นิตยสาร สารคดี: ฉบับที่ ๒๒๖ เดือนธันวาคม ๒๕๔๖ นิตยสาร สารคดี: ฉบับที่ ๒๒๖ เดือนธันวาคม ๒๕๔๖ "เสด็จเตี่ย"
  นิตยสาร สารคดี: ฉบับที่ ๒๒๖ เดือนธันวาคม ๒๕๔๖ ISSN 0857-1538  

จากบรรณาธิการ

 

 (คลิกดูภาพใหญ่)
ฉบับหน้า
แพนด้า จากเสฉวนสู่เชียงใหม่

     สำหรับนักดูดาวแล้ว ช่วงเวลาที่ดีที่สุดแห่งปี คือหน้าหนาว
     ท้องฟ้าใส ไม่ค่อยมีเมฆ และดาวฤดูหนาวสวยไม่แพ้ดาวฤดูอื่น
     วันหนึ่งคุณตระกูลจิตร จิตตไสยะพันธ์ หรือเปี๊ยก นักเขียนประจำของสารคดีคอลัมน์ ส่องจักรวาล โทรมาบอกว่าเขาจะไปตั้งกล้องดูดาวบนอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า และเอ่ยปากชวนผมและผู้สนใจขึ้นไปดูดาวด้วยกัน
     ผมนัดเจอกับเปี๊ยกที่เดินทางล่วงหน้ามาก่อน บนลานหินกว้าง ภูหินร่องกล้า ไม่ไกลจากบริเวณแนวต้นสนที่นักท่องเที่ยวนิยมมากางเต๊นท์
     บนลานหินแห่งนี้จัดเป็นสถานที่ดูดาวดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ บนภูที่ไม่สูงหรือต่ำเกินไป สามารถมองได้สุดขอบฟ้า ท้องฟ้าเปิดกว้าง อากาศไม่ชื้น ปราศจากเมฆ หมอก และที่สำคัญคือบรรยากาศมืดสนิท
     ขณะที่แสงสุดท้ายบนภูจะลาลับ นักดูดาวยี่สิบกว่าคนกำลังตั้งกล้องดูดาวขนาดต่าง ๆ หลายคนเล็งกล้องไปดาวศุกร์ที่เปล่งประกายสุกใสบนขอบฟ้าด้านทิศตะวันตก
     เปี๊ยกกำลังง่วนอยู่กับการปรับมุมกล้องดูดาวขนาด ๖ นิ้ว ในเต๊นท์ขนาดใหญ่ที่น่าจะเรียกว่ากระโจมดูดาวมากกว่า ภายในเต๊นท์แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นที่นอน ส่วนที่สองเป็นที่ตั้งกล้องดูดาวสามารถเปิดหลังคาเต๊นท์เพื่อส่องกล้อง
     เขาขับรถจี๊บคู่ชีพมาจากกรุงเทพฯเพียงลำพัง พร้อมกล้องดูดาวสองตัว อุปกรณ์ถ่ายภาพดาว โน๊ตบุค ตำราดูดาว มากางเต๊นท์ส่องกล้องดูดาวร่วมอาทิตย์
     เขาบอกว่ากว่าจะกางเต๊นท์ ตั้งกล้องดูดาวคนเดียวก็ใช้เวลาร่วมสามชั่วโมง และดูดาวตั้งแต่ฟ้ามืดถึงตีสี่ตีห้าทุกวัน พอนักท่องเที่ยวคนอื่นตื่นเขาก็หลับ
     " ผมดูดาวคนเดียวทั้งคืนเป็นประจำ"
     "ไม่เบื่อในการดูดาวมั่งหรือ" คือคำถามที่มีคนถามเขาเสมอ
     "ทำอย่างไรได้ ผมหลงรักมันมาสามสิบปีแล้ว"
     โดยอาชีพการงาน เปี๊ยกไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่นักดาราศาสตร์ แต่เป็นผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง คอยดูแลความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นให้กับนักลงทุน
     ทุกค่ำคืนหนุ่มใหญ่วัย ๔๐ ผู้นี้จะกลับบ้านขึ้นไปดูดาวบนโดมส่วนตัว และหากมีวันหยุดเขาไม่พลาดที่จะขับรถออกนอกเมืองตระเวณไปดูดาวบนภูมิประเทศที่เหมาะสม คือมืดสนิท ไม่มีไฟฟ้ารบกวน และท้องฟ้าเปิดโล่ง
     "ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด ผมดูดาวมาตั้งแต่อายุไม่ถึงสิบขวบ ผมอยากรู้ความลึกลับของท้องฟ้า ผมดูจากตาเปล่า จนเก็บเงินซื้อกล้องดูดาวมาเรื่อย ๆ ทุกวันนี้ผมมีความสุขกับการท่องจักรวาลอย่างเงียบ ๆ"

       คืนนั้นเปี๊ยกพาเราท่องจักรวาล ตั้งแต่ดาวอังคารที่ห่างไกลออกไปเรื่อย ๆ แต่ยังเห็นเป็นดาวสีส้มอมแดงได้ วงแหวนของดาวเสาร์ที่ลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ราวกับมีใครตัดรูปดาวเสาร์มาแปะไว้ข้างหน้ากล้องดูดาว 
     เขาพาเราดิ่งลึกเข้าไปในเอกภพ กาแล็กซี่แอนดรอเมดา ที่ห่างออกไปเกือบ ๓ ล้านปีแสง เป็นดาวฝ้า ๆ และดาวลูกไก่ที่ดูตาเปล่านับได้หกเจ็ดดวง แต่เมื่อผ่านกล้องกำลังขยาย ๓๐๐ เท่า กลายเป็นกระจุกดาวนับร้อยดวง 
     "คุณเชื่อไหม เหล็กที่เรามาทำรถยนตร์ ไม่ได้กำเนิดมาจากโลกนี้หรอก มันมาจากซุปเปอร์โนวา หรือการระเบิดของดาวฤกษ์" เปี๊ยกให้ข้อคิดกับเรา
     "เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ แรกเริ่มมันกำเนิดมาจากดาวฤกษ์"
     ยิ่งดึก ยิ่งมืดมิด ท้องฟ้ายิ่งระยับไปด้วยดาวนับล้านดวง เราเห็นระบบดาวคู่ หรือดาวสองดวงโคจรรอบกัน ดาวฤกษ์ทั้งคู่สีไม่เหมือนกัน ดวงหนึ่งสีน้ำเงิน กับสีเหลืองทอง เปี๊ยกบอกเราว่า อย่าเห็นอย่างเดียว แต่จงเฝ้าสังเกต แล้วจะพบการเปลี่ยนแปลงของดวงดาวตลอดเวลา 
     ประมาณเที่ยงคืนเมื่อกลุ่มดาวนายพรานอยู่กลางฟ้า เราเล็งกล้องไปที่ ดาวบีทีจุส ดาวฤกษ์มหายักษ์แดงอยู่ไกล ๕๐๐ ปีแสง มีสีส้มแดงราวกับมีใครเปิดหลอดไฟกลางความมืดมิด และหันมาเยือนดาวโจร หรือซิริอุส ดาวฤกษ์สว่างไสวที่สุด มีสีขาวอมน้ำเงิน
     "ธรรมชาติลึกล้ำกว่าที่เราคิดนัก ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงมากมาย ผมสังเกตเห็นดาวเกิด ดาวหนุ่มสาว ดาวแก่ และดาวดับ คุณรู้ไหม ดาวมีอายุนับพันล้านปี ยังดับสลายได้ ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน แล้วประสาอะไรกับชีวิตคนเรา มันช่างเป็นผงธุลีจริง ๆ"
     อากาศเย็นมากขึ้น ลมหนาวกรรโชกแรงกว่าที่คิด แต่วงสนทนาคืนนั้นกำลังออกรสชาติ
     "ผมดูดาวแล้วจิตใจสงบมากขึ้น รู้จักปล่อยวาง มนุษย์ไม่ได้เป็นศูนย์กลางของอะไรเลย มนุษย์มันกระจอกมากเมื่อเทียบกับจักรวาล แล้วยังอยากมีอีโก้กัน" เปี๊ยกตบท้ายด้วยคำพูดคืนนั้นว่า
     "ผมสังเกตเห็นหลายคนแล้วนะ พอดูดาวนาน ๆไปแล้วมันค่อย ๆ ซึมซับความคิดหรือพลังบางอย่างเข้าไป ทำให้คนดูดาวเป็นคนอารมณ์ดี ไม่ค่อยเครียด ไม่ค่อยยึดมั่นถือมั่นอะไร"
     ดูดาวให้อะไรมากกว่าที่คนข้างนอกคิดจริง ๆ
 

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
vanchait@hotmail.com