เงียบ – จากบรรณาธิการ ฉบับที่ 406

มกราคม 3, 2019 
0


ภาพจาก : https://www.penguinrandomhouse.ca/authors/2023279/erling-kagge

ภาพถ่ายของผู้เขียนบนหน้าท้ายๆ ของหนังสือชื่อ Silence* แสดงถึงใบหน้าของชายผู้มุ่งมั่นกับแววตาลึกซึ้ง

อาลิงก์ ค็อกยัก (Erling Kagge) เป็นชาวนอร์เวย์ บนหน้าประวัติสั้น ๆ อันน่าทึ่งบอกว่า เขาเป็นนักสำรวจคนแรกที่เดินกว่า ๘๐๐ ไมล์ตามลำพัง เพื่อไปถึงขั้วโลกใต้ และเป็นคนแรกที่พิชิตสามขั้วโลก คือ ขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ และยอดเขาเอเวอเรสต์
สิ่งสำคัญที่ค็อกยักค้นพบและพยายามนำมาบอกเล่า ไม่ใช่ประสบการณ์เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต หรือความท้าทายของการผจญภัยในดินแดนสุดทุรกันดาร

แต่คือ “ความเงียบ”

“แอนตาร์กติกา เป็นสถานที่ที่เงียบที่สุดที่ผมเคยอยู่…ในภูมิประเทศราบเรียบที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้ไม่มีเสียงมนุษย์ใดนอกจากเสียงที่เกิดจากผม

“โดดเดี่ยวบนพื้นน้ำแข็งและเวิ้งว้างในความว่างเปล่าขาวโพลน ผมสามารถได้ยินและรู้สึกถึงความเงียบ”

สัมผัสความเงียบที่ค็อกยักเล่าถึง ทำให้ผมนึกถึงความรู้สึกขณะยืนมองทิวทัศน์ยอดเขาสลับซับซ้อนบนจุดชมวิวของอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่งในวันที่ปราศจากนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน

ทุกสิ่งเงียบสงัด ขณะแสงอาทิตย์ค่อย ๆ จับขอบฟ้า มีเพียงเสียงลมหายใจของเราที่พ่นผ่านความหนาว

ความรู้สึกพิเศษชั่วขณะที่เหมือนเวลาจะหยุดเดินนั้น มักทำให้เรารู้สึกแปลกแยกเสมอในวันแรก ๆ เมื่อต้องกลับมาใช้ชีวิตประจำวันในเมืองใหญ่ ท่ามกลางการเคลื่อนไหวและเสียงอึกทึกมากมาย ก่อนจะปรับตัวให้เข้ากับเสียงรอบตัว จนกลายเป็นว่าขาดเสียง
ไม่ได้

ระหว่างเดินทาง เราต้องใส่หูฟัง เปิดเพลง หรือฟังรายการข่าวในสถานที่ต่าง ๆ หากไม่มีเสียงเพลงเปิดบรรเลงคลอเบา ๆ เราอาจบ่นว่าที่นี่เงียบอย่างกับป่าช้า

ความเงียบกลายเป็นสภาวะที่เรารู้สึกอึดอัด และอยากหลีกหนี

“ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์เกิดจากการที่มนุษย์ไม่สามารถนั่งเงียบ ๆ คนเดียวในห้องได้”

ค็อกยักอ้างถึงคำกล่าวของปาสกาล และยกตัวอย่างการวิจัยที่ให้คนอยู่ตามลำพังคนเดียวในห้องเป็นเวลา ๑๐-๑๕ นาทีโดยไม่มีเสียงเพลง ไม่มีหนังสือให้อ่าน ไม่ให้ขีดเขียน หรือใช้สมาร์ตโฟน แต่สามารถกดปุ่มชอร์ตไฟฟ้าตัวเองได้
ผลลัพธ์คือมีหลายคนที่กดปุ่มชอร์ตไฟฟ้าตัวเอง แทนการต้องนั่งเงียบ ๆ อยู่เป็นเวลา ๑๕ นาที

“เราหนีจากตัวเองอยู่เสมอ”

ผู้คนมักขวนขวายหาสิ่งต่าง ๆ ทำอยู่ตลอดเวลา เพื่อกลบเสียงจากภายใน ความจริงที่เราไม่อยากเผชิญ หรือความรู้สึกเบื่อหน่าย แต่การดิ้นรนนี่เองที่ทำให้เราประสบปัญหา เพราะที่สุดแล้วเราจะไม่มีวันพบกับความพึงพอใจ

ค็อกยักบอกว่าแท้จริงแล้วความเงียบเป็นเพื่อน และได้มาฟรี ๆ โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงขั้วโลกใต้ เราอาจค้นพบความเงียบได้ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะในระหว่างการวิ่ง เดิน ทำอาหาร อ่านหนังสือ ทำงาน เต้นรำ หรืออาบน้ำ ความเงียบช่วยให้เรารู้สึกเต็มเปี่ยมกับประสบ-การณ์ตรงที่เรากำลังทำ และทำให้แต่ละช่วงเวลาของชีวิตมีความสำคัญ
“จงสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด คุณไม่ต้องทำอะไรมากนักเพื่อเข้าใจความเงียบ… จงเดินตามหนทางของคุณเอง มันจะช่วยให้คุณพบเจอความเงียบได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิดหรือเชื่อ…”

ชายผู้เดินทางไกลตามลำพังไปถึงดินแดนสุดขอบโลก พบว่าความลับของโลกซ่อนอยู่ในความเงียบ

คุณผู้อ่านก็อาจค้นพบความสงบสุขในความเงียบได้เช่นกันครับ

สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ
บรรณาธิการบริหารนิตยสาร สารคดี
[email protected]

เชิงอรรถ

  • #ชอปช่วยชาติ หนังสือ เงียบ Silence In the Age of Noise
    แปลโดย วรรธนา วงษ์ฉัตร จัดพิมพ์โดย OMG BOOKS
(*ดัดแปลงจากบทอ่านบนเวทีช่วงจุดประกายความคิด งานประกวดวรรณกรรมรางวัล “วรรณศิลป์อุชเชนี” ครั้งที่ ๒ วันเสาร์ที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๑) ที่บ้านผมปลูกต้นปีบไว้ต้นหนึ่ง ตอนปลูกก็ไม่รู้หรอกว่าจากต้นกล้าเล็ก ๆ ในกระถางมันจะเติบโตจนเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่  ผ่านไป๒๐ ปีตอนนี้มันสูงกว่า ๑๐ เมตร ลำต้นเปลือกหนามีร่องขรุขระอย่างกับผิวจระเข้ แต่เวลาออกดอกดอกปีบสวยงามราวกับนางฟ้าสีขาว ก้านเรียวยาว กลีบดอกบางน่าทะนุถนอม แถมยังมีกลิ่นหอมรื่น ๆ ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับลำต้นที่ดูหยาบกร้าน ผมปลูกต้นปีบไว้ติดกับกำแพงบ้าน เวลาดอกปีบนับพันบนต้นร่วง จึงร่วงลงทั้งสองฝั่งของกำแพง  ฝั่งนอกบ้านคือพื้นปูนคอนกรีตของถนนในซอย ฝั่งในบ้านคือสวนเล็ก ๆ เรื่องเศร้าคือดอกปีบที่ร่วงลงพื้นปูนคอนกรีตที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นขยะ และสำหรับพนักงานกวาดถนนมันคือภาระที่เกินกว่าการงานปรกติ แต่สำหรับพื้นดินในสวนเล็ก ๆ ดอกปีบคือปุ๋ยชั้นดีที่จะถูกต้นปีบเองดูดซับขึ้นไปเป็นส่วนหนึ่งของกิ่ง ก้าน ลำต้น หรือแม้แต่เป็นดอกปีบที่จะผลิบานใหม่ ผมเรียนรู้จากการชื่นชมความงามของดอกปีบร่วงว่า ความหมายของนางฟ้าสีขาวนั้นไม่ได้ถูกนิยามด้วยตัวของมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่มันมีความสัมพันธ์ สำหรับดินในสวนดอกปีบมีความหมาย งอกงาม เติบโต และแปรเปลี่ยน เป็นวัฏจักรที่มีคุณค่าแต่มันจะไร้ค่าและไม่มีความหมายใด ๆ กับพื้นหินแข็งกระด้างที่มีแต่ความเฉยเมย เม็ดทรายก็ไม่ต่างกัน หากเรากอบเม็ดทรายจากหาดทรายขาวมาเทกระจายบนโต๊ะกินข้าว มันคือความสกปรกเลอะเทอะ แต่เม็ดทรายที่อยู่บนชายหาดนั้นมีคุณค่ามหาศาล เชื่อไหมครับว่า ถ้าเรามีแว่นขยายพิเศษ ส่องดูรอยบุ๋มบนผิวเม็ดทรายทุกเม็ด เราจะเห็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ชุมนุมกันอย่างยั้วเยี้ย เจ้าสิ่งนี้คือแบคทีเรียซึ่งมีหลากหลายนับพัน ๆ ชนิด และมีจำนวนนับแสนตัวบนเม็ดทรายเพียงหนึ่งเม็ด ถามว่าพวกมันมาทำอะไรอยู่บนเม็ดทราย
ผมเคยมีญาติใกล้ชิดที่เสียชีวิตเพราะติดเหล้า และยังมีเพื่อนที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งปอดเพราะติดบุหรี่ การติดเหล้าติดบุหรี่ หรือติดยาเสพติดร้ายแรงอื่น ๆ ถูกฝังในความเข้าใจเรามาตลอดว่าเป็นเรื่องพฤติกรรมส่วนบุคคล อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะฤทธิ์ยาเสพติด แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เราก็มองหรือมีภาพของคนติดยาคนเสพยา ว่าเป็นคนไม่ดี และถึงขั้นคนร้าย และแน่นอนคนทั่วไปอย่างเราควรอยู่ให้ห่างๆ  ห่างทั้งคนติดยาและยาเสพติด การแก้ไขปัญหายาเสพติดตลอดเวลาหลายสิบปีของทางการจึงเป็นการปราบปราม จับกุม ลงโทษ  ทั้งคนเสพยา คนติดยา ถูกรวมเป็นอาชญากรเหมือนผู้เกี่ยวข้องในขบวนการค้ายาเสพติด คำถามคือการจับกุมลงโทษจะทำให้ผู้เสพยาหรือติดยาหยุดการเสพยาหรือหายจากการติดยาได้หรือไม่ คำตอบนั้นน่าจะพอเดากันได้ไม่ยาก ข้อมูลปี ๒๕๖๑ ระบุว่าประเทศไทยมีผู้ต้องโทษในคดียาเสพติดกว่า ๒ แสนคน และแม้จะมีพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕  แต่ผู้ติดยาก็ยังเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายและกระบวนการฟื้นฟูก็มีลักษณะของการบังคับมากกว่าความสมัครใจ ทำให้การฟื้นฟูยากจะประสบความสำเร็จ หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองของคนในสังคมและกฎหมายว่าผู้ติดยาเสพติดคือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการช่วยเหลือและรักษา ไม่ใช่อาชญากร ซึ่งหลายประเทศกำลังขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาผู้เสพยาเสพติดด้วยนโยบายตามแนวทางนี้ ขณะที่ข้อมูลใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสมองและวิวัฒนาการได้ช่วยเปิดเผยสาเหตุการติดยาเสพติดว่าไม่ใช่เรื่องของพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่ถือเป็น “โรคเรื้อรัง” อย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับโรคเบาหวาน มะเร็ง หรือโรคหัวใจ สาเหตุนั้นมาจากปัจจัยที่ผสมผสานกัน ทั้งปัจจัยด้านประสาทชีววิทยา จิตวิทยา สังคม และพันธุกรรม ไม่ว่าผู้ติดยาจะเริ่มเสพยาด้วยเหตุผลอะไร แต่ผลของยาเสพติดคือการเพิ่มขึ้นของสารเคมีในสมองที่ชื่อว่าโดปามีน (dopamine) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกมีความสุข และเป็นสารสำคัญในวงจรสมองส่วนระบบการให้รางวัล เพื่อให้คนเราดำเนินกิจกรรมที่จำเป็นต่อการมีชีวิตรอด เช่น การกินอาหาร หรือการมีเพศสัมพันธ์
ไม่กี่วันก่อนมีเพื่อนถามว่า เหตุบังเอิญมีจริงไหม หรือทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นเพราะมีเหตุผลรองรับ ๒๔๖๑ คงเป็นปีสามัญธรรมดาของเด็กหลายคนที่เกิดปีนั้น แต่เมื่อ ๑ ศตวรรษผ่านไป คือวาระ ๑๐๐ ปีชาตกาลของนักเขียนหลายคน บังเอิญไหมที่ผลงานของพวกเขาส่วนใหญ่กลายเป็นหมุดหมายของวงวรรณกรรม วงวิชาการ และวงการเพลงช่วง ๔๐-๗๐ ปีก่อน จะเป็นเพราะเหตุของการเกิดปีเดียวกัน มีผลงานร้อนแรงในวัยหนุ่มใหญ่ไล่เลี่ย หรือด้วยบริบทสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง หล่อหลอมเส้นทางนักคิดนักเขียนให้แก่พวกเขา คงต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์หาคำตอบ ในฐานะนักอ่าน ผมพบปะพวกท่านผ่านตัวอักษรซึ่งส่งอิทธิพลทางความคิดต่อผู้คนในยุคสมัยหนึ่งไม่มากก็น้อย แต่ในฐานะบรรณาธิการ ผมมีโอกาสพบนักเขียนรุ่น ๒๔๖๑ เพียงท่านเดียว คือคุณชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ พร้อมกับคุณดำรงค์ แสงชูวงศ์ เพื่อนสนิทของคุณชาลี  จำได้เพียงว่าเพื่อนตายคู่นี้บุคลิกแตกต่างกันสิ้นเชิง  ขณะที่คุณชาลีร่างเล็กผอมบาง เป็นฝ่ายเล่าเรื่องนำสนทนา คุณดำรงค์ร่างหนาบึกบึนสมบุกสมบัน พูดน้อยคำต่อคำ แม้จะไม่มีโอกาสทำงานร่วมกับรุ่น ๒๔๖๑ แต่ผมมามีโอกาสร่วมงานกับนักเขียนที่เกิดถัดมาอีก ๒ ปี หรือรุ่น ๒๔๖๓ ถึงสามท่าน คือ คุณอาสุรพงษ์ บุนนาค คุณตาสรศัลย์ แพ่งสภา และคุณอาพลตรี ถาวร ช่วยประสิทธิ์ (ผมขอเรียกคุณอาหรือคุณตาตามความคุ้นเคยที่มีกับแต่ละท่านนะครับ) ทั้งสามท่านเขียนงานแนวสารคดีบันทึกประวัติศาสตร์ที่อ่านเพลินอ่านสนุก ให้ภาพสังคมยุคอดีตแจ่มชัด คุณอาสุรพงษ์สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ สามารถเล่าบรรยายเหตุการณ์การรบในยุทธภูมิต่าง ๆ ทั้งสมรภูมิบนบกและในท้องทะเล ให้เห็นเลือดเห็นเนื้อราวกับฉากในภาพยนตร์  ผลงานสร้างชื่อของท่าน มีเช่น ทะเลเดือด  ทะเลโหด  สงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุทธการพลิกโลก  เรียกว่าถ้าสมัยก่อนมีรายการแฟนพันธุ์แท้ คุณอาต้องเป็นตัวเต็งหนึ่งของหัวข้อสงครามโลกครั้งที่ ๒  นอกจากนี้ยังเขียนชีวประวัติของศิลปินกลุ่มอิมเพรสชันนิสม์ในหนังสือ ชีวิตศิลปิน และนักดนตรีคลาสสิกใน ดนตรีแห่งชีวิต  ผลงานส่วนใหญ่เป็นต้นฉบับขนาดหนาปึกหลายร้อยหน้า เขียนนานเป็นปี ๆ กว่าจะเสร็จ แต่ละเล่มใช้เวลาค้นคว้าอ่านตำราภาษาอังกฤษ พร้อมกับประสบการณ์ที่ได้เดินทางซึมซับบรรยากาศบ้านเมืองมาทั่วโลก คุณตาสรศัลย์ใช้นามปากกาว่า “ฒ. ผู้เฒ่า” เขียนเรื่องเล่าเมืองไทยเป็นตอน ๆ ลงใน ต่วย’ตูน ก่อนจะมาพิมพ์รวมเล่ม  ผลงานเป็นที่จดจำ เช่น ราตรีประดับดาวที่หัวหิน



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

(*ดัดแปลงจากบทอ่านบนเวทีช่วงจุดประกายความคิด งานประกวดวรรณกรรมรางวัล “วรรณศิลป์อุชเชนี” ครั้งที่ ๒ วันเสาร์ที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๑) ที่บ้านผมปลูกต้นปีบไว้ต้นหนึ่ง ตอนปลูกก็ไม่รู้หรอกว่าจากต้นกล้าเล็ก ๆ ในกระถางมันจะเติบโตจนเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่  ผ่านไป๒๐ ปีตอนนี้มันสูงกว่า ๑๐ เมตร ลำต้นเปลือกหนามีร่องขรุขระอย่างกับผิวจระเข้ แต่เวลาออกดอกดอกปีบสวยงามราวกับนางฟ้าสีขาว ก้านเรียวยาว กลีบดอกบางน่าทะนุถนอม แถมยังมีกลิ่นหอมรื่น ๆ ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับลำต้นที่ดูหยาบกร้าน ผมปลูกต้นปีบไว้ติดกับกำแพงบ้าน เวลาดอกปีบนับพันบนต้นร่วง จึงร่วงลงทั้งสองฝั่งของกำแพง  ฝั่งนอกบ้านคือพื้นปูนคอนกรีตของถนนในซอย ฝั่งในบ้านคือสวนเล็ก ๆ เรื่องเศร้าคือดอกปีบที่ร่วงลงพื้นปูนคอนกรีตที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นขยะ และสำหรับพนักงานกวาดถนนมันคือภาระที่เกินกว่าการงานปรกติ แต่สำหรับพื้นดินในสวนเล็ก ๆ ดอกปีบคือปุ๋ยชั้นดีที่จะถูกต้นปีบเองดูดซับขึ้นไปเป็นส่วนหนึ่งของกิ่ง ก้าน ลำต้น หรือแม้แต่เป็นดอกปีบที่จะผลิบานใหม่ ผมเรียนรู้จากการชื่นชมความงามของดอกปีบร่วงว่า ความหมายของนางฟ้าสีขาวนั้นไม่ได้ถูกนิยามด้วยตัวของมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่มันมีความสัมพันธ์ สำหรับดินในสวนดอกปีบมีความหมาย งอกงาม เติบโต และแปรเปลี่ยน เป็นวัฏจักรที่มีคุณค่าแต่มันจะไร้ค่าและไม่มีความหมายใด ๆ กับพื้นหินแข็งกระด้างที่มีแต่ความเฉยเมย เม็ดทรายก็ไม่ต่างกัน หากเรากอบเม็ดทรายจากหาดทรายขาวมาเทกระจายบนโต๊ะกินข้าว มันคือความสกปรกเลอะเทอะ แต่เม็ดทรายที่อยู่บนชายหาดนั้นมีคุณค่ามหาศาล เชื่อไหมครับว่า ถ้าเรามีแว่นขยายพิเศษ ส่องดูรอยบุ๋มบนผิวเม็ดทรายทุกเม็ด เราจะเห็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ชุมนุมกันอย่างยั้วเยี้ย เจ้าสิ่งนี้คือแบคทีเรียซึ่งมีหลากหลายนับพัน ๆ ชนิด และมีจำนวนนับแสนตัวบนเม็ดทรายเพียงหนึ่งเม็ด ถามว่าพวกมันมาทำอะไรอยู่บนเม็ดทราย
ผมเคยมีญาติใกล้ชิดที่เสียชีวิตเพราะติดเหล้า และยังมีเพื่อนที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งปอดเพราะติดบุหรี่ การติดเหล้าติดบุหรี่ หรือติดยาเสพติดร้ายแรงอื่น ๆ ถูกฝังในความเข้าใจเรามาตลอดว่าเป็นเรื่องพฤติกรรมส่วนบุคคล อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะฤทธิ์ยาเสพติด แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เราก็มองหรือมีภาพของคนติดยาคนเสพยา ว่าเป็นคนไม่ดี และถึงขั้นคนร้าย และแน่นอนคนทั่วไปอย่างเราควรอยู่ให้ห่างๆ  ห่างทั้งคนติดยาและยาเสพติด การแก้ไขปัญหายาเสพติดตลอดเวลาหลายสิบปีของทางการจึงเป็นการปราบปราม จับกุม ลงโทษ  ทั้งคนเสพยา คนติดยา ถูกรวมเป็นอาชญากรเหมือนผู้เกี่ยวข้องในขบวนการค้ายาเสพติด คำถามคือการจับกุมลงโทษจะทำให้ผู้เสพยาหรือติดยาหยุดการเสพยาหรือหายจากการติดยาได้หรือไม่ คำตอบนั้นน่าจะพอเดากันได้ไม่ยาก ข้อมูลปี ๒๕๖๑ ระบุว่าประเทศไทยมีผู้ต้องโทษในคดียาเสพติดกว่า ๒ แสนคน และแม้จะมีพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕  แต่ผู้ติดยาก็ยังเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายและกระบวนการฟื้นฟูก็มีลักษณะของการบังคับมากกว่าความสมัครใจ ทำให้การฟื้นฟูยากจะประสบความสำเร็จ หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองของคนในสังคมและกฎหมายว่าผู้ติดยาเสพติดคือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการช่วยเหลือและรักษา ไม่ใช่อาชญากร ซึ่งหลายประเทศกำลังขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาผู้เสพยาเสพติดด้วยนโยบายตามแนวทางนี้ ขณะที่ข้อมูลใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสมองและวิวัฒนาการได้ช่วยเปิดเผยสาเหตุการติดยาเสพติดว่าไม่ใช่เรื่องของพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่ถือเป็น “โรคเรื้อรัง” อย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับโรคเบาหวาน มะเร็ง หรือโรคหัวใจ สาเหตุนั้นมาจากปัจจัยที่ผสมผสานกัน ทั้งปัจจัยด้านประสาทชีววิทยา จิตวิทยา สังคม และพันธุกรรม ไม่ว่าผู้ติดยาจะเริ่มเสพยาด้วยเหตุผลอะไร แต่ผลของยาเสพติดคือการเพิ่มขึ้นของสารเคมีในสมองที่ชื่อว่าโดปามีน (dopamine) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกมีความสุข และเป็นสารสำคัญในวงจรสมองส่วนระบบการให้รางวัล เพื่อให้คนเราดำเนินกิจกรรมที่จำเป็นต่อการมีชีวิตรอด เช่น การกินอาหาร หรือการมีเพศสัมพันธ์
ไม่กี่วันก่อนมีเพื่อนถามว่า เหตุบังเอิญมีจริงไหม หรือทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นเพราะมีเหตุผลรองรับ ๒๔๖๑ คงเป็นปีสามัญธรรมดาของเด็กหลายคนที่เกิดปีนั้น แต่เมื่อ ๑ ศตวรรษผ่านไป คือวาระ ๑๐๐ ปีชาตกาลของนักเขียนหลายคน บังเอิญไหมที่ผลงานของพวกเขาส่วนใหญ่กลายเป็นหมุดหมายของวงวรรณกรรม วงวิชาการ และวงการเพลงช่วง ๔๐-๗๐ ปีก่อน จะเป็นเพราะเหตุของการเกิดปีเดียวกัน มีผลงานร้อนแรงในวัยหนุ่มใหญ่ไล่เลี่ย หรือด้วยบริบทสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง หล่อหลอมเส้นทางนักคิดนักเขียนให้แก่พวกเขา คงต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์หาคำตอบ ในฐานะนักอ่าน ผมพบปะพวกท่านผ่านตัวอักษรซึ่งส่งอิทธิพลทางความคิดต่อผู้คนในยุคสมัยหนึ่งไม่มากก็น้อย แต่ในฐานะบรรณาธิการ ผมมีโอกาสพบนักเขียนรุ่น ๒๔๖๑ เพียงท่านเดียว คือคุณชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ พร้อมกับคุณดำรงค์ แสงชูวงศ์ เพื่อนสนิทของคุณชาลี  จำได้เพียงว่าเพื่อนตายคู่นี้บุคลิกแตกต่างกันสิ้นเชิง  ขณะที่คุณชาลีร่างเล็กผอมบาง เป็นฝ่ายเล่าเรื่องนำสนทนา คุณดำรงค์ร่างหนาบึกบึนสมบุกสมบัน พูดน้อยคำต่อคำ แม้จะไม่มีโอกาสทำงานร่วมกับรุ่น ๒๔๖๑ แต่ผมมามีโอกาสร่วมงานกับนักเขียนที่เกิดถัดมาอีก ๒ ปี หรือรุ่น ๒๔๖๓ ถึงสามท่าน คือ คุณอาสุรพงษ์ บุนนาค คุณตาสรศัลย์ แพ่งสภา และคุณอาพลตรี ถาวร ช่วยประสิทธิ์ (ผมขอเรียกคุณอาหรือคุณตาตามความคุ้นเคยที่มีกับแต่ละท่านนะครับ) ทั้งสามท่านเขียนงานแนวสารคดีบันทึกประวัติศาสตร์ที่อ่านเพลินอ่านสนุก ให้ภาพสังคมยุคอดีตแจ่มชัด คุณอาสุรพงษ์สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ สามารถเล่าบรรยายเหตุการณ์การรบในยุทธภูมิต่าง ๆ ทั้งสมรภูมิบนบกและในท้องทะเล ให้เห็นเลือดเห็นเนื้อราวกับฉากในภาพยนตร์  ผลงานสร้างชื่อของท่าน มีเช่น ทะเลเดือด  ทะเลโหด  สงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุทธการพลิกโลก  เรียกว่าถ้าสมัยก่อนมีรายการแฟนพันธุ์แท้ คุณอาต้องเป็นตัวเต็งหนึ่งของหัวข้อสงครามโลกครั้งที่ ๒  นอกจากนี้ยังเขียนชีวประวัติของศิลปินกลุ่มอิมเพรสชันนิสม์ในหนังสือ ชีวิตศิลปิน และนักดนตรีคลาสสิกใน ดนตรีแห่งชีวิต  ผลงานส่วนใหญ่เป็นต้นฉบับขนาดหนาปึกหลายร้อยหน้า เขียนนานเป็นปี ๆ กว่าจะเสร็จ แต่ละเล่มใช้เวลาค้นคว้าอ่านตำราภาษาอังกฤษ พร้อมกับประสบการณ์ที่ได้เดินทางซึมซับบรรยากาศบ้านเมืองมาทั่วโลก คุณตาสรศัลย์ใช้นามปากกาว่า “ฒ. ผู้เฒ่า” เขียนเรื่องเล่าเมืองไทยเป็นตอน ๆ ลงใน ต่วย’ตูน ก่อนจะมาพิมพ์รวมเล่ม  ผลงานเป็นที่จดจำ เช่น ราตรีประดับดาวที่หัวหิน