สมุทรบันทึก “ปากบารา” ก่อนการมาถึงของท่าเรือน้ำลึก

กันยายน 18, 2015 
1


เรื่อง : รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์  
ภาพ : กิตติธัช โพธิวิจิตร

ผมได้ยินชื่อ “ปากบารา” ครั้งแรกสมัยเรียนปีสุดท้ายในมหาวิทยาลัย แต่ก็คงเช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ ชื่อปากบาราผ่านหู ผ่านตา แต่ไม่เคยถูกบันทึกลงในความทรงจำ เพราะจุดหมายของคนส่วนใหญ่อยู่ที่เกาะหลีเป๊ะ ต้นทางของการท่องเที่ยวดำน้ำดูปะการังบริเวณเกาะอาดัง-ราวีที่อยู่ติดกัน

แสงแดดสะท้อนน้ำใส หาดทรายสีขาว และภาพปะการังสีสวย ยังคงชักชวนให้ผมนึกถึงครั้งเดินทางไปภาคใต้  ปลายทางที่เหมือนสวรรค์ ทำให้เราแทบไม่ได้จดจำท่าเรือท่องเที่ยวปากบารา ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล ที่อยู่ต้นทาง

ชื่อตำบลปากน้ำ หรือที่ชาวปากน้ำเรียกว่า “กัวลาบารา” เป็นภาษามลายูที่ประกอบด้วยสองคำ “กัวลา” หมายถึงบริเวณปากแม่น้ำ ส่วน “บารา” หมายถึงถ่านไม้  ชื่อนี้สะท้อนแง่มุมทางประวัติศาสตร์ เพราะบริเวณปากบาราเคยเป็นท่าเรือบรรทุก
สินค้าสำคัญ คือไม้และฟืน ที่ส่งไปมาเลเซีย

หากใครยังนึกภาพไม่ออกว่าปากบารานั้นอยู่ตรงไหน แนะนำให้ลองนึกภาพแผนที่ประเทศไทย ซูมเข้าไปตรงด้ามขวาน เลาะไล่ลงไปตามจังหวัดติดทะเลฝั่งอันดามัน จากระนอง พังงา กระบี่ ตรัง สุดปลายทางด้ามขวานฝั่งซ้ายติดทะเลที่สตูลผ่านอำเภอทุ่งหว้า อำเภอละงู ก่อนเลี้ยวขวามายังอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา โดยมีจุดสังเกตคือถนนตรงยาวเลียบหาด และเกาะเขาใหญ่ตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์

ปีที่แล้วผมกลับมาที่นี่หลังจากได้ยินข่าวกิจกรรมการเดินเท้าระยะทาง ๒๒๐ กิโลเมตร จากสตูลสู่สงขลา ในนาม “เดินด้วยรัก พิทักษ์สองฝั่งทะเล” เชื่อมสะพานขนส่งสินค้าด้วยสะพานมนุษย์ ระหว่างวันที่ ๒๒ ถึง ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๖ เพื่อคัดค้านโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราที่จะสร้างขึ้นตรงอ่าวปากบารา โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีหัวเรี่ยวหัวแรงหลักคือกรมเจ้าท่านี้ คาดหวังว่าท่าเรือน้ำลึกจะจุดประกายให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมในภาคใต้ตอนล่างที่จะสร้างรายได้พร้อมกับยกระดับฐานะและคุณภาพชีวิตให้แก่ชาวใต้

ที่สมาคมรักษ์ทะเลไทยหนึ่งในองค์กรเอกชนซึ่งเข้าร่วมกิจกรรม วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี เล่าให้ผมฟังถึงภาพฝันของเซาเทิร์นซีบอร์ด (southern seaboard) ที่วาดไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ด้วยการก่อสร้างเขตอุตสาหกรรมที่มาเป็นแพ็กเกจคู่กับท่าเรือขนาดใหญ่ ไม่ต่างจากอีสเทิร์นซีบอร์ด หรือที่เรารู้จักกันดีในนามนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่คู่กับท่าเรือแหลมฉบัง

แนวคิดเบื้องหลังการผลักดันเซาเทิร์นซีบอร์ดมาจากความแออัดของพื้นที่อุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด อีกทั้งภาคใต้ยังอยู่ใกล้แหล่งเชื้อเพลิงและวัตถุดิบอย่างน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

ตามแผนพัฒนาดังกล่าว เขตภาคใต้ตอนบนประกอบด้วยประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง นครศรีธรรมราช จะเป็นเขตอุตสาหกรรมเหล็กแบบครบวงจร รวมทั้งท่าเรือน้ำลึกเพื่อการขนส่งที่ชุมพรและระนอง  ส่วนบริเวณห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตโครงการพัฒนาขนาดใหญ่คือ “สะพานเศรษฐกิจ” หรือแลนด์บริดจ์ (landbridge) เชื่อมทะเลฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทยด้วยการขนส่งทางรถไฟ โดยสถานีปลายทางสองฝั่ง คือท่าเรือน้ำลึกปากบารา อำเภอละงู จังหวัดสตูล และท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ ๒ ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ตั้งความหวังว่าจะแย่งเรือส่งสินค้าจากประเทศเมืองท่าอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย ด้วยเวลาการขนส่งที่รวดเร็วกว่า เนื่องจากไม่ต้องเดินเรืออ้อมช่องแคบมะละกา

แต่สะพานแผ่นดินที่ภาครัฐสัญญาว่าจะนำมาซึ่งความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจ กลับสร้างความกังวลถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เพราะอนาคตภายหลังการก่อสร้างเสร็จ ความสะดวกสบายจากการขนส่งย่อมเป็นแรงจูงใจให้เกิดเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน เขื่อน หรือโรงไฟฟ้าถ่านหิน

สิ้นสุดการบรรยายของวิโชคศักดิ์ สายฝนปลายฤดูมรสุมยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย

สำหรับชาวสตูล มรสุมและสายฝนเป็นเรื่องปรกติตามฤดูกาล พัดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่มรสุมแห่งความเปลี่ยนแปลงต่างหากที่สร้างเงาเมฆครึ้มในจิตใจ ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องที่จะผ่านไปได้ง่าย ๆ

“สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์” คงไม่มีประโยคใดอธิบายถึงสตูลได้ดีเท่าคำขวัญประจำจังหวัด ฟังกี่ครั้งก็นึกถึงภาพตัวเองนั่งอยู่ริมหาดปากบารา จิบน้ำชาแกล้มเสียงลมทะเล เฝ้ามองพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเกาะเขาใหญ่ที่ตั้งตระหง่านแว่วฟังเสียงขับอาซานทำนองแปลกหูจากมัสยิดฝั่งตรงข้าม

ผมไม่รู้ว่าธรรมชาติบริสุทธิ์ที่ประทับเป็นภาพในความทรงจำของผมจะอยู่ได้อีกนานสักเท่าไร เพราะตามแผนการพัฒนา เขาจะเปลี่ยนอ่าวปากบาราให้เป็นท่าเรือน้ำลึก ขยายถนนโยกย้ายร้านรวงท้องถิ่นเพื่อรองรับรถบรรทุกที่อาจวิ่งเข้าออกตลอดทั้งวันทั้งคืน  เบนเข็มจากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนสู่การพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรม ตัดโอกาสการเป็นพื้นที่อนุรักษ์ในระดับ “มรดกโลกทางทะเล” เหลือเพียงตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของจีดีพี

ก่อนที่จะไม่มีทางให้ถอยกลับ ผมอยากให้เราลองมารู้จัก “ปากบารา” แล้วพิจารณาว่า “ราคา” ของสิ่งที่ต้องสูญเสียนั้นคุ้มค่าหรือไม่ที่จะแลกกับท่าเรือน้ำลึก และภาพฝันสะพานเศรษฐกิจ

 

“ถ้อยคำ”  ในเกลียว คลื่น

ท้องฟ้ายามสายในฤดูมรสุม ดวงอาทิตย์ยังคงอิงแอบอยู่หลังกลีบเมฆ ฝนหยุดลง พร้อมกับผู้คนที่เริ่มดำเนินชีวิต

ผมเดินเลียบไปตามเส้นทางริมหาดปากบารา ถนนตรงยาวไปจนถึงท่าเรือท่องเที่ยว สองข้างทางเป็นร้านอาหารทะเลหลากชื่อที่ตอนนี้ปิดร้านเพื่อรอรองรับลูกค้าในช่วงเย็น

เสียงคลื่นกระทบฝั่ง ไม่ต่างจากถ้อยคำที่ไม่ได้รับการแปลความ

ทอดสายตาไปไกล สุดขอบฟ้ามีเกาะเขาใหญ่ที่เว้นช่องตรงกลางราวกับไว้ให้พระอาทิตย์เคลื่อนผ่าน ทรายที่ปากบาราไม่ได้ขาวสะอาดเหมือนชายหาดท่องเที่ยว แต่หาดแห่งนี้มีเหล่าหญิงสาวมุสลิมในฮิญาบหลากสีเป็นเครื่องประดับ

หากใครมาเยือนสตูลเป็นครั้งแรกคงสะดุดตากับการแต่งกายแบบมุสลิมที่พบเห็นได้ทั่วไป เพราะจังหวัดสตูลเป็นหนึ่งในสี่จังหวัดของประเทศไทยที่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และความแตกต่างในความเชื่อไม่ได้เป็นกำแพงปิดกั้นมิตรภาพ

ผมเดินเข้าไปทักทาย “ก๊ะ” ในวัยต้น ๔๐ เธอคลุมผมด้วยฮิญาบสีดำ กำลังก้มหน้าก้มตาใช้ทัพพีตักข้าวขูดทรายบนชายหาดอย่างขะมักเขม้น เสียงแกรกกรากดังขึ้นประสานกับเสียงคลื่น ตามด้วยเสียงกรุ๊งกริ๊งของหอยเสียบที่ถูกโยนลงใส่ถังพลาสติก

“มาหาหอยเสียบเป็นงานอดิเรก เอาไว้กินเองบ้าง แจกเพื่อนบ้านบ้าง แต่ก่อนนี่ตัวใหญ่กว่านี้นะ แต่เดี๋ยวนี้ได้แต่ตัวเล็ก ๆ  เอาไปต้มบ้าง ดองน้ำปลาบ้าง พอกินไปได้มื้อหนึ่ง”

หอยเสียบเป็นหอยสองฝาขนาดเล็ก เปลือกมีสีสันลวดลายหลากหลาย การหาหอยเสียบนอกจากจะได้วัตถุดิบประกอบอาหาร ยังถือเป็นกิจกรรมนันทนาการและสานสัมพันธ์ของคนในชุมชน ผู้เฒ่าผู้แก่ แม่บ้าน ลูกหลาน  อากัปกิริยาของกลุ่มคนเบื้องหน้าชวนให้นึกถึงตัวผมเองในวัยเด็กที่เคยหาหอยเสียบให้แม่ดองน้ำปลาสมัยอาศัยอยู่ที่สงขลา

พอเห็นผมตั้งท่าจะถ่ายรูป ก๊ะก็เรียกเด็กหญิงในฮิญาบสีชมพูสดใสมาเป็นแบบ เธอยิ้มสวยทั้งใบหน้าและดวงตา ในมือถือตาข่ายตุงด้วยหอยเสียบหลากขนาด เธอยืนนิ่งให้ผมกดชัตเตอร์จนพอใจ ก่อนจะผละไปนั่งไม่ไกลจากแม่

วิถีชีวิตเรียบง่ายอาจดูไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสักเท่าไรนัก แต่สำหรับคนตัวเล็ก ท้องทะเลคือซูเปอร์มาร์เกตขนาดใหญ่ที่ไม่ว่าใครก็เข้ามาซื้อหาอาหารได้ โดยมีค่าใช้จ่ายคือเวลา เรียกได้ว่าถ้ามีบ้านอยู่ใกล้ทะเล หากไม่ขี้เกียจจนเกินไปนัก ก็ไม่มีทางอดตาย

อ่าวปากบาราเป็นแหล่งประมงของชาวบ้าน ๓ อำเภอ ๒๘ หมู่บ้าน มีเรือประมงพื้นบ้านประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ ลำ โดยเฉพาะในฤดูมรสุมที่ชาวประมงไม่สามารถออกเรือไปไกล ก็จะหาเลี้ยงครอบครัวอยู่ในอ่าวปากบารา อาศัยเกาะเขาใหญ่เป็นที่กำบังคลื่นลมตามธรรมชาติ มีสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญคือ ปลาทู ปลาเก๋า กุ้ง และปู

ความสำคัญของการประมงในจังหวัดสตูลนั้น ยืนยันชัดเจนจากสัดส่วนตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (gross provincial product) ที่การประมงคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ ๓๔.๔

ในซูเปอร์มาร์เกตแห่งนี้เองที่จะก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา ตามโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบาราระยะที่ ๑  เริ่มด้วยการถมทะเล สร้างสะพานเข้าท่าเรือขนาดสี่เลน (เข้าสองออกสอง) และทางรถไฟยื่นออกไปในทะเลเป็นระยะทาง ๔.๒ กิโลเมตร  ณ ปลายสุดของสะพานจะถมทะเลเป็นพื้นที่ราว ๑๙๘ ไร่ หรือ ๔๖๖,๙๘๐ ตารางเมตร ก่อสร้างเป็นท่าเทียบเรือสินค้าคอนเทนเนอร์สองท่า ความยาวหน้าท่ารวม ๗๕๐ เมตร ท่าเทียบเรือบริการ ความยาวหน้าท่า ๒๑๒ เมตร และลานสำหรับวางตู้คอนเทนเนอร์ขนาดประมาณ ๙๘,๐๐๐ ตารางเมตร เทียบได้คร่าว ๆ กับ ๑๕ สนามฟุตบอลมาตรฐาน จำนวนสองลาน ยังไม่นับรวมอาคารปฏิบัติการอีกหลายแห่ง และเขื่อนกั้นคลื่นทางทิศใต้และตะวันตกเฉียงใต้ยาว ๑,๗๐๐ เมตรกลางทะเล

ส่วนการพัฒนาระยะที่ ๒ จะก่อสร้างท่าเรือเพิ่มหลังจากดำเนินการได้ ๖ ปี โดยต่อเติมให้เป็นรูปตัวแอล ทำเป็นท่าเทียบเรือความยาว ๕๐๐ เมตร และการพัฒนาระยะที่ ๓ จะก่อสร้างท่าเรือเพิ่มหลังจากดำเนินการได้ ๑๒ ปี โดยต่อเติมให้เป็นรูปตัวยู ทำเป็นท่าเทียบเรือความยาว ๑,๐๐๐ เมตร

เพื่อการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกนี้ กรมเจ้าท่าได้ทำหนังสือขอเพิกถอนพื้นที่บางส่วนในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราคิดเป็นพื้นที่ ๔,๗๓๔ ไร่ และจำเป็นต้องขุดลอกทะเลบริเวณเขื่อนกันคลื่น บริเวณฐานคันหินล้อมพื้นที่ถมทะเล และขุดลอกร่องน้ำและแอ่งกลับลำเรือ ทำให้สูญเสียที่อยู่อาศัยของสัตว์หน้าดินกว่า ๑๕.๕ ล้านตารางเมตร และสูญเสียสัตว์หน้าดินประมาณ ๒,๖๐๐ ล้านตัวตามข้อมูลที่ระบุในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และยังต้องนำดินเลนปริมาตรราว ๑๐ ล้านลูกบาศก์เมตรจากการขุดลอกไปทิ้งในทะเล ห่างจากที่ตั้งโครงการไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๓๐ กิโลเมตร

การฟุ้งกระจายของตะกอนเลนอาจส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่ต้องใช้แสงในการสังเคราะห์อาหารอย่างแพลงก์ตอนพืชและสาหร่ายในตัวปะการัง สร้างความกังวลใจให้ชาวประมงและผู้ประกอบการท่องเที่ยวไม่น้อย  ยิ่งเมื่อเปิดใช้ท่าเรือน้ำลึก เรือเดินสมุทรขนาดยักษ์ต้องใช้เส้นทางเดินเรือร่วมกับเรือรับส่งนักท่องเที่ยวไปยังเกาะหลีเป๊ะ และทับซ้อนกับอู่ข้าวอู่น้ำของชาวประมงพื้นบ้าน

ความกังวลนี้ได้รับการตอบกลับอย่างเรียบง่ายในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมว่า การฟุ้งกระจายของตะกอนนั้นส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อระบบนิเวศ สัตว์หน้าดินที่สูญเสียไปส่วนใหญ่มีวงจรชีวิตสั้นและฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วตามธรรมชาติ  ส่วนแหล่งประมงนั้น กรมเจ้าท่าจะใช้งบประมาณ ๓๐ ล้านบาทสร้างแหล่งปะการังเทียมทดแทน

หากเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในโครงการปะการังเทียม ๓๐ ล้านบาท เงินสนับสนุนอุทยานแห่งชาติรวม ๑๖.๔ ล้านบาท และค่าดำเนินงานติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ๒๗.๓ ล้านบาท รวม ๗๓.๗ ล้านบาท กับเงินลงทุนในโครงการท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบาราทั้งสามระยะและค่าก่อสร้างทางรถไฟ ๓๕,๗๔๘ ล้านบาท คงบอกได้ชัดเจนว่าคุณค่าของระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชนนั้นมีมากน้อยเพียงใดในสายตาของเจ้าของโครงการ เพราะคิดเป็นเพียงร้อยละ ๐.๒ เท่านั้น

วันนี้อ่าวปากบารายังคงโอบอุ้มชุมชน เกาะเขาใหญ่ยืนตระหง่านกำบังลมมรสุมแก่ลูกทะเล ชาวสตูลยังหายใจคล่องปอด  แม้บางครั้งหัวใจจะเต้นผิดจังหวะเมื่อได้ยินท่านนายกรัฐมนตรีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศเดินหน้าท่าเรือน้ำลึกปากบารา และขอความร่วมมือว่าอย่าคัดค้าน

แต่จะบังคับให้พวกเขานิ่งดูดายได้อย่างไร ในเมื่อทุกเช้าค่ำ ชาวปากน้ำยังต้องพึ่งพิงทะเลปากบารา




ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com



Pages: 1 2 3 4






หน้า: 1 2 3 4

อังคาร-เก็บตกจากลงพื้นที่ บางเรื่องที่ไม่ได้เขียนลงสารคดี...จากการลงพื้นที่ภาคสนาม ภาพ : ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล ปลายปีที่ผ่านมา ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีระเบิดแก่งแม่น้ำโขงว่า จีนพร้อมจะพิจารณายกเลิกหรือปรับปรุงโครงการ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับคนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ ถือเป็นการมอบขวัญปีใหม่ให้คนไทย สร้างความงุนงงสงสัยให้กับผู้ที่ติดตามข่าวเป็นอย่างมาก
สัมภาษณ์  : สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ ถ่ายภาพ  : ประเวช ตันตราภิรมย์ “มายาคติด้านพลังงานเรื่องไหนร้ายแรงที่สุด” เป็นคำถามที่ผมไม่ต้องรอคำตอบจากหญิงสาวตรงหน้า เพราะเธอสวนกลับแทบทันทีว่า “เยอะมาก !” ตามด้วยคำอธิบายที่พรั่งพรูมาราวกับสายน้ำ สฤณี อาชวานันทกุล คือสาวไฮเปอร์ระดับตัวแม่ เธอมีหลายสิบภาคในตัวเอง ทั้งนักเขียน นักแปล ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า สำนักพิมพ์ openworld เจ้าของสำนักพิมพ์ชายขอบ จัดพิมพ์หนังสือแนวบทกวี (งานเขียนที่เธอชื่นชอบ) นักเล่นบอร์ดเกมมือวางอันดับ ๑ (แทบไม่มีสัปดาห์ไหนที่เธอไม่เล่น) ไปจนถึงภาคนักเคลื่อนไหว ถ้ายังจำกันได้ ก่อนหน้านี้เธอเป็นแถวหน้าในการคัดค้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ยากจะจินตนาการว่าใน ๑ วันเธอแบ่งภาคทำกิจกรรมอะไรบ้าง แต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ผมขอแทรกเวลาในเย็นวันหนึ่ง เพื่อนัดคุยกับเธอในภาคนักวิชาการสายเศรษฐศาสตร์ และหัวเรือใหญ่คนหนึ่งของบริษัทป่าสาละ จำกัด ที่นิยามตนเองว่าเป็นบริษัท “ปลูกธุรกิจที่ยั่งยืน” แห่งแรกในประเทศไทย เน้นการจัดทำงานวิจัย การอบรม และจัดสัมมนาเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้าน “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” หรือ sustainable development ซึ่งกำลังเป็นคำฮอตฮิต หลังจากที่สหประชาชาติได้ประกาศเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ๑๗ ข้อ (sustainable development goals หรือ SDGs 17) เมื่อปี ๒๕๕๘ ทำให้รัฐบาลไทยกำหนดเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ รวมทั้งนายกรัฐมนตรียังเสนอปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางของการพัฒนาอย่างยั่งยืนไว้ในเวทีการประชุมระดับโลก ล่าสุดในช่วงประเด็นร้อนของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ สฤณีโพสต์ลิงก์ให้ดาวน์โหลดฟรีพีดีเอฟของหนังสือชื่อ มายาคติพลังงาน ที่จัดทำโดยบริษัทป่าสาละ จำกัด (เขียนโดย สฤณี อาชวานันทกุล ณัฐเมธี สัยเวช และ สุณีย์ ม่วงเจริญ) ในเล่มรวมคำถามคำตอบที่พยายามให้ตรรกะ วิธีคิด พร้อมข้อมูล ที่จะทลายมายาคติหลายเรื่องเกี่ยวกับการจัดการพลังงานในประเทศไทย เช่น ตกลงเมืองไทยรวยน้ำมันไหม ค่าไฟต้องแพงไหม นิวเคลียร์ถูกจริงไหม พลังงานแสงอาทิตย์แพงจริงไหม (สนใจดาวน์โหลดได้ ที่นี่ “ถ้าจะพูดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน เราต้องพูดถึงการจัดการพลังงานด้วย เพราะพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนทุกสิ่งอย่าง และไม่มีทางที่เราจะพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนด้วยการใช้พลังงานสกปรก” เธอย้ำ การคุยกับหญิงสาวมากพลังครั้งนี้จึงพัลวันกันหลายหัวข้อโดยมี “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เป็นแกนหลักใจกลางความยุ่งเหยิง
อังคาร-เก็บตกจากลงพื้นที่ บางเรื่องที่ไม่ได้เขียนลงสารคดี...จากการลงพื้นที่ภาคสนาม เทศกาลลอยกระทงได้รับความนิยมจากคนไทยไม่น้อยไปกว่าเทศกาลวันวาเลนไทน์ ปีใหม่ หรือสงกรานต์ (ภาพ : ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล)   วันเพ็ญเดือน ๑๒ ของทุกปี น่าจะเป็นหนึ่งในวันสำคัญที่คนไทยหลายคนเฝ้ารอ ไม่น้อยไปกว่าเทศกาลวาเลนไทน์ วันปีใหม่
อังคาร-เก็บตกจากลงพื้นที่ บางเรื่องที่ไม่ได้เขียนลงสารคดี...จากการลงพื้นที่ภาคสนาม เส้นทางศึกษาธรรมชาติบนยอดมออีหืด  ถ้าหากมีการสร้างเขื่อนแม่วงก์  เขาลูกนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของผนังกั้นน้ำ วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๐ น่าจะเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในประวัติศาสตร์โครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ซึ่งมีอายุยาวนานมากกว่าสามสิบปี ไม่ว่าสำหรับผู้ที่มีความเห็นคัดค้านหรือสนับสนุนเขื่อนนี้ เมื่อกรมชลประทานในฐานะเจ้าของโครงการยื่นหนังสือถึงสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ขอถอนรายงาน EHIA
อังคาร-เก็บตกจากลงพื้นที่ บางเรื่องที่ไม่ได้เขียนลงสารคดี...จากการลงพื้นที่ภาคสนาม ปลาสดๆ จากป่าชายเลนและคลองตูหยง ขุมทรัพย์น้ำกร่อยแห่งทะเลเทพา (ภาพ : ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล) ชายหาดปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา จะกลายเป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน ๒,๒๐๐ เมกกะวัตต์