ส.ค.ม. – จากบรรณาธิการ ฉบับที่ 394

มกราคม 12, 2018 
0


ถึงช่วงสิ้นปีเก่า ขึ้นปีใหม่ ก็นึกถึง ส.ค.ส. - ส่งความสุข

ขอให้สมหวัง ขอให้ฝันเป็นจริง ขอให้มีความสุข

ว่าแต่ “ความสุข” คืออะไร

บางคนว่าคือความรู้สึกดี ๆ เมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการ  บางคนขอแค่ว่าถ้าไม่มีทุกข์ ก็ถือว่าสุขแล้ว

ชีวิตที่ไม่มีความสุขหรือถึงกับเป็นทุกข์ ก็เพราะสิ่งที่อยากได้ยังไม่ได้ หรือกลับต้องได้ในสิ่งที่ไม่อยากได้

ใคร ๆ ก็อยากได้ชีวิตที่มีแต่ความสุข เราไขว่คว้าหาความสุขทุกวัน โดยเฉพาะความสุขชั่วขณะจากรูปรสภายนอก กินอาหารอร่อย ๆ มีรถสวย ๆ มีนาฬิกาหรู ๆ และมีเงินในกระเป๋ามาก ๆ

แต่งานวิจัยชิ้นหนึ่งกลับพบว่า ชีวิตไม่ได้ต้องการแค่ความสุข ชีวิตยังต้องการ “ความหมาย”

เอมิลี เอสฟาฮานี สมิท (Emily Esfahani Smith) นักจิตวิทยาที่สำรวจชีวิตคนอเมริกันทั่วประเทศ พบว่า แม้จะมีความสุข แต่คนจำนวนมากยังเต็มไปด้วยความรู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง อ้างว้างและโดดเดี่ยว  ขณะที่อัตราการฆ่าตัวตายทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นมากแม้ในประเทศที่คุณภาพชีวิตสูงเกินมาตรฐาน

เพราะชีวิตขาด “ความหมาย” ไม่ใช่เพราะขาดความสุข

เธอบอกว่าชีวิตที่มีความหมายต่างจากชีวิตที่มีความสุข  “ความสุข” เป็นเรื่องของการขวนขวายให้ “ได้รับ” ความรู้สึกพึงพอใจชั่วประเดี๋ยวประด๋าว แต่ “ความหมาย” เป็นเรื่องของการ “ให้” และการสร้าง “คุณค่า” ในตัวเราเองที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกว่า

จากการวิจัยเธอสรุปว่า สิ่งที่ค้ำจุนให้ชีวิตมีความหมายแจกแจงได้สี่อย่าง เหมือนสี่เสาหลักของบ้าน

“การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม” - ความผูกพัน ความสัมพันธ์ ความรัก ที่มีต่อครอบครัว เพื่อนฝูง ชุมชน กลุ่มกิจกรรม ฯลฯ

“การมีเป้าหมายเพื่อผู้อื่น” - การใช้ศักยภาพของเราเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น พ่อแม่ที่ทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงลูก พี่ตูนที่วิ่งเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาล พยาบาลที่ช่วยดูแลคนไข้ ฯลฯ  สิ่งนี้ให้คำตอบว่า “ทำไม” เราถึงยังต้องดำเนินชีวิตต่อไป

“สภาวะลืมตัวตน” - transcendence เป็นสภาวะที่ตัวเรากับสิ่งที่กำลังทำตรงหน้าหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน หรือเรียกได้ว่าการมีสติและสมาธิกับสิ่งที่ทำอย่างสูง  อาจเกิดขึ้นขณะที่กำลังอ่านหนังสือ ทำสวน วาดรูป สวดมนต์ ฯลฯ  ประสบการณ์ของสภาวะลืมตัวตนช่วยให้ตระหนักถึงการเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา

เสาสุดท้ายคือ “การเล่าเรื่องชีวิตของเราเอง” - ความหมายของชีวิตขึ้นอยู่กับเรื่องราวที่เราเล่าเกี่ยวกับชีวิตตัวเราเอง เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง ผ่านเหตุการณ์และประสบการณ์ทั้งหลายกว่าจะเป็นตัวเราในวันนี้  แต่สิ่งสำคัญกว่าคือเราเล่าเรื่องชีวิตในวันข้างหน้าอย่างไร  ชีวิตที่ผ่านมาอาจไร้ความหมาย อาจประสบอุปสรรคและปัญหาหนักหน่วง แต่คนที่สามารถพลิกมุมมองด้านบวก ตั้งเป้าหมาย และวาดภาพชีวิตใหม่ ก็อาจเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตกลับมามีความหมาย เต็มเปี่ยมด้วยความสุขลึกซึ้งภายใน ซึ่งแตกต่างจากความสุขที่ได้รับจากสิ่งภายนอก

สารคดี ฉบับนี้จึงขอส่งท้ายปีเก่าด้วยการ “เล่าเรื่องชีวิต” ของผู้คนหลากหลายที่ล้วนมีเป้าหมายเพื่อผู้อื่น และสร้างความเปลี่ยนแปลงสู่การดำเนินชีวิตที่มีความหมาย

ลาก่อนปีเก่า สวัสดีปีใหม่ และขอ ส.ค.ม. - ส่ง “ความหมาย” แทน ส.ค.ส. ถึงคุณผู้อ่านที่รักทุกท่าน และหวังว่าจะเพลิดเพลินกับการอ่านจนเข้าสู่สภาวะทรานส์เซนเดนซ์กันนะครับ

สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ
บรรณาธิการบริหารนิตยสาร สารคดี
[email protected]

อำลาค่ายสารคดี #๑๔ วิชาสารคดี ๑๐๑ ศาสตร์ ศิลป์ เคล็ดวิธี ว่าด้วยการเขียนสารคดี ภาพโดย ณัฐพล สุวรรณภักดี สิ่งที่จะพูดใน ๑๐ นาทีนี้ ใช้เวลาเขียน ๔
วรรคทอง หมัดฮุคในงานเขียน วิชาสารคดี ๑๐๑ ศาสตร์ ศิลป์ เคล็ดวิธี ว่าด้วยการเขียนสารคดี อาจไม่ถึงกับต้องจงใจนั่งปั่นสรรคำ แต่การคิดอย่างลึกซึ้ง ตกผลึกทางความคิดให้ได้ ผ่านใจออกมาเป็นถ้อยคำ นั่นล่ะเรียกได้ว่าเป็นวรรคทองในเรื่องได้ เป็นบางบรรทัด บางประโยค ที่จะเสริมน้ำหนักให้ตัวเรื่อง
คิดถึงเขาไหม ตามหาคนในความทรงจำ เรายังคิดถึงเขาไหม เรื่อง ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล ภาพ วิจิตต์ แซ่เฮ้ง ยุครุ่งโรจน์ของ “ต๋อง ศิษย์-ฉ่อย” อยู่ในช่วงทศวรรษ ๒๕๓๐ เขา “เทิร์นโปร” (turn pro) ขึ้นสู่ระดับอาชีพด้วยอายุเพียง ๑๙ ปี จากนั้นใช้เวลาเพียง ๓-๔ ปี ก็สามารถติดอันดับ ๑ ใน ๑๖ ของโลก  และเมื่อถึงฤดูกาลแข่งขัน ๒๕๓๗-๒๕๓๘ ต๋องก็ขึ้นชั้นเป็นมือวางอันดับ ๓ ของโลก ฉากการทำ “แมกซิมัมเบรก” (maximum break) ในรายการบริติชโอเพน ประเทศอังกฤษ เมื่อปี ๒๕๓๕ ยังได้รับการกล่าวขวัญกันมาจนวันนี้  เมื่อเขา “ตบแดง-กินดำ-ตบแดง-กินดำ” จนลูกหมดโต๊ะในไม้เดียว และโกยแต้มสูงสุดไปถึง ๑๔๗ แต้ม “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” มีชื่อจริงว่า วัฒนา ภู่โอบอ้อม เติบโตมาในครอบครัวที่ประกอบกิจการโต๊ะสนุกเกอร์  มีพ่อเป็นนักสนุกเกอร์ฉายา “ฉ่อย ซู่ซ่าส์”  เขาหัดแทงสนุกเกอร์ตั้งแต่หัวสูงไม่ถึงโต๊ะสักหลาด ต้องใช้ลังเครื่องดื่มมาวางต่อให้ยืนถึงเพื่อแทงลูก หลังฉายแววโดดเด่น กวาดแชมป์ทุกรายการในประเทศ  ต๋องออกเดินทางสู่อังกฤษ ฝึกปรือ ใช้ชีวิต สร้างชื่อเสียงโด่งดังจากการเป็นนักสนุกเกอร์เอเชียคนแรกที่ประสบความสำเร็จในการเล่นระดับอาชีพ



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

อำลาค่ายสารคดี #๑๔ วิชาสารคดี ๑๐๑ ศาสตร์ ศิลป์ เคล็ดวิธี ว่าด้วยการเขียนสารคดี ภาพโดย ณัฐพล สุวรรณภักดี สิ่งที่จะพูดใน ๑๐ นาทีนี้ ใช้เวลาเขียน ๔
วรรคทอง หมัดฮุคในงานเขียน วิชาสารคดี ๑๐๑ ศาสตร์ ศิลป์ เคล็ดวิธี ว่าด้วยการเขียนสารคดี อาจไม่ถึงกับต้องจงใจนั่งปั่นสรรคำ แต่การคิดอย่างลึกซึ้ง ตกผลึกทางความคิดให้ได้ ผ่านใจออกมาเป็นถ้อยคำ นั่นล่ะเรียกได้ว่าเป็นวรรคทองในเรื่องได้ เป็นบางบรรทัด บางประโยค ที่จะเสริมน้ำหนักให้ตัวเรื่อง
คิดถึงเขาไหม ตามหาคนในความทรงจำ เรายังคิดถึงเขาไหม เรื่อง ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล ภาพ วิจิตต์ แซ่เฮ้ง ยุครุ่งโรจน์ของ “ต๋อง ศิษย์-ฉ่อย” อยู่ในช่วงทศวรรษ ๒๕๓๐ เขา “เทิร์นโปร” (turn pro) ขึ้นสู่ระดับอาชีพด้วยอายุเพียง ๑๙ ปี จากนั้นใช้เวลาเพียง ๓-๔ ปี ก็สามารถติดอันดับ ๑ ใน ๑๖ ของโลก  และเมื่อถึงฤดูกาลแข่งขัน ๒๕๓๗-๒๕๓๘ ต๋องก็ขึ้นชั้นเป็นมือวางอันดับ ๓ ของโลก ฉากการทำ “แมกซิมัมเบรก” (maximum break) ในรายการบริติชโอเพน ประเทศอังกฤษ เมื่อปี ๒๕๓๕ ยังได้รับการกล่าวขวัญกันมาจนวันนี้  เมื่อเขา “ตบแดง-กินดำ-ตบแดง-กินดำ” จนลูกหมดโต๊ะในไม้เดียว และโกยแต้มสูงสุดไปถึง ๑๔๗ แต้ม “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” มีชื่อจริงว่า วัฒนา ภู่โอบอ้อม เติบโตมาในครอบครัวที่ประกอบกิจการโต๊ะสนุกเกอร์  มีพ่อเป็นนักสนุกเกอร์ฉายา “ฉ่อย ซู่ซ่าส์”  เขาหัดแทงสนุกเกอร์ตั้งแต่หัวสูงไม่ถึงโต๊ะสักหลาด ต้องใช้ลังเครื่องดื่มมาวางต่อให้ยืนถึงเพื่อแทงลูก หลังฉายแววโดดเด่น กวาดแชมป์ทุกรายการในประเทศ  ต๋องออกเดินทางสู่อังกฤษ ฝึกปรือ ใช้ชีวิต สร้างชื่อเสียงโด่งดังจากการเป็นนักสนุกเกอร์เอเชียคนแรกที่ประสบความสำเร็จในการเล่นระดับอาชีพ