เบื้องหน้านายช่าง เบื้องหลังช่างเรียบง่าย

Aug 24, 2016 
0


ผลงานจากค่ายสารคดีครั้งที่ 12
งานเขียนและถ่ายภาพดีเด่น
เรื่องและภาพโดย พรรณผกา แก้วติน

subhanyont02

สุพรรณยนต์อยู่คู่สุพรรณบุรีมาตั้งแต่ พ.ศ.2508

ครืดๆ แกร๊งๆ

เสียงเหล็กกระทบพื้นซีเมนต์เป็นระยะๆ เราแอบมอง ‘เขา’ ผ่านง่ามนิ้ว เหตุเพราะแสงแปลบปลาบจากการเชื่อมเหล็กสร้างความหวาดกลัวให้กับเราราวกับว่ากำลังจ้องมองดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่าก็ไม่ปาน เขานั่งอยู่ตรงนั้นบนเก้าอี้เหล็กสีสนิม ตรงหน้าของชายคนนั้นมีตู้พัดลมที่ตั้งไว้บนโครงเหล็กสีเขียวเพื่อยกให้ตู้พัดลมนั้นอยู่ในระดับสายตา มือทั้งสองข้างถืออาวุธครบพร้อม มือขวากระชับคีมจับลวดเพื่อหนีบลวดเชื่อม ส่วนมือซ้ายถือหน้ากากป้องกันแสงจ้าสีส้มซีดๆ เมื่อเขากำลังจะลงมือเมื่อนั้นแหละนิ้วของเราจึงขยับชิด แต่ก็ไม่วายชะโงกหน้าเมียงมองอย่างกล้าๆ กลัวๆ สะเก็ดไฟสีส้มออกแดงกระเด้งกระดอนเหมือนพลุขนาดย่อมยิ่งทำให้เรายืดหลังตรงด้วยความผวา ไม่อยากคิดภาพว่าถ้าเราโดนเจ้าสะเก็ดไฟเข้าไปจะแสบร้อนขนาดไหนต่างจากชายผู้นั้นที่นั่งอยู่ท่ามกลางพลุจิ๋วอย่างไม่หวาดเกรงคล้ายว่าเขาเห็นสะเก็ดไฟเป็นเพื่อนรักสุดซี้ เรามองเขาอย่างละเอียดอีกครั้ง เขาก็ดูเท่ไม่หยอกทีเดียว เสียงของเหล็กต่อเหล็กสร้างความเข็ดเคี้ยวฟันให้เราเล็กๆ แต่ไม่นาน แสงจ้าก็ค่อยๆ หายไปทีละน้อย ชายคนนั้นวางอาวุธลงพร้อมกับเสียงแกร๊งๆ ที่เงียบไป ทันทีที่ภารกิจเชื่อมเหล็กเสร็จสมบูรณ์ ใบหน้าที่ไร้อุปกรณ์กั้นแสงก็ปรากฏขึ้น

ผู้ชายสุดเท่คนนั้นแหละ…นายช่างแห่งสุพรรณยนต์

subhanyont01

สัมผัสพิเศษที่สร้างและซ่อมได้ทุกสรรพสิ่ง

subhanyont04

กระจกใบหมองกับนายช่างใหญ่

เขาคือนายช่าง ณ สุพรรณยนต์

ถ้าจะพูดถึงนายช่างใหญ่บนถนนเณรแก้วแล้วล่ะก็คงไม่มีใครไม่รู้จักอากงกิม หรือนายสุจินต์ ชุติแพทย์วิภา นายช่างชาวไทยเชื้อสายจีนอายุ 70 ตอนปลายคนนี้ เขายังคงความแข็งแรงและรับซ่อม กลึง เชื่อม ทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับเหล็กทั่วอาณาจักรสุพรรณบุรี

อากงกิมแต่งตัวหล่อเหลาออกมารับลูกค้าที่ต้องการจะทำพ่วงข้างรถมอเตอร์ไซค์ เขาพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเริ่มทำงานเพราะภาพจำลองในหัวของอากงกำลังปรากฏขึ้นราวกับภาพสามมิติ ใบหน้าของชายผู้นี้เหี่ยวย่นตามอายุที่มากขึ้น และรอยเหล่านั้นจะยิ่งชัดเวลาเขาแย้มรอยยิ้ม ผมเรียบแปล้สีดำผสมขาวปาดไปในทางเดียวกัน แผลจากรอยไหม้มีสีน้ำตาลเข้มยาวพาดลงมาตั้งแต่ปลายคิ้วจนถึงหางตาด้านขวา ถัดลงมาใต้ตาข้างขวายังมีรอยไหม้สีดำอีกหนึ่งจุด ฟันกระต่ายคู่หน้าของอากงเหลือเพียงซี่เดียวเวลายิ้มจะเห็นฟันซี่นี้ชัดเจนลดความขึงขังและจริงจังตอนทำงานช่างได้อยู่โข วันนี้เขาสวมเสื้อเชิ้ตลายสก็อตสลับสีฟ้าขาว กางเกงแสล็คสีดำ พร้อมด้วยเข็มขัดสีดำขุ่นๆ ใส่ซองหนังที่เข็มขัดด้านขวาไว้สำหรับใส่เงินเวลาไปซื้ออุปกรณ์สำหรับใช้ซ่อมให้ลูกค้า ส่วนกางเกงนั้นมีรอยไหม้เล็กๆ หลายจุดกระจายตัวอยู่บริเวณหน้าขาของอากง

“เป็นอย่างนี้ทุกตัวแหละ” เขาชี้ให้เห็นรูไหม้เล็กๆ ตรงกางเกง “แล้วดูสิ มันกระเด็นเข้านี่ด้วยเหมือนกันเป็นรอยมาถึงทุกวันนี้” อากงยกแขนขึ้นแตะรอยแผลเป็นบนหน้าของตัวเอง คิ้วสีขาวทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แน่นอนนายช่างทุกคนย่อมต้องมีแผลฝากความทรงจำไว้ เขาได้เปรียบเปรยว่า “ถ้าทำอาชีพสูบส้วม เขาก็ต้องกล้าโกยมูลเหล่านั้น เหมือนกับเรานั่นแหละ ซ่อมรถก็ต้องกล้าคลุกฝุ่น เปื้อนน้ำมัน” อาจกล่าวได้ว่าหากรอยแผลทำให้คนชำนาญเช่นใด ร่องรอยแห่งประสบการณ์ก็ทำให้คนประสบความสำเร็จได้เช่นนั้น

ก่อนอากงกิมจะเป็นนายช่าง เขาเป็นลูกคนที่ 2 ของครอบครัวชุติแพทย์วิภา บิดาของเขาเดินทางด้วยเรือสำเภามาจากเมืองจีนและเข้ามาตั้งรกรากที่สุพรรณบุรีโดยทำอาชีพค้าขายเปิดร้านโชว์ห่วย ส่วนมารดานั้นเสียไปตั้งแต่อากงอายุเพียง 6 ขวบเท่านั้น เนื่องจากไม่ได้มีฐานะที่ร่ำรวย อากงในวัยหนุ่มเริ่มทำงานด้วยตัวเอง

“เตี่ยไม่ได้สอนอะไรมาก บอกแค่ว่าให้เป็นคนดี” เขาทำงานทุกอย่างตั้งแต่ขายไอศกรีมริมแม่น้ำท่าจีนบ้าง เสิร์ฟโต๊ะอาหารบ้าง หรือทำงานเป็นเด็กฉายหนังที่สมัยก่อนเรียกว่าปิดวิกบ้าง จากนั้นก็ขับรถเมล์ที่ซื้อจากเงินที่เขาเก็บหอมรอมริบจากการทำงานทั้งหมด

“ตอนอายุยังไม่ถึง 25 ก็เก็บเงินซื้อรถได้คันนึง” เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนบางที่พกติดตัวออกมาเช็ดเหงื่อที่ไหลลงมาระหว่างคิ้ว “เราประหยัดไม่เที่ยวเตร่ ตอนนั้นเขามีคอนเสิร์ต โอ้ย…ค่าบัตรหลายตังค์ เราทำตั้งหลายวันกว่าจะได้เท่านั้น คิดแล้วก็ไม่ไปดีกว่า” และความประหยัดนั้นทำให้เขาได้มีร้านเป็นของตัวเองในเวลาต่อมา

หลังจากที่ขับรถเมล์ซักระยะหนึ่ง เขาได้ซื้อที่ดินตรงถนนเณรแก้วเพื่อเปิดร้านสุพรรณยนต์เพราะเป็นอาชีพที่เขาคิดว่าจะรับรายได้เข้ามาเรื่อยๆ ผิดกับงานเล็กๆ ที่อาจจะไม่พอรายได้ ที่มาของร้านนี้เริ่มจากอากงเมื่อตอนอายุยี่สิบตอนปลายในขณะนั้นได้เห็นการทำงานของช่าง 3 คนในโรงสี ทั้งการบัดกรี การกลึง การสกัด และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยเหตุนี้การเรียนรู้ของชายที่จบเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก็ได้เริ่มต้นขึ้น เขาซักถามและมองดูด้วยความใฝ่รู้อยู่ร่วมกับอาจารย์ของเขาโดยมีห้องเรียนเป็นโรงสีนั้นเป็นเวลานาน ถ้าจะเปรียบประสบการณ์ที่เพิ่มพูนของชายผู้นี้ เราขอเปรียบเทียบกับจำนวนรอยแผลจากสะเก็ดไฟที่มากมายนับไม่ถ้วนบนแขนทั้งสองข้างของเขานั่นแหละ

นายช่างอย่างอากงเป็นนายช่างที่อายุมากที่สุดในแถบนี้ เขาผ่านโลกมามากเพราะฐานะครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย นอกจากการเป็นคนดีที่บิดาของเขาสั่งเสียไว้ ชายคนนี้ยังตระหนักว่าชีวิตของเขาต้องตรากตรำสร้างตัวมาหลายปีแต่เขาแต่ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เขาท้อใจ “ก่อนจะสิ้นแสงตะวัน ความหวังยังมี” คติเตือนใจข้อนี้ยังคงดังก้องอยู่ในใจเขาเสมอ

subhanyont08

สายตา ความแม่นยำ และพละกำลังเป็นสิ่งสำคัญของงานสายนี้

subhanyont07

กำลังใจนายช่าง

สุพรรณยนต์…ที่นี่มีเรื่องราว

ถนนเณรแก้ว ในตัวเมืองต้นกำเนิดขุนช้างขุนแผน…สุพรรณบุรี เป็นที่ตั้งของร้านสุพรรณยนต์ โรงกลึง โรงซ่อมเครื่องยนต์ที่เก่าแก่กว่า 50 ปี หน้าร้านมีต้นไม้ใหญ่สองต้นคือต้นพิกุลและต้นมะยมที่มีอายุหลายสิบปี มองเผินๆ อาจจะไม่รู้เลยว่าหลังใบไม้เขียวชอุ่มหนาทึบมีร้านสุพรรณยนต์ซ่อนตัวอยู่ ข้างๆ ต้นพิกุลมีรถป๊อปพ่วงข้างคันเก่าจอดอยู่ หมวกพลาสติกสีขาวขุ่นวางตรงเบาะรถ ร้านนี้ขนาบข้างด้วยตึกปูนหลายตึกให้ความรู้สึกแข็งทื่อไร้ชีวิตชีวาแต่ทว่าร้านสุพรรณยนต์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหล็กและสนิมกลับยังคงสภาพตัวร้านเป็นไม้ฉาบสีด้วยสีแดงเข้มมาตั้งแต่ พ.ศ.2508

ตัวร้านมีทั้งหมดสองชั้นเพราะเป็นบ้านไว้สำหรับพักอาศัยด้วย แต่ตอนนี้ชั้นสองปล่อยร้างไม่มีใครขึ้นไปใช้นานแล้ว เพราะเจ้าของร้านอย่างอากงกิมและภรรยาอย่างอาม่านิภา ชุติแพทย์วิภาต่างก็อายุมากขึ้น ความสูงของเพดานสูงกว่า 8 เมตร เนื่องจากสมัยก่อนจะมีรถเมล์หรือรถแทร็กเตอร์มาซ่อม ดังนั้นจึงต้องยกใต้ถุนสูง เมื่อยกประตูเหล็กม้วนขึ้น ตัวหนังสือสีแดงชื่อร้านสุพรรณยนต์บนป้ายไม้กระทบแสงตอนเช้าที่ลอดผ่านใบไม้วิบวับ หากเดินเข้าไปในร้านเราจะเห็นกองเหล็ก น็อต และเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ซ่อมมากมาย รวมถึงเครื่องกลึง เครื่องเจาะ เครื่องตัดเหล็ก สายไฟวางราบบนพื้น ตู้เชื่อมแบบไฟฟ้า และตู้เชื่อมแบบแก๊ส อาจเรียกได้ว่าร้านนี้เต็มไปด้วยข้าวของจำพวกเหล็กนานาชนิด ถ้ามองจากข้างนอกเราจะเห็นรูปของบรรพบุรุษแขวนไว้ด้านขวา มีปฏิทินรูปในหลวงห้อยอยู่หลังบันได แผ่นเหล็กขนาดต่างๆ วางซ้อนกันบนพื้นด้านขวา ถัดมาทางซ้ายอีกหน่อยอากงแบ่งพื้นที่ให้พอเดินได้เป็นแนวเดียวเพราะของที่เริ่มล้น จากเดิมที่ใช้พื้นที่ทำงานช่างทั้งชั้นหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปและงานที่เข้ามาก็ไม่ใช้ซ่อมรถหรือเครื่องยนต์ใหญ่อีกจึงเหลือพื้นที่ตรงหน้าลานบ้านในการเชื่อมหรือทาสี

ลึกเข้าไปข้างในก็จะเป็นห้องนอน และห้องครัว ด้านนอกมีทีวีอยู่เครื่องหนึ่ง โต๊ะทำงาน และโซฟาหนึ่งชุด ที่ประจำของอากงและอาม่าไว้สำหรับดูทีวี เขาไม่ได้กั้นห้องสำหรับแยกร้านกับตัวบ้านแต่อย่างใด ครั้นเมื่ออาม่าเปิดทีวีก็จะได้ยินเครื่องเหล็กกระทบพื้นคลอไปกับเสียงเพลงลูกทุ่งในรายการโทรทัศน์ ข้างๆ กันนั้นมีโต๊ะสำหรับรูปปั้นเทพเจ้าจีนต่างๆ และมีตี่จู้เอี้ยะสีแดงไว้ที่พื้นหันหน้าออกมาทางหน้าร้าน

ร้านสุพรรณยนต์เติบโตมาพร้อมๆ กับความเจริญของจังหวัดสุพรรณ ร้านแห่งนี้ร่วมเป็นพยานให้กับการสร้างความทันสมัยต่างๆ ที่พัฒนาตั้งแต่ 50 ปีแล้วจวบจนถึงปัจจุบัน ผู้คนมากมายที่อาศัยอยู่ที่เพิ่มมากขึ้น ความก้าวหน้าของการคมนาคมและเทคโนโลยีล้วนอยู่ในสายตาของอากงกิมทั้งสิ้น

ตอนเปิดร้านใหม่ๆ นั้น เขาต้องสร้างชื่อเสียงให้คนรู้จักอยู่นานแรมปี แต่ไม่นานลูกน้องก็มีมากถึง 10 คน ความคึกคักของการขนส่งที่เริ่มมีมากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีในการเกษตรที่ชาวเกษตรกรเริ่มหันมาสนใจอุปกรณ์แบบทันสมัย เช่น เครื่องไถนา หรือไม่ก็เครื่องบดเหยื่อปลาที่ชาวเรือมักจะใช้จับปลาเวลาน้ำขึ้น

“ตอนนี้มันเงียบ แต่ก่อนมาเยอะพวกสิงห์บุรีเอาเครื่องมาทำใช้หาปลา นี่หายไปเป็นเดือนๆ แล้ว…น้ำไม่มี”

อากงกล่าวเสียงเหน่อแต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ นอกจากนั้นแล้วเขายังรับทำใบขึ้นทะเบียนรถนับครั้งไม่ถ้วนเพราะที่สุพรรณบุรีมีรถหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นสามล้อ สามล้อเครื่อง สกายแลป และรถตุ๊กตุ๊ก ดังนั้นจึงต้องออกใบรับรองให้กับรถขนส่งมวลชนพวกนี้เพื่อที่ว่าสามารถไปขึ้นต่อกรมการขนส่งว่าถูกกฎหมายมีหมายเลขเครื่องยนต์ที่ชัดเจนไม่ใช่รถเถื่อน

“ตอนนั้นเขาเปิดให้ต่อทะเบียนแค่ 3 เดือน พวกรถสามล้อเครื่องมาจองกันวันละ 20 30 นู่น”

เขาเล่าต่อด้วยห้วงคำนึงถึงอดีต เขาเป็นคนแรกที่คิดค้นสามล้อเครื่องในเมืองขุนแผน ในระยะแรกนั้นคนสุพรรณจะมียานพาหนะที่ใช้ขนส่งคล้ายๆ สามล้อเครื่องคือมีเครื่องยนต์ไว้สำหรับคนขับแต่คนโดยสารนั้นจะนั่งกระบะไม้แล้วใช้ที่เกี่ยวให้อารมณ์รถย้อนยุคที่เราเห็นตามละครบ้านไร่ หลังจากนั้นสามล้อเครื่องก็เป็นที่นิยมมากขึ้น นายช่างอย่างอากงกับลูกน้องอีก 4-5 คนได้ช่วยกันทำ หรือที่อากงใช้คำว่า “ต่อ” สามล้อเครื่องทั้งคัน เขาเล่าว่าในสมัยนั้นต้องใช้รถสิบล้อไปขนเครื่องยนต์จากโรงงานเพื่อมาต่อสามล้อเครื่อง เหล่าคนขับรถจะต้องต่อทะเบียนให้ถูกกฎหมายเพียงสามเดือนเท่านั้น ไม่แปลกใจที่ในระยะเวลาวันหนึ่งๆ เขาได้ต่อสามล้อเครื่องกว่าสามคัน แต่อากงได้กระจายรายได้ให้กับร้านอื่นๆ ด้วยเป็นต้นว่าร้านผ้าใบที่ใช้ทำหลังคาให้สามล้อเครื่อง รวมถึงร้านเบาะและร้านท่อไอเสียที่เขารับช่วงต่อให้สมบูรณ์จากร้านสุพรรณยนต์ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาเขาได้ต่อสามล้อเครื่องกว่า 4,000 คันเลยทีเดียว

ความคึกคักช่วงหนึ่งของสุพรรณยนต์คงหนีไม่พ้นช่วงที่ความทันสมัยยังไม่เข้ามามากนัก “แต่ก่อนลูกค้าเยอะ เพราะอู่มีไม่กี่ร้าน ถนนหนทางก็ไม่ดี ไปกรุงเทพฯ ทีหัวแดงอย่างกับฝรั่ง จะไปซ่อมที่อื่นก็ยากก็ต้องมาที่นี่ทั้งนั้น” ด้วยเหตุนี้เองจึงมีคนอิตาลีที่ทำงานช่างแล้วเห็นฝีมือของอากงและชักชวนให้ทำงานร่วมกับบริษัทอิตาลี โดยจะนำเครื่องที่ทันสมัยมาให้ที่ร้านเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์แล้วส่งกลับไปให้ชาวอิตาลีคล้ายกับเป็นแหล่งผลิตให้นั่นเอง

“เมื่อก่อนอิตาลีเขามาแล้วมองเห็นเรา เขาจะเอาเครื่องที่ทันสมัยมาให้ เครื่องเจียร เครื่องคว้าน แล้วให้ทำส่งไปให้เขา เรากลัวไม่ไหว เรามีคนน้อยเลยแนะนำในนครยนต์แทน” แต่เพราะกำลังกายของอากงไม่มากพอ เขาจึงปฏิเสธแม้ในใจลึกๆ เขาจะเสียดายโอกาสนั้นมากก็ตาม แต่ถึงกระนั้นเขาก็ส่งโอกาสให้กับอีกร้านที่รู้จักกัน

“อู่ไหนๆ ก็สู้ที่นี่ไม่ได้หรอก ดูสิ คนทำหนุ่มขึ้นทุกวัน” พี่อารีรัตน์ คำสอน เจ้าของร้านราดหน้าที่มาดูความคืบหน้าของพ่วงข้างที่เธอทำเป็นคันที่ 4 แล้ว เธอบอกว่าคนสุพรรณจะชอบทำพ่วงข้างกับรถมอเตอร์ไซค์มาก เพราะสะดวกกว่าซาเล้งเวลาซื้อของ แถมยังสามารถถอดออกได้ง่ายถ้าหากอยากใช้มอเตอร์ไซค์ เธอสนิทสนมกับอากงระดับหนึ่งจึงชอบพูดจาหยอกล้อสร้างอารมณ์ขันให้กับคนที่หนุ่มขึ้นทุกวันอย่างอากงเสมอ ข้อดีของร้านสุพรรณยนต์คือใช้เหล็กที่มีคุณภาพดี คันที่ 4 ที่เธอมาทำไม่ได้เสียหายอะไร แต่เธอมาทำเพิ่มจากที่มีอยู่ 3 คันให้เพิ่มมากขึ้นต่างหาก

ก่อนที่อากงจะสวมแว่นสายตาเพื่อตัดเหล็กแบนหรือเหล็กรีดร้อนที่มีลักษณะเป็นเส้นตรง เขายังเสริมอีกว่า “อยู่บ้านนอกมันต้องทำได้ทุกอย่าง ถ้ารับแต่งานใหญ่เราจะอยู่ไม่ได้ มันไม่เหมือนในกรุงเทพฯ” เราอาจจะเห็นชาวบ้านเอากระทะมาให้ซ่อม หรือแม้กระทั่งให้ทำอุปกรณ์ดามกระดูก หรือไม่ก็ทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ แต่อากงก็ไม่ได้ปริปากบ่นเพราะขอให้สิ่งที่นำมาเป็นเหล็ก เขาสามารถบันดาลให้บรรลุประสงค์ได้ทุกอย่าง

ปัจจุบันแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแล้วความคึกคักที่เคยมีค่อยๆ ผ่อนแรงลงช้าๆ แต่อากงก็ยังคงเป็นนายช่างแห่งสุพรรณยนต์เปิดทำการปกติเหมือนเดิม แม้ปัจจุบันจะมีน็อตหลายขนาดแต่ในบางครั้งอากงก็จะกลึงน็อตเอง เพราะต้องการขนาดที่ต้องการ “คนเก่าติดใจฝีมือเราก็จะมาที่นี่ แต่อยู่ได้ก็ดีแล้ว เพราะลูกค้าใหม่ๆ ก็ต้องใช้ระบบใหม่ เข้าศูนย์ซ่อมทำแล้วรถวิ่งได้เลย เราทำไม่ทันใจ เพราะต้องใช้มือล้วนๆ ”

subhanyont03

ยามเช้าของนายช่าง

subhanyont05

ไก่สองไม้ ตับหนึ่งไม้ เหมือนเดิมนะ

เขาคือผู้ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย

เวลาที่มีลูกค้าเก่าแก่เข้าร้านหลายคนจะเรียกอากงว่าป๋ากิม เนื่องจากเขาเป็นนายช่างใหญ่ที่โด่งดังในอดีต แต่หารู้ไม่ว่าหากสลัดคราบนายช่าง ทิ้งอุปกรณ์กลิ่นโลหะและกลิ่นน้ำมันเครื่องเหล่านั้นลง อากงคือเฮียกิมของชาวตลาด กิจวัตรของชายสูงอายุคนนี้มักดำเนินไปอย่างนี้เสมอ เขาไม่เคยใช้ตำแหน่งนายช่างใหญ่ยกตนข่มใคร แต่เขาเป็นชายคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตบั้นปลายของตนเองอย่างเรียบง่ายอย่างสม่ำเสมอเป็นที่รักและเคารพของผู้คนที่รู้จักกันตลอดมา

หกโมงเช้าวันนี้ไม่แจ่มใสนักเพราะท้องฟ้ายังไม่เปิดประกอบกับมีฝนตกเมื่อกลางดึกคล้ายกับมีใครแต้มสีเทาอ่อนให้กับฟ้าเมืองสุพรรณ แม้แสงจะยังไม่สดใสนักแต่อากงกิมที่นั่งรอพระสงฆ์อยู่หน้าบ้านด้วยรอยยิ้มกลับเจิดจ้าราวกับล้อแสงพระอาทิตย์ เขานั่งเก้าอี้เหล็กตัวเดิมตรงหน้าบ้านมองภรรยาตัวเองใส่เสื้อกันลม กางเกงผ้ายืดสีดำ และสวมรองเท้าผ้าใบสีขาวขุ่นเดินออกกำลังกายตรงเกาะกลางถนนที่ทำทางไว้สำหรับเดินวิ่ง หรือบางวันระหว่างรอพระสงฆ์อากงก็จะเดินไปกวาดลานหน้าบ้านเพื่อเก็บดอกพิกุลที่ร่วงเอาไปขายให้กับร้านยาโบราณกิโลกรัมละหลายร้อยบาท

ตอนเช้าอย่างนี้พระสงฆ์จะเดินเท้ามาจากวัดไม่ใกล้ไม่ไกลเพื่อมาบิณฑบาต จีวรสีเหลืองส้มสะบัดปลิวจากรถยนต์ที่เคลื่อนผ่านด้วยความเร็ว เขาเรียกอาม่าไม่ดังนักพร้อมกับอุ้มขันใส่ข้าวสวยไว้ตรงหน้าท้อง ถุงกับข้าวห้อยไว้ด้านหลังตรงประตูเหล็กเตี้ยๆ ส่วนแมวที่เลี้ยงไว้เดินเอื่อยเฉื่อยอยู่ด้านหลังไม่ส่งเสียงดังรบกวนใคร

“อายุ วัณโณ สุขัง พลัง”

เสียงพระสงฆ์ 7 รูปดังขึ้น หลังจากอากงตักข้าวสวยใส่บาตรพร้อมทั้งอาหารและผลไม้ อาม่าที่อยู่ใกล้ๆ ยกมือขึ้นไหว้รับพรพร้อมกัน หลังจากนั้นทั้งสองก็จะพากันไปนั่งที่ม้าหินอ่อนใต้ต้นพิกุลที่พัดดอกแห้งให้ตกลงมาตามแรงลม อากงกรวดน้ำและภรรยาของเขาแตะที่ข้อศอกเบาๆ ความเงียบปกคลุมทั่วบริเวณ สองสามีภรรยาหลับตาและท่องบทกรวดน้ำกันเบาๆ ปล่อยให้เสียงรถยนต์ขับผ่านดังคลอไปอย่างนั้น เขาทำสมาธิไม่นานก็ลุกเข้าไปเปิดทีวีเพื่อรออาม่าอาบน้ำผลัดเสื้อผ้าที่เปื้อนเหงื่อ จากนั้นพวกเขาก็เดินแกว่งแขนออกกำลังกายเพื่อไปตลาดพร้อมกัน

เสียงจากรองเท้าหนังเปิดส้นสีน้ำตาลของอากงดังเป็นระยะๆ เขาเดินลากขาซ้ายเล็กน้อยเพราะข้อเข่ามีอาการตึงตามประสาคนแก่ เมื่อข้ามถนนเณรคำไปอีกฝั่งหนึ่งก็จะมีซอยลัดไปตลาดสายหยุด ข้างวัดไชยนา ผู้คนขี่มอเตอร์หรือเดินไปตลาดอย่างไม่ขาดสาย เมื่อเดินตรงไปซักระยะจะเห็นรถเข็นตั้งเรียงราย อากงหยุดตรงร้านไก่ปิ้งพลางถามพ่อค้าว่า “มาหรือยัง” คำถามนั้นสร้างความฉงนให้เราไม่น้อยอาม่าเสริมมาด้านหลังว่า “เขาจะให้ไก่กับหมาตัวนึงที่ตลาดทุกวัน” แต่ไม่นานนักเราก็ได้คลายความสงสัยเมื่อเห็นสุนัขพันธุ์ไทยวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาอากงมันแลบลิ้นกระดิกหางอย่างตื่นเต้น พ่อค้าร้านไก่ปิ้งชำเลืองมองและส่ายหน้า ชายสูงวัยผู้นี้ก็เดินยิ้มๆ เข้าไปในตลาด เขาแยกกับอาม่าที่จะซื้อผลไม้และกับข้าวไว้สำหรับวันต่อมา

เขาเดินตามทางเดินเล็กๆ ที่มีเส้นแบ่งเขตเป็นโต๊ะในตลาดพร้อมกับเจ้ามอมที่วิ่งตามหลัง พวกพ่อค้าแม่ขายตั้งอาหารเรียงรายกันเป็นบล็อกๆ อากงเดินตรงไปลึกสุดและเอ่ยสั่งไข่ลวก กาแฟร้อนอย่างละหนึ่งที่ เอี่ยวตัวไปสั่งปาท่องโก๋ร้านตรงข้ามพลางจัดท่านั่งรออาหารโปรด ที่โต๊ะพับสังกะสีนั้นมีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว เขายิ้มแย้มพร้อมกับทักทาย
อากงอย่างหยอกล้อ “ว่าไงป๋า”

อากงยิ้มรับพร้อมกับสนทนายามเช้ากับเพื่อนต่างรุ่น บทสนทนาพร้อมกลิ่นกาแฟเต็มไปด้วยเรื่องข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ เรื่องทั่วไป รวมไปถึงเรื่องดาราสาวชื่อดังก็เริ่มต้นขึ้น เจ้ามอมสุนัขเพศเมียนั่งอยู่ข้างๆ ไม่ห่าง มือของอากงวางบนหัวของมันเบาๆ เมื่อดื่มไข่ลวกที่ผสมพริกไทยและซีอิ๊วลงไปแล้ว เขาทิ้งปาท่องโก๋ทานคู่กับกาแฟไว้ให้เพื่อนต่างวัยทานแล้วเรียกเก็บเงิน หากเจอคนรู้จักอากงจะจ่ายเงินค่ากาแฟให้เสมอ ความอาทรที่ไม่ต้องคิดมากเพราะคำว่าให้เพียงคำเดียว

ขณะที่เขาเดินช้าๆ ออกจากตลาดเจ้ามอมเพศเมียตัวนั้นก็เดินตามมาด้วย เขาเสริมว่าลิ้นสีดำของมันเป็นลิ้นที่มีอำนาจ น่าแปลกที่สุนัขตัวนี้ไม่เคยทำร้ายใคร มันอยู่ที่ตลาดทุกเช้าเพื่อรอคนบางคนเสมอ เช้านี้ก็เป็นอีกวันที่ชายที่มันรักซื้อไก่ปิ้งอาหารเช้าสุดโปรดมันอย่างเคย อากงเดินไปยกเก้าอี้จากร้านไก่ปิ้ง เก้าอี้พลาสติกสีแดงที่ไม่มีพนักพิง เจ้ามอมเดิมเข้ามากินไก่ที่เจ้าของร้านรู้หน้าที่วางให้ใกล้เท้าอากง นายช่างผู้นี้หยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านรอภรรยาของตัวเองซื้ออาหารเสร็จ เจ้าของร้านแตงโมข้างๆ กันนั้นก็มักจะเอาแตงโมมาให้อากงชิมเสมอคล้ายกับเป็นข้อปฏิบัติที่ยินยอมพร้อมกันทั้งสองฝ่ายด้วยความเต็มใจ

หลังจากเดินกลับจากตลาด อากงจะนั่งพักและเริ่มเปิดร้านในเวลาต่อมา อาม่าทำอาหารกลางวันไว้รอหรือไม่เขาก็จะกินข้าวสวยกับผลไม้ที่เขาชอบ “อาหารบ้านเราไม่มีผงชูรส” เขาใช้ช้อนตักเนื้อแตงโมสีหวานฉ่ำตามด้วยข้าวสวยขณะรับประทานอาหารมื้อเที่ยง

เมื่อปิดร้านประมาณสี่โมงเย็น อากงจะเก็บร้านกวาดลานหน้าบ้านที่อาจจะมีเศษเหล็กหรือเศษน็อตตกอยู่ ส่วนของหนักๆ จำพวกเรื่องตัดเหล็ก พัดลม ลูกน้องเพียงคนเดียวของเขาจะเป็นฝ่ายยกเข้าไปในตัวร้าน ส่วนตัวเขาก็ชอบเข้าไปนั่งบนโซฟาสีดำตัวเก่า มือขวากดรีโมทไปยังช่องที่ฉายรายการแข่งขันร้องเพลงลูกทุ่ง หรือไม่ก็จะนั่งมองความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตอื่นตรงม้าหินอ่อนหน้าบ้าน มองคนที่เดินผ่านหน้าร้าน มองรถที่แล่นฉิวผ่านถนนเส้นหลัก มองดอกพิกุลที่ร่วงโรยตามแรงโน้มถ่วง จนมีเจ้าเสือแมวตัวโปรดกระโดดขึ้นตักเขาถึงยอมละสายตามามองแล้วลูบหัวมันเบาๆ

subhanyont09

ผ่อนคลายกับเจ้าเสือ

ใจที่เรียบง่าย ทำให้กายไม่ลำบาก

เสียงเลื่อยท่อไอเสียดังแว่วมาเบาๆ เราหันไปมองอากงกิมที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาเลื่อยท่อไอเสียด้วยความขะมักเขม้น ท่าทางของเขาดูทะมัดทะแมงราวกับกำลังเคลื่อนล้อแห่งวัยหนุ่มให้กลับคืนมา ริมฝีปากซีดกล่าวคำศัพท์เฉพาะทางการช่างเสียมากมาย มือที่เปื้อนฝุ่นทั้งสองข้าง น้ำมันเครื่องที่ดำที่เกาะแน่นตามร่องเล็บมือ เหงื่อที่ไหลกลิ้งผ่านแก้ม ทั้งหมดนั้นเป็นภาพที่ชวนให้รู้สึกว่าเขาดูเจ๋งกว่าคนในรุ่นเดียวกัน แต่ทว่ายามเมื่อเขาอยู่หลังประตูเขากลับอ่อนโยนและชอบฟังเพลงเป็นชีวิตจิตใจ

“เครียดทำไมอายปูนนี้แล้ว” อาม่านิภาพยักเพยิดหน้าไปทางอากง เธอเล่าว่าเคล็ดลับที่ทำให้ชายวัยเกือบ 80 คนนี้ยังแข็งแรงคือความมองโลกในแง่ดี การทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและที่สำคัญคืออย่าคิดอะไรมาก เพราะการปล่อยวางคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกชีวิต

การจะทำให้ชีวิตเรียบง่ายต้องเริ่มจากตัวเราก่อน เริ่มด้วยการคิด เพราะจุดเริ่มต้นของการกระทำคือความคิด หากคิดดีการกระทำย่อมดีส่งผลให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข แต่สิ่งที่เข้ามาอาจไม่ราบรื่นเสมอไป อาม่าหันไปดุเจ้าโชคสุนัขเพียงตัวเดียวในบ้านที่เล่นซนขณะที่เธอเล่า ผมสั้นประบ่าของอาม่าสะบัดไปตามแรงหัน เธอเล่าต่อว่าบางคนทางร้านลงทุนไปแล้ว ใช้เงินมากกว่าครึ่งแสน แต่ลูกค้าไม่พอใจและยังขอเงินคืนอีก ทิ้งงานที่ทางสามีเธอทำไว้อย่างไร้เยื่อใย แรกทีเดียวที่เธอโกรธแต่ไม่นานด้วยคำสอนของอากงเธอจึงผ่อนความโทสะนั้นลง

“อากงเขาสอนว่าคนเรานะ ถ้าไม่โง่ก็จะไม่ฉลาด เราเสียท่าเขาไปแล้ว ไม่ต้องคิดมาก เมื่อเขาไม่เอา เราก็เอาเงินคืนเขาไป ชื่อเสียงเราสร้างมานานมาก อย่าให้มันเสียเพราะเรื่องนี้เลย” อาม่ากล่าวด้วยสำเนียงสุพรรณน่าฟัง เธอเล่าว่าหลังจากนั้นอากงจะรอบคอบมากกว่าเดิมเพราะปัญหาที่เข้ามามีสาเหตุมาจากความไว้ใจ ความสนิทสนมกัน เมื่อเห็นว่าเป็นคนเก่าคนแก่จึงทำให้เกิดปัญหาตามมาทีหลัง การเรียนรู้จากความผิดพลาดทำให้อากงต้องทำหลักฐานเรื่องการวางมัดจำ พูดคุยกับลูกค้าถึงข้อตกลงให้เข้ากันตรงกันทั้งสองฝ่าย

“เรามีจิตใจที่ให้เขา ให้มันอยู่รอดก็พอแล้ว อย่าหยุดเป็นคนดีแค่นี้ก็ใช้ได้ อย่าไปโลภมาก อย่าประมาท ถ้าเราทำอะไรเสมอต้นเสมอปลาย มองสิ่งดีให้กลายเป็นดี” อากงเสริมด้วยเสียงไม่ดังมากนัก ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งที่ร้านนี้ยังครองใจลูกค้าเก่าๆ หลายคนอาจตอบว่าฝีมือ แต่สำหรับเราแล้วเราคิดว่าหัวใจของอากงคือคำตอบที่ดีที่สุด

คำบอกเล่าจากลูกศิษย์

น้าเกียรติหรือชูเกียรติ เหล็กดี ปัจจุบันอายุ 38 ย่าง 39 ลูกศิษย์คนสุดท้ายของอากง หลังจากที่เขาจบป.6 ปู่ของเขารู้จักอากงกิมจึงมาฝากฝังไว้ให้เรียนรู้วิชา แต่นายช่างไม่มีคำสอนเป็นตำรา เขาต้องจำ ดู เข้าใจ และเป็นลูกมืออยู่ซักระยะ ปัจจุบันเขาได้ค่าแรงวันละ 400 บาท ตอนที่เข้ามาอยู่ไม่ได้ค่าแรง 3 ปี แต่พอเข้าปีที่ 4 ได้วันละ 10 บาท น้าเกียรติเล่าว่าในตอนนั้นเขาไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมาย 10 บาท เพราะอาหารกลางวันก็ไม่ได้ซื้อเอง อาม่าจะทำเลี้ยงคนงานเสมอ แม้ปัจจุบันจะไม่ได้ทำแล้วเพราะเหลือลูกน้องอย่างเขาคนเดียว อีกเหตุผลหนึ่งคือในสมัยก่อนนั้นไม่ได้มีร้านค้าเรียงรายเท่าปัจจุบัน หากอยากกินหรืออยากซื้ออะไรต้องเดินทางค่อนข้างไกล

“อยากทำเป็นก็ต้องลองเอง” น้าเกียรติกล่าวถึงอากงหรือที่เขาเรียกว่าลุงกิมอย่างอารมณ์ดี ขณะกำลังวัดขนาดเหล็กเพื่อจะเชื่อมซี่เหล็กให้กับพ่วงข้างรถมอเตอร์ไซค์ เขายิ้มเขินๆ เมื่อได้ยินอากงบอกว่าเขาเป็นคนที่เชื่อมเหล็กเก่งที่สุด น้าเกียรติเสริมว่าอากงกิมนั้นเป็นคนใจเย็น ไม่ว่าร้ายใคร

ลูกศิษย์ในวัยหนุ่มบอกนายช่างว่าอยากทำงานเป็น พอมีลูกค้ามาที่ร้านอากงก็ให้เริ่มรับงานทันที “ถ้าเราไม่เริ่ม เราก็ไม่เป็น” ขณะนี้เขาทำได้ทุกอย่างเพราะการฝึกฝนและเริ่มต้นด้วยความกล้า “แต่บางคนก็ไม่เอา ได้แต่นั่งมองเขารอให้เขาเรียกใช้งาน ตอนแรกเจ็บตามากเจ็บเป็นวันสองวัน ใช้แว่นไม่เป็น จับลูกตายังไม่ได้เลย”

จากคนที่ใช้แว่นไม่เป็นในวันนั้น มาวันนี้เขายังคงทำงานกับลุงกิมของเขาเหมือนเดิม “มีงานวิจัย พวกโครงงานของเด็กช่างที่อาจารย์ให้ส่งเยอะแยะ อย่างเครื่องคั้นน้ำส้มน่ะเราเป็นคนคิด จดสิทธิบัตรด้วย แต่ไม่มีชื่อเรานะ” และแน่นอนว่าเขาได้อยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร้านนี้ด้วยเช่นกัน อย่างที่อากงเคยบอกอยู่เสมอว่า “ก่อนจะทำเราต้องคิดจบแล้ว”

พอได้ยินเรื่องโครงงานของพวกนักเรียน อากงที่อยู่ข้างๆ กันนั้นก็เอ่ยขึ้นมาว่า “มันต้องมาคลุกคลี ไม่ใช่การเรียนอย่างเดียว ต้องภาคปฏิบัติด้วย พวกนี้ถ้าโดนแสงจ้า 2-3 วันก็ไม่เอาแล้ว” อันที่จริงอากงมีลูกศิษย์อยู่หลายคนทีเดียว พวกเขากินนอนด้วยกันอยู่ตรงหลังร้านที่ปัจจุบันกลายเป็นห้องครัวของอาม่า แต่ตอนนี้บ้างก็นำวิชาความรู้ที่อากงเรียกว่าหลักสูตร “ฟิต กลึง อ๊อก” ได้จากการทำงานที่สุพรรณยนต์ไปเปิดร้านเอง บ้างก็นำไปต่อยอดเป็นครูใหญ่โรงเรียนเทคนิคบ้าง พวกเขาเหล่านั้นกระจัดกระจายไปตามเส้นทางชีวิตของตนเองเหลือเพียงน้าเกียรติที่ยังทำงานกับอากงเกือบ 30 ปี

จริงอยู่ที่เขามีลูกศิษย์มากมายที่สิ่งหนึ่งที่อากงไม่เคยรั้งเขาเหล่านั้นไว้เพราะอากงให้โอกาสคนเสมอ เขาฝากข้อคิดให้กับเราว่า “เกิดเป็นคนต้องสู้ เพราะชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยากำลัง”

subhanyont06

ประกายไฟสีฟ้า ที่สว่างวาบไปทั่วอู่ ทุกครั้งที่นายช่างใหญ่เริ่มทำงาน

subhanyont10

เมื่อเวลามาถึง สุพรรณยนต์ คงต้องปิดตัวลง

สุพรรณยนต์กำลังจะยุติลง

“เสียดายอะไร ซักวันมันก็ต้องจบ มันก็มีเท่านี้ ของมันมีเวลาหมด เราต้องเจียมไว้ถ้าเราไม่เจียมเราจะลำบาก เราจะทุกข์” นายช่างหัวเราะเสียงใสขณะกำลังนั่งอยู่ที่หน้าบ้าน แมวที่เขาเลี้ยงทั้งหมด 11 ตัวหมอบคุดคู้อยู่ตามกองเหล็กบ้าง เดินเล่นผ่านขาอากงบ้าง

เพราะสุพรรณยนต์ตั้งอยู่บนถนนเณรแก้วกว่า 50 ปี และความจริงที่ว่าไม่มีอะไรคงทนตลอดไป อากงในวัย 77 ปี ต้องถึงเวลาที่พักผ่อน เขาบอกกับเราว่าอีก 3 ปีข้างหน้า เขาจะหยุดร้านสุพรรณยนต์ไว้ เขาไม่เคยเสียดายที่ไม่มีใครสานต่อกิจการเพราะเขารู้ว่าเมื่อใดที่เวลาอันสมควรมาถึง เราจะต้องปล่อยมันไป

ในครอบครัวชุติแพทย์วิภานั้นประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 4 คน เขาและภรรยาคนแรกมีลูกสาวด้วยกันสองคนเมื่อภรรยาคนแรกเสียไป อาม่านิภาหรือภรรยาคนปัจจุบันก็ได้ดูแลและทำหน้าที่ภรรยาด้วยความรักและเอาใจใส่เสมอมา ครอบครัวนี้มีอากงคนเดียวที่ทำหน้าที่เลี้ยงครอบครัวด้วยความหมั่นเพียรเลี้ยงส่งลูกสาวทั้งสองด้วยมือที่เปื้อนน้ำมันและกลิ่นสนิม

แม้ว่าในช่วงความคิดหนึ่งเขาเคยฝันอยากให้ลูกสาวทั้งสองเรียนสูงๆ เพื่อเป็นนักวิชาการคิดค้นเครื่องมือต่างๆ แล้วเตี่ยอย่างเขาจะเป็นคนผลิต แต่ในใจเขาแย้งว่าไม่ว่าลูกจะทำอาชีพอะไร เขาขอให้ลูกเป็นคนดีเหมือนกับที่บิดาของเขาเคยสอนสั่งเอาไว้ อากงจึงไม่เคยขีดกรอบให้กับลูกสาวทั้งสอง แต่เขาหารู้ไม่ว่ามือคู่ที่ขยันของเขาคู่นั้นเป็นแรงผลักดันให้ลูกสาวประสบความสำเร็จในการเรียนและการทำงาน

“เคยรู้สึกอายนะ ทำไมเตี่ยเนื้อตัวเปื้อนน้ำมัน ต้องนอนกับพื้นแล้วซ่อมรถ สตาร์ทเครื่องรถเสียงดัง เหม็นกลิ่นน้ำมันมาก เราก็บ่นว่าเหม็นเมื่อไหร่จะเลิกทำนี่..แม่ได้ยินก็ตอบกลับว่ากลิ่นเหม็นน้ำมันนี่ล่ะ ทำให้เรามีเงินกินใช้ ทำให้ลูกได้เรียนหนังสือ” ครูพลอยหรือชมพลอย ชุติแพทย์วิภากล่าว เธอเป็นลูกสาวคนที่ 2 ของอากง ปัจจุบันเธอเป็นคุณครูสอนวิชาสังคมศึกษาของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ เธอเล่าว่าคำพูดของแม่จุดแสงสว่างในหัวใจของเธอ ด้วยคำพูดนี้ทำให้เธอยิ่งเห็นใจบิดามากขึ้น เพราะรักจึงไม่อยากให้บิดาตนต้องลำบาก สิ่งที่เธอทำได้ในตอนนั้นคือตั้งใจเรียนเพื่อให้พ่อแม่ได้ภาคภูมิใจ เธอบอกว่าการสานงานอู่ต่อนั้น เธอไม่ได้คิด เพราะเป็นเรื่องยากมากสำหรับลูกผู้หญิง ส่วนลูกสาวคนโตแม้จะไม่ได้สานงานอู่เหมือนกันแต่ก็ดูแลและเอาใจใส่บิดาของเธอไม่ขาดสาย

“ถึงตรงนี้ก็ต้องยอมรับสภาพความเป็นจริง แม้ว่าเราจะเก่ง หรือคนที่เราเคารพรักที่สุดเก่ง มีฝีมือแค่ไหนก็หนีกฎไตรลักษณ์ไม่พ้น เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เตี่ยก็คงดีใจกับเราเช่นกัน” เธอทิ้งท้ายไว้ ครูพลอยอาจจะไม่รู้ว่าอากงหรือบิดาของเธอนั้นภูมิใจกับลูกสาวทั้งสองคนมากแค่ไหน ยามเราถามถึงเธอ ตัวเขาเองยังแอบภูมิใจลึกๆ ที่ครูผู้สอนวิชาภูมิศาสตร์คนนี้ทำประโยชน์ให้กับสังคม เป็นแม่พิมพ์ให้กับประเทศชาติ

แต่แน่นอนว่าสิ่งที่อากงหวังเสมอมาคือ “ทำอะไรก็ได้แต่ขอให้เป็นคนดี” นี่คงเป็นความธรรมดาที่แสนวิเศษอย่างที่ชายวัยเกือบ 80 คนนี้ยึดมั่นไว้เสมอมา ถึงแม้ว่าสุพรรณยนต์กำลังจะหยุดบทบาทของร้านลงในอนาคตอันใกล้แต่ชายเจ้าของร้านผู้มีจิตใจเรียบง่ายก็ไม่เสียดายวันเวลาที่ผ่านไปเลยแม้แต่น้อย ไม่เสียเวลาที่เขาใช้ชีวิตกับอาชีพที่เขารัก ในสุพรรณยนต์แห่งนี้

การได้เห็นทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของนายช่างใหญ่แห่งสุพรรณยนต์ทำให้เราได้เริ่มต้นจุดประกายไฟเล็กๆ ในหัวใจว่าสุพรรณยนต์คงอยู่มากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว หากร้านนี้ต้องปิดตัวลงลูกค้าอาจจะยังคิดถึงอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างไรในความจริงของโลกที่หมุนเปลี่ยนอยู่ทุกวัน เราคงยอมรับได้ไม่ยากว่า มีเกิด ต้องมีดับ เสมอ

“หากินกันจนหนังหน้าเหี่ยว กว่าจะได้ขบเขี้ยว ก็ย่างวัยชรา ฟันฟางจนจะหักหมดปาก ตามัวจนจะมองไม่เห็น ริ้วรอยของความลำเค็ญ อยู่ที่เส้นเอ็นปูดโปน”

อากงและอาม่าร้องเพลงนี้พลางหยอกล้อที่หน้าบ้าน แสงยามเย็นค่อยหมดลงอย่างๆ ช้า ประตูเหล็กม้วนด้านซ้ายปิดสนิทไปแล้วด้านหนึ่ง รอให้เจ้าของร้านสุพรรณยนต์ดึงประตูอีกข้างลง ประตูที่เมื่อปิดแล้วอาจจะทำให้ร้านมืดสนิทชวนให้อารมณ์เหงาเข้ามาแทรกซึมความรู้สึก แต่เราเชื่อว่าเช้าวันรุ่งขึ้นมันจะเปิดออกแล้วทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างที่เป็นมา คำพูดของอากงลอยแว่วเข้ามาในโสตประสาท “ชีวิตมันก็เท่านี้”…อย่าไปคิดมากเลย

banner-camp-12-for-web




ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com







You might also like



Related Post

More Story
รับสมัครด่วน พนักงานบัญชี บ.วิริยะธุรกิจ จำกัด ผู้ผลิต นิตยสาร สารคดี...