป็นพื้นที่ที่แม่น้ำปัตตานีไหลผ่าน จากสันปันน้ำบนเทือกเขาสันกาลาคีรีพรมแดนไทย-มาเลเซียในเขตอำเภอเบตง จังหวัดยะลา เลาะเลียบผ่านใจกลางป่าฮาลา-บาลา ผ่านอำเภอธารโต อำเภอบันนังสตา อำเภอเมืองยะลา และไหลผ่านจังหวัดปัตตานีที่อำเภอยะรัง ลงสู่อ่าวไทยที่อำเภอเมืองปัตตานี

สายน้ำปัตตานีที่มีความยาวตลอดลำน้ำประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตร นอกจากจะถูกใช้เพื่อการเกษตรและการบริโภคแล้ว ยังเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญยิ่งในยุคประวัติศาสตร์สมัยอาณาจักรลังกาสุกะ-ศรีวิชัย ในฐานะเส้นทางข้ามคาบสมุทรเกดะห์-ปัตตานี และเประ-ปัตตานี สามารถเชื่อมต่อการเดินทางค้าขายทางเรือระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ และมีเส้นทางบกข้ามคาบสมุทรจากเกดะห์และเประทางฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรมายังฝั่งตะวันออก ผ่านทางช่องเขาซึ่งมีความสูงไม่มากนัก มีลำน้ำเชื่อมต่อฝั่งทั้งสอง จากปากแม่น้ำเกดะห์ในมาเลเซียหรือไปไกลถึงเกาะปีนัง และปากแม่น้ำปัตตานีฝั่งไทยเพื่อออกสู่ทะเลโดยสะดวก

และนั่นแน่นอน, ย่อมต้องสัญจรผ่าน “จุดพักพลนักเผชิญโชค-บันนังสตา” แหล่งพบปะของผู้คนสารพัดจนถูกกล่าวขานว่าเป็นจุดรวมพลของ “นักเผชิญโชค” และแหล่งกบดานของเหล่ามิจฉาชีพจนกลายเป็นเสมือน “แดนคนเดน” เพราะมีภูมิประเทศเหมาะแก่การหลบซ่อนตัวและเคลื่อนไหวไปในพื้นที่ใกล้เคียงได้โดยสะดวก

ห้วงเวลาที่สมเพียร พลตำรวจหนุ่ม มาประจำการอยู่ที่บันนังสตาในปี ๒๕๑๓-๒๕๑๔ เป็นช่วงขณะที่กองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พคม.) เข้ามาเคลื่อนไหวในประเทศไทย ทั้งในพื้นที่จังหวัดสงขลา สตูล ปัตตานี นราธิวาส และยะลา เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลมาเลเซีย หลังเกิดจลาจลเชื้อชาติในมาเลเซียเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๑๒ รัฐบาลไทยและมาเลเซียต้องร่วมมือทำการโหมปราบอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวของขบวนการเรียกร้องสิทธิแห่งดินแดนรัฐปัตตานีคืน หรือที่ถูกเรียกว่า “ขบวนการแบ่งแยกดินแดน” ซึ่งคุกรุ่นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ มาถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็เริ่มเกิดขึ้นเป็นระยะๆ บ้างรุนแรง บ้างเงียบหาย โดยฝีมือของกลุ่มขบวนการ เช่น กลุ่มพูโล บีอาร์เอ็น ฯลฯ

กระทั่งเกิดเหตุปล้นปืนในวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ ชื่อเสียงของบันนังสตาโด่งดังถึงขีดสุด เมื่อปรากฏข่าวกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก่อเหตุร้ายหลายครั้ง กระทั่งถูกจับตามองในฐานะเป็นแหล่งเคลื่อนไหวสำคัญแห่งหนึ่งของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบรอบใหม่ ส่งผลให้สัดส่วนประชากรชาวไทยพุทธประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลดลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะเหตุการณ์กรือเซะเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ กลุ่มก่อการเปิดฉากโจมตีพื้นที่หลายจุด หนึ่งในนั้นก็คือโรงพักบันนังสตา ซึ่งมีเยาวชนพร้อมอาวุธปืนและมีดบุกเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ถึงในโรงพัก ก่อนถูกตอบโต้จนเสียชีวิต
ร่วม ๑๐ ราย และมีเหตุการณ์อื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจักรยานยนต์บอมบ์ข้างโรงพัก การซุ่มยิง การลอบวางระเบิด ฯลฯ

จากชุมชนใหญ่ในอดีตที่มีทั้งโรงภาพยนตร์ฉายกันถึงเที่ยงคืน มีไฟฟ้าใช้ตั้งแต่หกโมงเช้าถึงเที่ยงคืน ผู้คนหลากหลายอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่หลังเกิดเหตุความไม่สงบ ข้อมูลเชิงลึกของหน่วยงานความมั่นคงมีตัวเลขบ่งชี้ว่า ราษฎรไทยพุทธอพยพออกจากพื้นที่อำเภอบันนังสตาไปเป็นจำนวนมาก เช่นในปี ๒๕๕๐ มีคนไทยพุทธอาศัยอยู่ที่บันนังสตา ๑๐,๓๒๓ คน เพียง ๑ ปีให้หลังคือปี ๒๕๕๑ เหลือคนไทยพุทธ ๕,๙๐๐ คน และปัจจุบันนับว่าเหลือน้อยยิ่งนักจากประชากรทั้งหมด ๕๓,๖๐๒ คนใน ๕๐ หมู่บ้าน ๖ ตำบล

ดังนั้นแล้ว เมื่อเป็นแหล่งซ่องสุมสำหรับผู้คนที่คิดต่างทั้งในเชิง “อุดมการณ์” หรือในแง่มุมของการแสวงหาสารพัด “ผลประโยชน์” ด้วยมีเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงเป็นใยแมงมุมไปถึงสถานที่หลายแห่งได้ ทำให้ใครก็ตามที่ต้องมารับผิดชอบพื้นที่นี้จำเป็นต้องทุ่มเททำงานอย่างหนัก

สำหรับจ่าเพียร นี้คือพันธกิจสำคัญอันเป็นผลพวงจากที่ครั้งหนึ่งเคยสร้างผลงานเลื่องชื่อด้วยวีรกรรมปราบโจรจนเป็นที่โจษขานไปทั่วชายแดนใต้มาแล้ว ทำให้ถูกเลือกมาประจำพื้นที่นี้อีกครั้ง และตัวเขาก็มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ หวัง “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้ประชาชน ท่ามกลางไฟสงครามรอบใหม่ในชายแดนใต้

เป็น “สงครามครั้งสุดท้าย” ที่ต้องยอมสละแม้ชีวิตที่เหลืออยู่

หน้า: 1 2 3