Fox Walk เดินอย่างจิ้งจอก

มีนาคม 26, 2019 
0


หมาจิ้งจอก Asiatic Jackal เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครอง

และเช่นเดียวกับสิ่งมีทุกชนิดย่อมมีความพิเศษเฉพาะตัว คุณเคยสังเกตการณ์เดินของจิ้งจอกหรือไม่ เวลาจิ้งจอกเดิน มันมักจะเอาหน้าเท้าลงก่อนจะเอาส้นเท้าลงตามเสมอแตกต่างจากการเดินลงส้นของมนุษย์

เพราะอะไรจึงเป็นแบบนั้น?

เมื่อมนุษย์เดินโดยเอาส้นเท้าลง แรงกระแทกจะลงมาตรงๆ ทำให้เกิดเสียงกระแทก สังเกตได้จากการเดินลงส้นบนพื้นไม้ หรือลองเดินโดยใช้นิ้วอุดหูทั้งสองข้างขณะเดิน

ในทางกลับกัน การเดินแบบใช้หน้าเท้าลงก่อนน้ำหนักที่ลงจึงเบาลงจนแทบไม่เกิดเสียง บวกกับขนใต้ฝ่าเท้าของจิ้งจอกยังทำหน้าที่ซับแรงอีกด้วย ช่วยในการล่าเหยื่อและหลบหลีกจากผู้ล่า

ไหนเรามาลองเดินอย่างจิ้งจอกกันบ้าง

●ขั้นแรก อุดหูให้สนิททั้งสองข้าง

●ขั้นที่สอง เดินโดยเอาหน้าเท้าลง

สังเกตเสียงฝีเท้าของตนเองและเปรียบเทียบระหว่างเมื่อเดินลงด้วยหน้าเท้ากับเดินลงด้วยส้นเท้าลงว่าเป็นอย่างที่ว่าหรือไม่

คราวหน้าถ้ามีโอกาสได้เดินเข้าป่าอาจจะลองใช้ Fox walk เพื่อจะสามารถแฝงตัวเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติรอบข้างได้ดียิ่งขึ้นทั้งยังช่วยให้เรารบกวนสัตว์ป่าน้อยลง

หากอยากเรียนรู้วิธีสัมผัสธรรมชาติเพิ่มเติมสามารถร่วมกิจกรรมกับทาง Park ใจ โดยเข้าร่วมกิจกรรม Challenge กับเราเพื่อลุ้นไปสัมผัสเปิดประสบการณ์ธรรมชาติโดยไม่ตองเสียค่าใช้จ่าย

ขั้นตอนการลงทะเบียนร่วม Parkใจ Challenge

  1. กดเข้าร่วมเฟซบุ๊กกรุ๊ป Park ใจ ที่ ที่นี่ ซึ่งจะเป็นพื้นที่ประกาศคำท้า และแชร์ประสบการณ์สัมผัสธรรมชาติของพวกเรา
  2. ลงทะเบียนใน แบบฟอร์มนี้

จากนั้น รอรับคำท้าแรกทางเฟซบุ๊กกรุ๊ปได้เลย!

มาร่วมกับเป็นส่วนหนึ่งในการสารสัมพันธ์กับธรรมชาติด้วยกัน

ชวน Park ใจ โดย นิตยสารสารคดี นายรอบรู้ นักเดินทาง

สนับสนุนโดย เพจความสุขประเทศไทย และ ธนาคารจิตอาสา

ยุ่งเหลือเกิน ชีวิตช่างยุ่งอะไรอย่างนี้ ตอนเรียนก็ต้องปั่นเปเปอร์ ทำงานงานก็เข้ามาไม่หยุดหย่อน ไหนจะเรียนต่ออีก เขียนวิทยานิพนธ์วนไป รู้ตัวอีกที ชีวิตก็แทบไม่ได้เงยหน้าออกจากหน้าจอคอมเลย ถ้าถามว่า ครั้งสุดท้ายที่แหงนหน้ามองฟ้าเมื่อไร นานจนนึกไม่ออกเชียว เหน็ดเหนื่อยจนไม่มีเวลาขนาดนั้น เวลาออกไปสัมผัสธรรมชาติยิ่งไม่ต้องถามถึง ใช้ชีวิตให้ทันเดดไลน์ไปวันๆ ก็แทบแย่แล้ว
จำไม่ได้หรอกว่าไปทะเลครั้งแรกเมื่อไร จำไม่ได้ด้วยว่าเคยกลัวคลื่นไหม จำได้แต่คลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าเข้ามาโยนโยกโอบร่าง ขอบฟ้ากว้างลากเส้นตรงสุดจากมุมซ้ายจดมุมขวา แบ่งผืนน้ำสีครามเข้มกับโค้งฟ้าใสให้ต้องแหงนมองไกลจนคอตั้ง แล้วเหลียวหลังไล่สายตาไปจนพบกับแนวยอดมะพร้าวเขียวหลังชายหาด ผืนน้ำสั่นไหวเคลื่อนที่พร้อมกันเป็นแนวเข้าหาฝั่งด้วยพลังการหมุนของโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง บางสิ่งที่เราไม่อาจมองเห็นด้วยสายตา สะพัดมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้า กระทบกายสะท้านความเย็นเยียบ เสียงสายลมและเสียงคลื่นกระซิบโสตประสาท เป็นภาษาที่ไม่อาจรู้ความหมาย จับสัมผัสเองว่าคือถ้อยคำทักทายที่โลกเอ่ยกับสิ่งมีชีวิตที่ยืนนิ่ง ชั่วขณะ ราวกับมีเพียงตัวเราคนเดียวกลางท้องทะเล  เพียงตัวเราคนเดียวกับโลก ความรู้สึกอันแสนประหลาดจนต้องเปล่งเสียงตะโกนที่ไร้ความหมายออกจากภายในไปตอบรับคำทักทายที่ไร้ตัวอักษร พลันทุกอย่างเงียบสงบ สายลม ระลอกคลื่น คงขยับไหวไปตามวิถี จำได้ว่าอยู่กลางผืนน้ำทะเล สุข และเต็มล้นด้วยพลังภายใน … นานแค่ไหนแล้วที่แต่ละวันเราขังตัวไว้กับบรรดาประดิษฐกรรมที่มนุษย์สร้างไว้ครอบตนเองจนคุ้นชิน
นิตยสารสารคดีปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๔๐๘ มีนาคม ๒๕๖๒ Back to Nature *ค่าจัดส่งเล่มแรก 20 บาทเล่มต่อไป 10 บาท สั่งซื้อได้ทางFB



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

ยุ่งเหลือเกิน ชีวิตช่างยุ่งอะไรอย่างนี้ ตอนเรียนก็ต้องปั่นเปเปอร์ ทำงานงานก็เข้ามาไม่หยุดหย่อน ไหนจะเรียนต่ออีก เขียนวิทยานิพนธ์วนไป รู้ตัวอีกที ชีวิตก็แทบไม่ได้เงยหน้าออกจากหน้าจอคอมเลย ถ้าถามว่า ครั้งสุดท้ายที่แหงนหน้ามองฟ้าเมื่อไร นานจนนึกไม่ออกเชียว เหน็ดเหนื่อยจนไม่มีเวลาขนาดนั้น เวลาออกไปสัมผัสธรรมชาติยิ่งไม่ต้องถามถึง ใช้ชีวิตให้ทันเดดไลน์ไปวันๆ ก็แทบแย่แล้ว
จำไม่ได้หรอกว่าไปทะเลครั้งแรกเมื่อไร จำไม่ได้ด้วยว่าเคยกลัวคลื่นไหม จำได้แต่คลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าเข้ามาโยนโยกโอบร่าง ขอบฟ้ากว้างลากเส้นตรงสุดจากมุมซ้ายจดมุมขวา แบ่งผืนน้ำสีครามเข้มกับโค้งฟ้าใสให้ต้องแหงนมองไกลจนคอตั้ง แล้วเหลียวหลังไล่สายตาไปจนพบกับแนวยอดมะพร้าวเขียวหลังชายหาด ผืนน้ำสั่นไหวเคลื่อนที่พร้อมกันเป็นแนวเข้าหาฝั่งด้วยพลังการหมุนของโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง บางสิ่งที่เราไม่อาจมองเห็นด้วยสายตา สะพัดมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้า กระทบกายสะท้านความเย็นเยียบ เสียงสายลมและเสียงคลื่นกระซิบโสตประสาท เป็นภาษาที่ไม่อาจรู้ความหมาย จับสัมผัสเองว่าคือถ้อยคำทักทายที่โลกเอ่ยกับสิ่งมีชีวิตที่ยืนนิ่ง ชั่วขณะ ราวกับมีเพียงตัวเราคนเดียวกลางท้องทะเล  เพียงตัวเราคนเดียวกับโลก ความรู้สึกอันแสนประหลาดจนต้องเปล่งเสียงตะโกนที่ไร้ความหมายออกจากภายในไปตอบรับคำทักทายที่ไร้ตัวอักษร พลันทุกอย่างเงียบสงบ สายลม ระลอกคลื่น คงขยับไหวไปตามวิถี จำได้ว่าอยู่กลางผืนน้ำทะเล สุข และเต็มล้นด้วยพลังภายใน … นานแค่ไหนแล้วที่แต่ละวันเราขังตัวไว้กับบรรดาประดิษฐกรรมที่มนุษย์สร้างไว้ครอบตนเองจนคุ้นชิน
นิตยสารสารคดีปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๔๐๘ มีนาคม ๒๕๖๒ Back to Nature *ค่าจัดส่งเล่มแรก 20 บาทเล่มต่อไป 10 บาท สั่งซื้อได้ทางFB