๑๐๘ ซองคำถาม 108 questions

 

ส่งคำถาม (send your question via email)

Back to Top

ชื่อของแพนดา
      ทำไมชื่อแพนด้าจึงเป็นชื่อสองพยางค์ซ้ำกันทุกตัวไป (เช่น ชิง-ชิง) ...มีเคล็ดอะไรหรือเปล่า
    (เบิกฟ้า เกียรติขจรพงษ์ / จ. นนทบุรี)
    การตั้งชื่อด้วยพยางค์สั้น ๆ ซ้ำเป็นคู่ ถือเป็นเรื่องปรกติในวัฒนธรรมจีน ทั้งการตั้งชื่อคนและสัตว์เลี้ยง ชื่อที่เป็นคำซ้ำ มักเป็นคำที่สื่อถึงความน่ารักแบบเด็ก ๆ และใช้เรียกขานกันเฉพาะในครอบครัวหรือหมู่เพื่อนสนิทเท่านั้น ส่วนผู้ที่ไม่ใคร่สนิทนักก็จะเรียกชื่อจริง ก็เหมือนกับที่ชาวตะวันตกนิยมเรียก "ไมค์" ว่า "มิคกี้" หรือเรียก "แซนดี้" แทนชื่อจริงของ "แซนดรา" ด้วยถือเป็นความสนิทสนมส่วนบุคคล
    ชาวจีนถือว่าแพนดาเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติ การตั้งชื่อแพนดาด้วยธรรมเนียมเดียวกับการตั้งชื่อคน สะท้อนให้เห็นว่าแพนดาได้รับความรัก ความหวงแหนจากชาวจีนมากเพียงไร โดยทั่วไปแล้วการตั้งชื่อมักจะอาศัยลักษณะเด่นของแพนดาแต่ละตัวเป็นหลัก แม้กระทั่งสถานที่เกิดของแพนดา ก็อาจนำมาใช้เรียกขานเป็นชื่อได้  แพนดาเพศผู้เพียงตัวเดียวในสวนสัตว์แห่งชาติที่ชื่อ ชิง-ชิง มีความหมายถึงแสงกะพริบของดวงดาว แพนดาที่มีชื่อเสียงที่สุดในอเมริกาเหนือตัวหนึ่งที่ชื่อ หลิง-หลิง นั้นมีชื่ออันหมายความว่า "ผอมและปราดเปรียว" แต่ก็มีผู้ให้ข้อมูลที่ต่างไปว่า หลิง-หลิง เป็นคำสามัญที่สื่อถึงความน่ารัก ชาวจีนส่วนใหญ่มักเลือกชื่อนี้ตั้งให้แก่ลูกสาวของตน โดยคำ หลิง-หลิง นี้หมายถึงเสียงอันแผ่วเบาของระฆังใบน้อยที่เด็กสาวชาวจีนใช้ประดับสร้อยคอ 
    อย่างไรก็ตาม แพนดาก็ไม่ได้มีชื่อซ้ำ ๆ เป็นคู่แบบนี้ไปเสียทุกตัว "ซูหลิน" และ "หยวนจิง" เป็นตัวอย่างในกรณียกเว้นดังกล่าว 
    เจ้าหน้าที่สตรีแห่งสวนสัตว์ซานดิเอโกผู้ไม่ประสงค์ออกนามกลับมีความเห็นแย้งว่า จีนเลือกที่จะตั้งชื่อแพนดาในลักษณะพยางค์ซ้ำเช่นนี้ เพื่อให้ชาวต่างชาติสามารถจดจำชื่อและออกเสียงเรียกชื่อของแพนดาเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ช้างและสิงโตในสวนสัตว์แห่งนี้ กลับได้รับหมายเลขประจำตัวแทนการตั้งชื่อ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการลงบันทึกประวัติของสัตว์แต่ละตัว
ส่งคำถาม (send your question via email)

Back to Top

ทำไมจานต้องกลม
      การที่จานส่วนใหญ่ที่เราใช้กันมักมีทรงกลม เป็นเรื่องความของสวยงาม หรือการทำตาม ๆ กันมาโดยไม่คิดเปลี่ยนไปใช้จานรูปทรงอื่น
    (พิรดา / กรุงเทพฯ)
    ทำไมจานหรือภาชนะใส่อาหารมักมีทรงกลม... บางทีถ้าคุณพิรดาลองล้านจานเอง อาจได้คำตอบในเรื่องนี้ โดยเฉพาะเวลาล้างกล่องอาหารที่ทำด้วยพลาสติกทรงสี่เหลี่ยม จะพบว่ามันช่างทำความสะอาดยากเย็นเสียจริง เพราะฟองน้ำล้างจานเข้าไม่ถึงหลืบมุมต่าง ๆ ผิดกับภาชนะทรงกลมที่ขัดถูได้สะดวกมือกว่า
    อย่างไรก็ตาม เมื่อค้นข้อมูลเรื่องภาชนะก็ได้คำอธิบายที่น่าสนใจว่า ภาชนะดินเผามีต้นกำเนิดนับเนื่องจากการจักสานภาชนะจำพวกตะกร้า ซึ่งมักมีรูปร่างเป็นทรงกลม เพราะสานได้ง่าย มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์โดยเฉพาะผู้หญิง ได้เคลือบผิวภายนอกของตะกร้าด้วยโคลนเพื่อเสริมความแข็งแรง และก็ด้วยความบังเอิญในวันหนึ่งตะกร้าถูกไฟเผาจนมอดเหลือเพียงดินเหนียวทรงกลมที่สุกแล้วด้วยความร้อน ภาชนะดินเผาเก่าแก่เท่าที่มีบันทึกไว้ นับอายุได้ถึง ๑๕,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีดังกล่าว พบในถ้ำแห่งหนึ่งในถ้ำแกมเบิลส์ ประเทศเคนยา 
    ยังมีการขึ้นรูปภาชนะดินเหนียวด้วยวิธีขึ้นรูปให้สูงไปทีละชั้น ด้วยวิธีนี้จึงทำให้เกิดเป็นทรงกลมซึ่งเป็นวิธีทำโครงสร้างที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด การหล่อพิมพ์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง เพื่อผลิตชิ้นงานภาชนะดินเผาให้มีรูปทรงที่แปลกแตกต่างออกไป จากทรงกลมธรรมดา แต่กรรมวิธีนี้ก็มีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าการผลิตด้วยเทคนิคอื่นๆ การหล่อพิมพ์นี้เริ่มแรกใช้ในสมัยปาเลสไตน์โบราณ แต่กว่าเทคนิคนี้จะแพร่หลายไปทั่วทวีปยุโรปก็ล่วงเลยมาจนถึง ค.ศ. ๑,๗๓๐ บางวัฒนธรรมในโลกนี้ เลือกที่จะผลิตจานจากไม้ธรรมชาติ ไม่ว่าจะโดยท่อนไม้รูปทรงใดก็ตามที ในบางครั้งพวกเขาก็ผลิตจานทรงเหลี่ยมออกมา โดยไม่ตั้งใจเนื่องจากท่อนไม้ที่หามาได้นั้นมีทรงหน้าตัดเป็นเหลี่ยมมุม
    ครั้นล่วงมาจนถึงสมัยเมโสโปเตเมียคือราว ๕,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ก็ได้มีการคิดค้นแป้นหมุนเพื่อใช้ปั้นภาชนะดินเผาที่มีคุณภาพดีขึ้นกว่าเดิม นวัตกรรมนี้เป็นที่ยอมรับแพร่หลายระหว่างกลุ่มวัฒนธรรมต่าง ๆ ในยุคนั้นโดยต่อเนื่อง จดหมายของนักค้นคว้าชาวอังกฤษฉบับดังกล่าวสรุปสั้น ๆ อย่างชัดเจนว่า "นับแต่ ๕,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาลมาแล้วที่จานดินเผาล้วนมีรูปทรงกลมเพราะส่วนใหญ่ผลิตบนแป้นหมุนดังกล่าว"
    จานกลมแบนมีข้อได้เปรียบที่มีความคงทนรองรับการใช้งานได้นานกว่า ต่างจากจานขอบเหลี่ยมซึ่งมักบิ่นแตกได้ง่ายโดยเฉพาะตรงบริเวณมุม ในมุมมองของผู้ผลิตแล้วภาชนะรูปทรงกลมแบนก็ยังคงความพิเศษเหนือกว่าภาชนะรูปทรงอื่น โรงงานนอริตาเกที่มีชื่อเสียง ยืนยันว่าตนสามารถผลิตภาชนะรูปทรงใด ๆ ก็ได้โดยไม่มีข้อจำกัด แต่ชิ้นงานแปลก ๆ เช่นรูปไข่ต้องอาศัยเทคนิคการขึ้นรูปด้วยแม่พิมพ์ซึ่งมีต้นทุนสูง อีกทั้งยังสิ้นเปลืองเวลา และกำลังในการผลิตมากกว่าปรกติ กระนั้นโรงงานเครื่องถ้วยดินเผาก็ยังพยายามผลิตภาชนะทรงแปลก ๆ ออกสู่ตลาดอยู่เสมอ เช่น จานทรงปลาเพื่อใช้กับอาหารปลา ภาชนะทรงรีสำหรับอาหารประเภทสเต๊ก หรือแม้แต่จานทรงแปดเหลี่ยมเพื่อความสวยงามในเชิงศิลปะเท่านั้น
ส่งคำถาม (send your question via email)

Back to Top

ลมหายใจและพลังชีวิต
      คุณหมอวัดปริมาณลมหายใจของคนไข้ไปทำไม
    (อยากรู้ / กรุงเทพฯ)
    โดยเฉลี่ยปอดของคนเราสามารถบรรจุอากาศไว้ได้ประมาณ ๖ ลิตร หลังจากสูดหายใจเข้าลึก ๆ มักเข้าใจกันว่าปอดจะว่างเปล่าทุกครั้งเมื่อเราหายใจออก ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด เวลาที่เรานั่งพักผ่อนอย่างสงบสบาย ๆ เราหายใจเอาอากาศประมาณครึ่งลิตรเข้าสู่ปอด  และหายใจเอาอากาศปริมาณเดียวกันกลับออกมา แต่ปริมาณอากาศราว ๓ ลิตรจะเหลือค้างอยู่ ในปอดหลังจากหายใจออก
    อากาศซึ่งสูดเข้าและปล่อยออก เมื่อเราหายใจเข้าออกแต่ละครั้งเรียกว่า "ลมหายใจหมุนเวียน" ส่วนปริมาณอากาศที่ตกค้างในปอดหลังการหายใจแต่ละครั้ง เรียกว่า "ลมหายใจตกค้าง" อากาศทั้งสองประเภทจะผสมปนเปกัน เพื่อให้ก๊าซออกซิเจนสดใหม่แทรกซึมเข้าสู่ปอดได้อย่างทั่วถึง
    ไม่ว่าคุณจะพยายามหายใจเข้าออกให้ลึกที่สุดเพียงใด ปริมาณลมหายใจหมุนเวียนจะสูงไม่เกิน ๔.๕ ลิตร นั่นคือแม้คุณจะหายใจออกอย่างเต็มที่มากเท่าที่จะทำได้ ลมหายใจอีก ๑.๕ ลิตรยังคงหลงเหลืออยู่ในปอดเสมอ
    ปริมาณอากาศมากที่สุดเท่าที่สามารถหายใจออกมาได้เรียกว่า "พลังชีวิต" หรือ Vital Capacity และอาจวัดได้ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่าสไปโรมิเตอร์ (Spirometer) เด็กส่วนใหญ่มีพลังชีวิตประมาณ ๒ ลิตร ส่วนพลังชีวิตของผู้ใหญ่อยู่ที่ประมาณ ๓-๔ ลิตร ซึ่งผู้ชายโดยเฉลี่ย มีพลังชีวิตมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย การตรวจวัดพลังชีวิต ช่วยให้แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัย และบำบัดรักษาโรคหลายโรค อันเกิดจากความผิดปรกติของปอดและการหายใจ
ส่งคำถาม (send your question via email)

Back to Top

ทำไมโป๊ยเซียนจึงเป็นดอกไม้มงคล
      หลายสิบปีก่อนลุงข้างบ้านฮิตปลูกโป๊ยเซียนมาก และหวงไม่ให้ใครไปเชยชมใกล้ ๆ บอกว่าเป็นดอกไม้เสี่ยงทาง อยากรู้ว่ามันเป็นดอกไม้เสี่ยงทาย หรือเป็นดอกไม้มงคลอย่างไร อ้อ เดี๋ยวนี้ลุงแกเลิกฮิตแล้วละ แต่ก็ยังมีโป๊ยเซียนเหลืออยู่อีกหลายกระถาง
    (อยากรู้ / กรุงเทพฯ)
    โป๊ยเซียน ชื่อบอกอยู่ว่าเป็นไม้จากเมืองจีน แต่แท้ที่จริงโป๊ยเซียนมีถิ่นกำเนิดในเกาะมาดากัสการ์ และเข้ามาเมืองไทยโดยผ่านทางจีน จึงได้ชื่อจีนมาด้วย โป๊ยเซียนนั้น หมายถึง ผู้วิเศษทั้งแปด ซึ่งชาวจีนเชื่อว่านำโชคลาภนานาประการมาให้ ทั้งยังช่วยป้องกันภัยอันตรายและยังขจัดทุกข์โศกได้อีกด้วย
    เดิมทีในประเทศจีนเมื่อหลายพันปีก่อน ผู้ที่จะปลูกโป๊ยเซียนได้ก็มีแต่ฮ่องเต้ พระบรมวงศานุวงศ์ หรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ และปลูกไว้ใช้เสี่ยงทายบุญวาสนาของบุคคลระดับปกครองเท่านั้น ครั้นเวลาผ่านไป มีผู้ลักลอบนำต้นไม้ต้นนี้ออกนอกวัง ออกนอกรั้วบ้านขุนนาง เผยแพร่ไปสู่สามัญชนจนได้ และพ่อค้าชาวจีนนั่นเองที่นำโป๊ยเซียนเข้ามาสู่ไทยเมื่อกว่าร้อยปีเศษมานี้เอง ตามธรรมชาติแล้วโป๊ยเซียนช่อหนึ่งจะออกดอกราว ๔ ดอกเท่านั้น หากผู้มีโชควาสนาเป็นผู้ปลูก จึงจะออกดอกช่อหนึ่งตั้งแต่ ๘ ดอก ๑๖ ดอก ถึง ๓๒ ดอก ยิ่งมากยิ่งแสดงว่ามีบุญบารมีมาก ตามคติจีนนิยมปลูกโป๊ยเซียนในกระถางที่มีรูปโป๊ยเซียน และบางทีก็ถือกันว่าต้องปลูกให้ครบทั้งแปดกระถาง จึงจะเข้าโฉลกกับเซียนทั้งแปด 
    ส่วนเหตุผลที่ว่า ทำไมโป๊ยเซียนจึงออกดอกและเจริญงอกงามผิดปรกติเมื่อผู้เป็นเจ้าของกำลังจะมีโชควาสนารุ่งเรืองนั้น พ.ต.ท. ชลอ อุทกภาชน์ ได้กล่าวไว้ในเรื่อง "โชคดีและลางร้ายตามหลักพุทธปรัชญา" ตอนหนึ่งว่า
    "...ผู้ที่โชคดีหรือกรรมดีกำลังส่งผลนั้น กายหัตถรังสีจะสุกใสรุ่งเรือง (กายหัตถรังสี ภาษาจีนเรียกว่า "เอี้ยงกวง") จะมีกระแส (vibration) ออกมารอบ ๆ กาย เมื่อกระแสรังสีของผู้กำลังมีโชควาสนา ออกมากระทบกับเซลล์ต้นโป๊ยเซียนหลาย ๆ ครั้งเข้า เซลล์ของต้นโป๊ยเซียนก็จะเร่งผลิตดอกและใบเป็นการใหญ่ ดอกจึงมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่าปรกติหลายเท่า ในช่อหนึ่ง ๆ หากผู้นั้นมีโชคดีเป็นระยะยาว ต้นโป๊ยเซียนก็จะออกดอกตั้งแต่แปดดอกขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าผู้นั้นมีโชคดีระยะหนึ่ง ดอกก็จะออกแปดดอกขึ้นไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ทั้งนี้เพราะต้นโป๊ยเซียนเป็นต้นไม้ที่ไวต่อการสัมผัสกระแสรังสีของกายมนุษย์มาก ไม่เหมือนต้นไม้อย่างอื่น"
    ปัจจุบันการปลูกโป๊ยเซียนเป็นที่นิยมปลูกกันมากในกลุ่มผู้รักต้นไม้ จนมีการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสมาคมโป๊ยเซียนแห่งประเทศไทย มีการจดบันทึก ลงทะเบียนชื่อโป๊ยเซียนทั้งเก่าและใหม่ มีการจัดประกวดโป๊ยเซียนกันเป็นประจำ เท่ากับเป็นการส่งเสริมการปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น การปลูกโป๊ยเซียนในทุกวันนี้ไม่ได้ถือคติเดิมที่ว่า จะปลูกโป๊ยเซียนให้ขลังต้องขโมยหักเอามาปักชำเอง ซึ่งก็จะได้ต้นโป๊ยเซียนที่เหมือนแม่พันธุ์ทุกประการ แต่จะเป็นการขยายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้น ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง เสียบยอด จึงทำให้ได้ลูกไม้พันธุ์ใหม่ ๆ นับแทบไม่ถ้วน จนต้องจดทะเบียนชื่อกัน และแต่ละชื่อล้วนเป็นสิริมงคลทั้งสิ้น เช่น ชุมทอง อู่ทอง แก้วสารพัดนึก ถุงเงิน ทรัพย์ประเสริฐ ปาฏิหาริย์ มหัศจรรย์ อั้งเปา คุ้มเพชร แก้วสุวรรณ บัลลังก์เพชร ฯลฯ จะเห็นได้ว่า ชื่อนั้นมักเน้น เงิน ทอง เพชร หรือทรัพย์สิน

กลับไปที่หน้า สารบัญ Sarakadee April 2003
ส่งคำถามที่คุณสงสัย แต่ยังไม่มีใครเคยตอบ ได้ที่นี่
108@Sarakadee.com
๑๐๘ ซองคำถาม เล่มที่ ๘