สี่แผ่นดิน กับหลาย “ชีวิต” ของ คึกฤทธิ์ ปราโมช

ผู้เข้าชม 2,758 ครั้ง
เรื่อง : ศรัณย์ ทองปาน
(ตัดตอนจากบทความฉบับเต็มใน นิตยสาร สารคดี ปีที่ 27 ฉบับที่ 314 เมษายน 2554)

ปี พ.ศ.๒๕๐๐

นายกรัฐมนตรีของราชอาณาจักรไทย คือ ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ขณะนั้นกำลังจะอายุ ๖๐ การเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ถูกหนังสือพิมพ์รุมประณามว่าเป็นการเลือกตั้งที่ “สกปรก” ที่สุดในประวัติศาสตร์ เต็มไปด้วยการฉ้อฉลคดโกงทุกรูปแบบ

ท่านจอมพลแก้ต่างว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการเลือกตั้งที่ “ไม่เรียบร้อย” พร้อมยกถ้อยคำของนายบิชอป (Max Waldo Schmidt Bishop)เอกอัครราชทูตอเมริกันประจำประเทศไทย ที่เล่าให้ตนฟังว่า แม้แต่การเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาก็ยังมีเหตุ “ไม่เรียบร้อย”เกิดขึ้นได้เหมือนกัน เช่นการแย่งชิงหีบบัตรเลือกตั้งที่ชิคาโก

คอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ ประชดท่านนายกฯ ในข้อเขียนขนาดสั้นของเขาว่า

“มันช่างสั่งช่างสอนกันดีจริงวะ เพราะคบกุ๊ยมะริกันยังงี้นี่เองถึงได้มาเสียคน มี ‘ชื่อเสียงที่ไม่เรียบร้อย’ เอาเมื่อตอนแก่จะเข้าโลง”

คำว่า “กุ๊ยมะริกัน” กลายเป็นจุดเริ่มต้นของคดีอาญาด้วยข้อหาหมิ่นประมาทและดูหมิ่นผู้แทนของรัฐต่างประเทศ

ในห้องพิจารณาคดีวันนั้น มีผู้สนใจเข้าฟังอย่างเนืองแน่น ทั้งประชาชน นักศึกษา และนักข่าว

มีคนจำได้ว่านอกจากนักข่าวไทยแล้ว ยังมีนักข่าวต่างประเทศ ทั้งจาก อาซาฮีชิมบุน ของญี่ปุ่น ลอนดอนไทม์ ของอังกฤษ และผู้แทน นิวยอร์กไทมส์จากสหรัฐฯ

เสียงจ้อกแจ้กเงียบลงเมื่อผู้พิพากษาขึ้นนั่งบัลลังก์

นายตำรวจที่เป็นผู้ว่าคดีฝ่ายโจทก์ซักขึ้นเบาๆ แต่ได้ยินไปทั่วห้อง
“จำเลยเกิดที่ไหน ?” เพียงคำตอบแรกของนักหนังสือพิมพ์หนุ่มใหญ่เรียกเสียงฮาครืนทั่วห้องพิจารณาคดี
“ผมเกิดกลางแม่น้ำครับ”เขาตอบเสียงเรียบๆ


พระองค์เจ้าคำรบกับหม่อมแดงถ่ายภาพร่วมกับบุตรธิดาทุกคน
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ สวมชุดกะลาสี นั่งหน้า

(ภาพ : หนังสือ โครงกระดูกในตู้)

คุณชาย

เช้าวันนั้น หากว่ามีเทวดาตนใดตื่นแต่เช้าตรู่แล้วเกิดกำหนดนึกขึ้นมาได้ว่าไม่มีอะไรจะทำ ตัดสินใจลองเหาะเหินเดินอากาศจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปทางเหนือของพระมหานคร โดยมิพักต้องกังวลว่าจะถูกเครื่องบินชน เพราะของอย่างว่านั้นลำแรกของโลกเพิ่งบินขึ้นพ้นพื้นดินมาได้เมื่อไม่กี่วันก่อน

หากเทวดาตนนั้นเหาะทวนกระแสแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่เบื่อหน่ายต่อภูมิประเทศที่ไม่มีอะไรจะดูเกินไปกว่าไร่นา บ้านเรือน วัด และฝูงควายประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบหรือหนึ่งร้อยแปดสิบกิโลเมตรด้วยระยะทางที่เทวดาเหาะ เทวดาตนนั้นจะมองเห็นวัดเล็กๆ แห่งหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่คดเคี้ยว ตรงหาดทรายริมตลิ่ง มีเรือจอดเทียบอยู่หลายลำ-ก็แค่นั้น ! ว่าแล้วเทวดาก็คงเหาะผ่านเลยไป เพราะดูๆ ก็ไม่มีอะไรต่างไปจากที่เห็นมาแล้วตลอดทาง

เทวดาตนนั้นจะเหาะต่อไปถึงไหนก็ไม่มีใครรู้ แต่เบื้องล่าง ในเรือที่จอดอยู่ใกล้วัดเสือข้าม ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี บังเอิญมีเด็กทารกหัวโต หูกาง คลอดออกมาพอดี

มีคนจดไว้ว่า เวลาตกฟากของเขาคือโมงเช้ายี่สิบนาที (๐๗.๒๐ น.) วันพฤหัสบดี แรม ๗ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน ตรงกับวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๔ ปีที่สองในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรามหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖

นายพันเอก พระองค์เจ้าคำรบ เพิ่งรับตำแหน่งแม่ทัพกองทัพที่ ๒ มณฑลพิษณุโลก ระหว่างทางขบวนเรือบรรทุกข้าวของและครอบครัวแวะจอดที่หาดทรายริมแม่น้ำเจ้าพระยาแถบเมืองอินทร์บุรี และหม่อมแดง ชายาในพระองค์เจ้าคำรบได้ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง เป็นลูกคนที่ ๖ และลูกชายคนที่ ๓

สี่เดือนต่อมา สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง พระราชมารดาในรัชกาลที่ ๖ เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือ ที่มณฑลพิษณุโลก พระองค์เจ้าคำรบทรงนำพระโอรสองค์น้อยขึ้นถวายตัวและขอพระราชทานนาม

สมเด็จฯ ทรงอุ้มเด็กชายไว้ในวงพระกร เขาเอาแต่ร้องไห้หัวฟัดหัวเหวี่ยง ดิ้นชกไม้ชกมือไปมา ทรงเห็นขัน จึงตรัสว่า “อ้ายคนนี้ฤทธิ์มากนัก ! ให้มันชื่อ ‘คึกฤทธิ์’ เถอะ”

เขาจึงเป็นคนไทยคนแรกที่ใช้ชื่อนั้น

และจนถึงเดี๋ยวนี้ หากเรารู้จักใครที่ใช้ชื่อนี้อีก ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือบรรพชิต ย่อมรู้ได้ว่า ตั้งชื่อตาม หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช นั่นเอง

ธรรมเนียมโบราณ คนที่จะเรียกนำหน้าชื่อว่า “คุณ” ได้ถ้าไม่ใช่ลูกขุนน้ำขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ก็ต้องเป็นหม่อมราชวงศ์ บางครั้งอาจระบุเพศไปด้วย ว่าเป็นหญิงหรือชาย ดังหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์นี้ หากเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการแล้วคนทั่วไปมักเรียกกันว่า “คุณชายคึกฤทธิ์”

คุณชายโตมากับพี่สาวคนใหญ่ คือ ม.ร.ว. บุญรับผู้ซึ่งเลี้ยงดูเขามาเหมือนลูก พี่คนนี้คือครูคนแรกที่สอนหนังสือไทยให้

การสอนของ ม.ร.ว. บุญรับ เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปในยุคนั้น คือครูใช้ไม้ก้านธูปชี้ตัวอักษรในหนังสือ มูลบทบรรพกิจ ให้นักเรียนหัดอ่าน อ่านกันไป ฟาดกันไปจนน้ำตาของน้องเล็กหยดลงไปละลายสีก้านธูป ย้อมหน้ากระดาษทั้งเล่มให้กลายเป็นสีชมพู

โตขึ้นอีกหน่อยเขาถูกส่งเข้าเรียนภาคบังคับในโรงเรียนกุลสตรีวังหลังของแหม่มโคล์ (Miss Edna Sarah Cole) ที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด คุณชายจำได้ว่า ไม่ค่อยได้เรียนอะไรมากนัก เพราะอ่านออกเขียนได้อยู่แล้ว แต่วิชาสำคัญที่จะติดตัวไปจนตลอดชีวิต คือการถักไหมพรม ซึ่ง “เป็นวิชาที่ทำให้อบอุ่นอยู่เสมอ”

จากที่นั่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แต่ยังไม่ทันจบมัธยม ๘ ก็ถูกส่งตัวไปประเทศอังกฤษตามธรรมเนียมของลูกเจ้าลูกนายยุคนั้น และตามหลังพี่ชายสองคน คือ ม.ร.ว.เสนีย์ และ ม.ร.ว. ถ้วนเท่านึก ปราโมช ที่เดินทางไปเรียนก่อนหน้า


ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ สมัยเรียนหนังสือที่อังกฤษ (ภาพ : หนังสือ คึกฤทธิ์ ๖๐)

คุณชายคึกฤทธิ์ กับคุณหญิงพักตร์พริ้ง (ภาพ : หนังสือ คึกฤทธิ์ ๖๐)

 

หม่อมแบงก์

หลังจากชั้นเตรียมอุดมศึกษาที่วิทยาลัยเทรนต์ เขาเข้าเรียนต่อที่ควีนส์คอลเลจ ณ มหาวิทยาลัยออกซ์ฝอร์ด เอ็ม อาร์ คูกริด (ตามสำเนียงฝรั่ง) เลือกเรียนปริญญาตรีในสาขา Modern Greats ซึ่งต้องเรียนวิชาหลัก ๓ วิชา อันได้แก่ ปรัชญา รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์

เขาเคยถามโปรเฟสเซอร์ในสำนักนั้นระหว่างนั่งดื่มเบียร์กันในผับตามธรรมเนียมนักเรียนอังกฤษ ว่าไอเรียนวิชาอย่างนี้ จบไปแล้วจะทำมาหากินอะไรได้ละหรือ ท่านอาจารย์กรุณาตอบว่า จบแล้วไปเป็นอุปราชอินเดีย (Viceroy) ก็ยังไหว

เลื่องลือกันในหมู่เพื่อนนักเรียนไทยร่วมรุ่นว่าคุณชายเป็นคนฉลาดปราดเปรื่องอย่างยิ่ง สอบได้คะแนนดีเกินหน้าเด็กฝรั่งในชั้นเรียนทุกครั้ง พูดกันถึงขนาดว่าเขามี Photographic Memory คือจดจำหนังสือที่อ่านไปแล้วได้เหมือนถ่ายรูปเก็บเข้าในสมอง

แต่เมื่อคุณชายกลับบ้านเมืองไทยพร้อมปริญญาตรีเกียรตินิยมในปี พ.ศ.๒๔๗๘

เป็นหนุ่มหล่อ สูงโปร่ง สมาร์ต วัย ๒๔ ปี

สยามก็ไม่ใช่ประเทศที่เขาเคยรู้จักเมื่อวัยเด็กอีกต่อไป

ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๕ คณะราษฎรยึดอำนาจ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย และหม่อมแดง ปราโมช มารดาของเขาถึงแก่กรรมไปนานแล้ว แต่ทางบ้านไม่เคยบอกให้ทราบ เพราะกลัวเสียกำลังใจในการเล่าเรียน

ก่อนหน้านี้ โอกาสความก้าวหน้าในชีวิตของคนที่มีฐานะเช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ย่อมต้องมาจากการรับราชการ เพื่อเป็น “เจ้าคนนายคน” แต่ในสยามยุคใหม่ เชื้อพระวงศ์กลายเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ในวงราชการ หลังจากรับราชการในกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ช่วงสั้นๆ เขาลาออกไปทำงานกับแบงก์สยามกัมมาจล(ต่อเมื่อสยามเปลื่ยนชื่อเป็นประเทศไทย ธนาคารนี้จึงมีชื่อใหม่ว่าธนาคารไทยพาณิชย์) และได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการชาวไทยคนแรกประจำสาขาลำปาง

ลำปางในปลายสุดของทศวรรษ ๒๔๗๐ คือศูนย์กลางการค้าของภาคเหนือ เป็นเสมือนอีกโลกหนึ่ง อีกประเทศหนึ่ง ป่ายังอุดมด้วยไม้สัก ในเมืองก็ขวักไขว่ไปด้วยนายห้างฝรั่งหลายชาติหลายภาษาที่เข้ามาทำสัมปทานป่าไม้ หมอสอนศาสนา สาวลูกครึ่ง คนงานสารพัดเผ่า เจ้านายฝ่ายเหนือ พ่อค้าพม่า จีน ไทใหญ่ และ “พ่อเลี้ยง” ฝิ่นเถื่อน

สำนักงานลำปางของสยามกัมมาจลเป็นบ้านตึกแบบฝรั่งสองชั้นใหญ่โตอยู่นอกเมือง

ชั้นล่างใช้เป็นออฟฟิซธนาคาร ส่วนชั้นบนคือที่พำนักของผู้จัดการและครอบครัว

คุณชายคึกฤทธิ์พบภรรยาของเขาตั้งแต่ก่อนขึ้นมาลำปาง เขาเล่าว่า เจอเธอครั้งแรกตอนรถยนต์กำลังติดไฟแดง

เผอิญหันไปเห็นรูปถ่ายที่ขยายติดไว้หน้าร้านถ่ายรูป

เห็นครั้งแรกก็รัก หนที่สองก็รัก

ผ่านมาเห็นอยู่ทุกวันก็รักมากขึ้นทุกที

ม.ร.ว.พักตร์พริ้ง ธิดาหม่อมเจ้าทองฑีฆายุ ทองใหญ่ เป็นคนงามสมชื่อ หม่อมมารดาของเธอเป็นผู้ดีเก่าชาวรัสเซีย

และสาวลูกครึ่งคนนี้คือหนึ่งในสาวสวยที่สุดของกรุงเทพฯ ยุคนั้น

เมื่อรู้ว่าเธอคือใคร คุณชายจึงบุกไปทำความรู้จักมักคุ้นถึงวัง แล้วออกปากฝากรัก ทั้งคู่แต่งงานกันหลังจากนั้นไม่นาน ขณะนั้นเธออายุ ๒๐ ปี แล้วคุณหญิงพักตร์พริ้งก็ตาม “พี่ชาย” ที่เธอเรียกว่า “จิ๊ลิขา” ขึ้นไปนครลำปางด้วย

ช่วงชีวิตตอนนั้นเป็นเวลาแห่งวันชื่นคืนสุข คุณหญิงรับหน้าที่แม่บ้านเต็มตัว อุทิศเวลาทั้งหมดให้แก่ครอบครัว

ลูกชายหญิงทั้งสองคน คือ ม.ล.รองฤทธิ์ และ ม.ล.วิสุมิตรา ก็เกิดที่ลำปาง

เมื่อเวลาล่วงเลยมาอีกเกือบ ๗๐ ปี มีผู้ถามว่าถ้าพูดถึงคุณชายคึกฤทธิ์ คุณหญิงจะนึกถึงอะไร สิ่งแรกที่ผุดขึ้นในใจเธอ คือชีวิตที่ลำปาง

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เป็นผู้จัดการแบงก์ที่ลำปางนานถึง ๖ ปี จน “อู้กำเมือง” ได้คล่อง สนิทสนมกับผู้คนทุกระดับ เรียกว่าจะพบ “หม่อมแบงก์” ได้ทั้งในงานคริสต์มาสที่คลับเฮ้าส์ของนายห้างฝรั่ง และในวงเหล้า ๒๘ ดีกรีช่วงวันสงกรานต์

ความ “กว้างขวาง” ของคุณชายอยู่ในระดับที่ว่า เมื่อมีเสียงปืนดังขึ้นให้ได้ยินในค่ำคืนอันสงัดของลำปาง ถึงตอนเช้า ผู้จัดการตื่นขึ้นมา ถามว่าเมื่อคืนใครถูกยิง

ลูกน้องจะตอบว่า “คนของคุณชาย”
“แล้วใครยิง ?”
“คนของคุณชาย !”


หาเสียงที่เสาชิงช้า สมัยเริ่มเล่นการเมือง
(ภาพ : หนังสือ คึกฤทธิ์ ๖๐)

ท่านผู้อำนวยการฯ

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งต่อวงสังคมชาวกรุงเมื่อปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในฐานะหนุ่มนักเรียนนอก นักการธนาคาร และนักพูดฝีปากกล้า (บางคนอาจเรียกว่า “ปากตะไกร”)เขากลับลงมารับราชการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพักหนึ่ง ก่อนตัดสินใจลาออกแล้วกระโจนเข้าสู่วงการเมืองเต็มตัว ร่วมก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แถมบางครั้งยังได้เป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

สิ่งที่สร้างชื่อให้แก่คุณชายมากคือการลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในปี พ.ศ.๒๔๙๑ เพื่อประท้วงการที่สภาฯ ลงมติให้ผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ซึ่งขึ้นเงินเดือนให้แก่ ส.ส. โดยไม่มีเหตุอันควร กรณียกิจนี้ก่อให้เกิดความเลื่อมใสแก่ประชาชนมาก ถึงขนาดวันรุ่งขึ้นมีคนแห่กันมาหาถึงบ้าน บางคนถึงแก่มาขอปิดทอง แม้ทีแรกเขาจะบ่ายเบี่ยง อ้างว่าไม่ใช่ “หลวงพ่อโต” แต่สุดท้ายก็เสียอ้อนวอนไม่ได้

ทว่า หลังจากนั้นไม่นานเขากลับรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก่อนจะลาออกมาอีกครั้งในเวลาไม่กี่วันต่อมา คราวนี้เขาให้คำอธิบายว่า ที่ยอมเข้าไปเป็นรัฐมนตรีนั้น ก็ด้วยหวังจะก่อความปั่นป่วนให้แก่รัฐบาลจนต้องยุบสภา แต่ทำไม่สำเร็จ

แต่แล้ว ชีวิตของนักการเมืองหนุ่มหน้าใหม่กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐ เมื่อคุณหญิงพักตร์พริ้งขอแยกทางกับเขา อีกหลายสิบปีต่อมา เธอกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

“หลังสงครามคุณชายตกต่ำมาก ไม่มีทั้งงาน ไม่มีทั้งเงิน ไม่มีทั้งบ้าน…ดิฉันเองมาจากครอบครัวที่อบอุ่นแน่นแฟ้น แต่งงานมาต้องอยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ย้ายบ้าน ไม่ค่อยได้อยู่กับสามี เงินก็ไม่มี แล้วสามีก็เล่นการเมือง ซึ่งดิฉันไม่เห็นด้วย อย่างนี้ต้องแยกทางกัน…”

จากนั้นมาจนตลอดชีวิต เขาไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนอีกเลย

หลังจากอยู่บนเวทีการเมืองมาได้ ๔ ปี ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๓ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์กลับตัดสินใจหันไปเล่นการเมืองนอกสภาแทน

ในปี พ.ศ.๒๔๙๓ เขาเข้าบรรพชาอุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ได้รับฉายา “ปาโมชฺชากโรภิกขุ” ซึ่งเจ้าตัวแปลว่า “ขอทานผู้ทำให้เกิดความรื่นเริงเอิ๊กอ๊ากทั่วๆ ไป” หลังจากลาสิกขาแล้วเขากับ สละ ลิขิตกุล เพื่อนนักหนังสือพิมพ์ร่วมกันก่อตั้งหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ ขึ้น

ความตั้งใจแต่แรกของคุณชาย คือการสร้างหนังสือพิมพ์ที่ “ไม่เป็นพวกใครทั้งนั้น” นำเสนอข่าวตามความเป็นจริง ไม่ใส่สีใส่ไข่ ไม่ต้องแสดงความคิดเห็น รวมทั้งไม่ขายข้อความพาดหัวที่หวือหวา เรียกง่ายๆ คือหนังสือพิมพ์ที่อยู่ในมาตรฐานเดียวกับต่างประเทศ

สยามรัฐ ฉบับแรกออกวางตลาดในวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๓

และด้วยเหตุที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ในฐานะนายทุนและผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ มีภาระต้องทำให้หน้ากระดาษแปดหน้าของหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่นี้เต็มทุกวัน เขาจึงต้องลงมือเขียนเองสารพัด ทั้งบทบรรณาธิการ คอลัมน์เบ็ดเตล็ด อย่างการตอบปัญหาประจำวันที่ผู้อ่านถามมา รวมถึงการเขียนนวนิยายเรื่องยาว อันเป็นของคู่กับหนังสือพิมพ์ไทยมาเนิ่นนาน


สยามรัฐ ฉบับวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๔
(ภาพ : หนังสือ นักหนังสือพิมพ์ชื่อคึกฤทธิ์)

แม่พลอย

ในบรรดานวนิยายของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เรื่องที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ สี่แผ่นดิน

สี่แผ่นดิน เริ่มต้นจากเรื่องที่เขียนลงเป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ รายวัน ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๙๔-๒๔๙๕ นวนิยายเรื่องนี้พรรณนาชีวิตของแม่พลอย สาวชาววังตระกูลผู้ดีเก่า เธอเกิดในปี พ.ศ.๒๔๒๕ และถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.๒๔๘๙ หรือตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ จนถึงรัชกาลที่ ๘ “สี่แผ่นดิน” ที่ว่านี้จึงหมายความถึงชีวิตของเธอ ที่ต้องเผชิญกับความผันผวนของชีวิตครอบครัว ตลอดจนถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในระหว่างช่วงสี่รัชกาลนั้น

ประสบการณ์ดังว่าของนางเอก สี่แผ่นดิน มีส่วนมาจากชีวิตจริงของเขา ที่วัยเด็กเคยติดตามหม่อมมารดาเข้าวัง ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับราชสำนักฝ่ายใน ผสมผเสกับเรื่องที่ได้เคยทูลถามจากเจ้านายฝ่ายในที่ยังทรงมีพระชนม์อยู่ ตลอดจนพระอนุวงศ์บางพระองค์ เช่นหม่อมเจ้าหญิงจงจิตรถนอม ดิศกุล

เขาเล่าว่า สี่แผ่นดิน นั้น เขียนแบบวันต่อวัน คือไม่มีการร่าง คำนำของผู้เขียนถึงกับบอกว่าเมื่อสร้างฉากหลังของเรื่อง และวางบุคลิกลักษณะของตัวละครไว้คร่าวๆ ในใจแล้ว บรรดาผู้คนในเรื่องกลับมีชีวิตจิตใจของตัวเองขึ้นมาจริงๆ “จนบางเวลาขณะที่เขียนอยู่นั้น เผลอไป เหมือนกับมีใครมากระซิบบอกให้เขียนอยู่ใกล้ๆ”

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์สร้างตัวละครเอกอย่าง “แม่พลอย” ให้มีชีวิตชีวา จนหลายคนสงสัยว่าอาจเป็นเรื่องจริง แม่พลอยกลายเป็นคนคุ้นเคยของผู้อ่านถึงขนาดลือกันว่า เมื่อเรื่องดำเนินไปจนถึงแม่พลอยได้แต่งงานกับคุณเปรม มหาดเล็กหนุ่ม แล้วตั้งครรภ์และเริ่มแพ้ท้อง พลันที่แม่พลอยออกปากบอกสามีผ่านหน้ากระดาษของ สยามรัฐ รายวันไปว่า “ถ้าจะให้ดี วานใครออกหามะม่วงดิบๆ ให้ฉันสักสองสามลูก ฉันอยากกินอะไรเปรี้ยวๆ เหลือเกิน…” วันรุ่งขึ้น แม้มิใช่ฤดู ก็มีผู้อ่านที่รู้สึกเป็นจริงเป็นจัง “เข้ามารับนับเป็นญาติโยมของแม่พลอย” เสียจนส่งมะม่วงขบเผาะ (บางเสียงเล่าว่าเป็นมะขามเปียก) มากำนัลเธอถึงที่โรงพิมพ์สยามรัฐ ถนนราชดำเนิน

สี่แผ่นดิน กลายเป็นนิยายที่คนอ่านติดกันงอมแงม และพลอยกลายเป็นตัวประกันไปด้วย

ปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๔ หลังความพยายามก่อรัฐประหารของกลุ่มทหารเรือ ที่ต่อมาเรียกกันว่า “กบฏแมนฮัตตัน” ล้มเหลว ทางรัฐบาลประกาศกฎอัยการศึก พร้อมกับมีนโยบายให้ตรวจข่าว (เซ็นเซอร์-censor) หนังสือพิมพ์ทุกฉบับก่อนจะส่งโรงพิมพ์อย่างเข้มงวด

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ไม่พอใจอย่างยิ่ง

เขาประกาศหยุดคอลัมน์ประจำที่เคยเขียนทั้งหมด รวมทั้ง สี่แผ่นดิน

พร้อมกันนั้น สยามรัฐ ประท้วงและประจานการตรวจข่าว ด้วยการหันไปลงข่าวที่ “ปราศจาก” การเมือง

ผู้ที่เสียเงิน ๕๐ สตางค์ ซื้อ สยามรัฐ รายวัน จะได้อ่านข่าวที่หาไม่ได้จากหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นใด เช่นว่าต้นหมากที่หลังโรงพิมพ์มีกี่ต้น หน้าต่างตึกกระทรวงกลาโหมมีกี่บาน ทราบจำนวนเมฆคิวมูโลนิมบัสที่ลอยผ่านพระนครไปเมื่อวานนี้ หรือรู้กระทั่งว่าตุ๊กแกของไทย ร้องไม่เหมือนกับตุ๊กแกฝรั่งและตุ๊กแกไหหลำอย่างไรบ้าง

ข่าวพาดหัวหน้า ๑ ที่เป็นที่จดจำกันมากที่สุดของ สยามรัฐ ยุคนี้คือฉบับวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๔๙๔

รายงานข่าวด่วนจากคึกฤทธิ์

พระอาทิตย์ที่หัวหินขึ้นผิดทางกับศรีราชา
สงสัยพระอาทิตย์มี ๒ ดวง

เนื้อข่าวกล่าวว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางไปสังเกตการณ์ทางธรรมชาติวิทยาที่หัวหิน ค้นพบว่าอาจมีพระอาทิตย์มากกว่า ๑ ดวง เพราะที่ศรีราชา จังหวัดชลบุรี พระอาทิตย์ขึ้นจากภูเขา และตกในทะเล ต่างจากที่ชายหาดหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่พระอาทิตย์กลับขึ้นจากทะเล แล้วตกไปทางภูเขาแทน แต่ยืนยันว่า ทั้งสองดวงนี้ เป็นดวงโต-กลม-ร้อน เหมือนกัน

กว่าที่หนังสือพิมพ์ สยามรัฐ จะกลับคืนสู่ภาวะปรกติ ก็คือจนเมื่อรัฐบาลยุติการตรวจข่าวในเดือนถัดมา และยกเลิกกฎอัยการศึกในเดือนกันยายน รวมเวลาที่ “หลุดโลก” ไปร่วมสองเดือน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์รีบบรรณาการผู้อ่านด้วยคอลัมน์ประจำทั้งหมดดังเดิม รวมถึงตอนต่อของ สี่แผ่นดิน ที่แฟนๆ เฝ้ารอด้วยใจจดจ่อ

สี่แผ่นดิน รวมเล่มพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๔๙๖ ได้มาเป็นหนังสือสองเล่มใหญ่ หนารวมกันถึง ๒,๒๒๔ หน้า

นับแต่นั้นมาก็มีการพิมพ์ซ้ำอีกนับสิบครั้ง จนเมื่อเริ่มมีกิจการโทรทัศน์ในประเทศไทย สี่แผ่นดิน ยังถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์เรื่องยาวอีกหลายรอบ

เรียกได้ว่าทุก ๑๐ ปี ต้องมีการสร้างสรรค์ฉบับประจำทศวรรษกันทีหนึ่ง

หน้าของบทความ: 1 2 3 4

บทความที่คล้ายกัน :

About admin

ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com