คุยเรื่อง นายผี และ ปีศาจ วาระ 100 ปีชาตกาล ของสองนักเขียนยุค 2490

  • กิตติพล สรัคคานนท์ บรรรณาธิการ สำนักพิมพ์ 1001 ราตรี
  • สุชาติ สวัสดิ์ศรี นักเขียนอาวุโส

ร่วมวงเสวนากับบรรณาธิการ 2 รุ่น นำวงคุยโดย สุเจน กรรพฤทธิ์ 3 ตุลาคม 2561 เวลา 14.00-16.00 น.

100 ปี ของบุรุษที่เรื่องราวของเขาลึกลับราวนามปากกา “นายผี” นักคิด นักเขียนและกวีผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งกาพย์กลอน และเสนีย์ เสาวพงศ์ ร้อยปี “ปีศาจแห่งกาลเวลา”

พบกับชีวิตดั่งนิยายของ ศักดิชัย บำรุงพงศ์ “ลูกชาวนาบางบ่อ” ที่กลายเป็นนักเขียน นักการทูต และความหวังของเขาต่อสังคมไทยที่ฝากไว้ในงานเขียนอันงดงามนับไม่ถ้วนชิ้น

ส่วนหนึ่งของงาน งานสารคดี-เมืองโบราณ ลด ล้าง คลังหนังสือ 20-90%

คุยเรื่อง นายผี และ ปีศาจ วาระ 100 ปีชาตกาล ของสองนักเขียนยุค 2490

ถอดเทป: ธนากร สิงห์ทา

เรียบเรียง : ธัชชัย วงศ์กิจรุ่งเรือง

วันนี้เราได้รับเกียรติจาก คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นนักเขียนอาวุโส นามปากกา สิงห์สนามหลวง ของท่านก็เป็นที่รู้จักกันดี ตั้งแต่ยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์ยังรุ่งเรืองเอามากๆ จนตอนนี้ก็เป็นขาลง อีกท่านหนึ่งก็คือ คุณกิตติพล สรัคคานนท์ หรือพี่โย นะครับ พี่โยเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ 1001 ราตรี ถ้าใครติดตามแวดวงวรรณกรรม จะรู้ว่าพี่โยทำเกี่ยวกับวรรณกรรมต่างประเทศ แปลวรรณกรรมยากๆ ออกมา ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งก็มีการขึ้นให้ดาวน์โหลดด้วยเมื่อสักพักมาแล้ว

ก่อนที่จะเข้าสู่ตัวเนื้อหาผมอยากให้ฟังเพลง เดือนเพ็ญ ฉบับดั้งเดิม ทำไมถึงใช้ว่าดั้งเดิมเพราะว่าหลายท่านอาจจะเข้าใจว่าเกิดในป่าแต่ไม่รู้ว่าเกิดที่ไหน จริงๆเพลง เดือนเพ็ญ ไม่ได้เกิดในป่าครับ เกิดที่กรุงฮานอยประเทศเวียดนามระหว่างที่นายผีไป set up สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทยของพรรคคอมมิวนิสต์อยู่ที่นั่นเพลงนี้เกิดระหว่างที่ออกจากเมืองไทยไปเตรียมต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการสมัยนู้น และเพลงนี้ถูกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยห้ามร้องเพราะว่า คิดถึงบ้าน จะทำให้นักรบของพรรคอยากกลับบ้านกันหมด ออกจากป่ากันหมดก็เลยไม่ให้ร้อง เพลงนี้ยังมีชีวิตอยู่ต่อมาโดยที่ทหารนักรบของพรรคคอมมิวนิสต์ร้องต่อๆกันมาในระดับล่าง จำกันคนละท่อน คุณจำหนึ่งท่อน ผมจำสองท่าน ร้องผิดบ้างถูกบ้างจนปี 2520 กว่าๆ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาพอนักศึกษาเข้าป่าแล้วมีคนที่มีความสามารถทางดนตรี ความสามารถทางวรรณกรรมเข้าป่าเยอะมาก เพลงนี้ถูกรวบรวมขึ้นมา พอออกจากป่า หงา คาราวาน เป็นคนเอามาร้องคนแรกเมื่อปี 2526 ในอัลบั้มที่ชื่อว่า บ้านนาสะเทือน เวอร์ชั่นที่ผมจะให้ท่านได้ฟังก็คือเวอร์ชั่นนี้ ก่อนที่มันจะกลายเป็น เดือนเพ็ญ และถูกสลับท่อน เชิญวงดนตรีกิตติมศักดิ์คุณสุรศักดิ์ (เทศขจร) ครับ

เดือนเพ็ญแสนเย็นเห็นอร่าม
นภาแจ่มนวลดูงามเย็นชื่นหนอยามเมื่อลมพัดมา
แสงจันทร์นวลชวนใจข้า คิดถึงถิ่นที่จากมา
คิดถึงท้องนา บ้านเรือนที่เคยเนาว์

กองไฟสุมควายตามคอก คงยังไม่มอดดับดอก
จันทร์เอ๋ยช่วยบอกให้ลมช่วยเป่า
โหมไฟให้แรงเข้า พัดไล่ความเยือกเย็นหนาว
ให้พี่น้องเรานอนหลับอุ่นสบาย

เรไร ร้องฟังดังว่า เสียงเจ้าที่เฝ้าคอยหา
ลมช่วยพัดมากระซิบข้างกาย
ข้ายังคอยอยู่ไม่หน่าย มิเลือนห่างจากเคลื่อนคลาย
คิดถึงมิวาย ที่เราจากมา

ลมเอย ช่วยเป็นสื่อให้ นำรักห่วงจากดวงใจ
ของข้านี้ไปบอก เขา น้ำ นา
ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากลา
จะไปซบหน้ากับอกแม่เอย

ลมเอย ช่วยเป็นสื่อให้ นำรักห่วงจากดวงใจ
ของข้านี้ไปบอก เขา น้ำ นา
ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากลา
จะไปซบหน้ากับอกแม่เอย

ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากลา
จะไปซบหน้ากับอกแม่เอย

ขอบคุณคุณสุรศักดิ์ และวงดนตรีกิตติมศักดิ์นะครับ เนื้อที่ท่านได้ยินเมื่อกี้เป็นเนื้อที่ป้าลมบอกว่าเป็นเนื้อดั้งเดิม จริงๆ เพลงนี้ไม่มีใครรู้หรอก แม้กระทั่งนายผีเองจากปากคำของหลายท่าน นายผีก็ไม่ยอมรับครับว่าเป็นคนแต่ง เพราะว่าถ้ายอมรับเดี๋ยวเดือดร้อนอีก เราก็เลยได้ยินกันหลายเวอร์ชั่น ก็ขออนุญาตเข้าสู่เนื้อหากันนะครับ

สุเจน : อย่างแรกอยากโยนประเด็นให้ทั้งสองท่านว่าในทศวรรษ 2490  เกิดอะไรขึ้นแล้วทำไมถึงมีนักเขียนจำนวนมาก โดยเฉพาะสองท่านนี้ เขียนงานสายก้าวหน้าขึ้นมาแล้วก็งานฝ่ายก้าวหน้าสำคัญยังไงวงการวรรณกรรมไทย

สุชาติ สวัสดิ์ศรี คือเริ่มต้นก็หนักนะผมว่าประเด็นที่โยนมาค่อนข้างหนักแน่นคือก่อนจะถึงคำถามที่ถามมาผมอยากจะพูดบางอย่างๆเกี่ยวกับสองคนคือ นายผีกับ เสนีย์ เสาวพงศ์ ภาพกว้างๆที่ผมจะพยายามมองบุคคลทั้งสอง ผมคิดว่าเขาเป็นเหมือนเหรียญคนละด้านในความหมายที่ว่านายผีนั้นเป็นกลางคืน ส่วนเสนีย์ เสาวพงศ์ มันเป็นกลางวันนะครับ เป็นเหมือนดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์อะไรทำนองนั้น เพราะว่าดูจากภาพรวมชีวิตของคนทั้งสอง ทั้งสองปีนี้ครบรอบ 100 ปี นายผี 2461 ถึง 2530  อายุ 69 ปี ส่วนเสนีย์ เสาวพงศ์ 2461 ถึง 2557 รัฐประหารพอดี เสนีย์ เสาวพงศ์อายุ 96 ปี คือพี่เสอายุยืนจนได้เห็นอะไรต่างๆหลายสิ่งหลายอย่าง ส่วนนายผีนั้นก็ต้องถือว่าอายุ 69 นั้นก็ค่อนข้างสั้นถ้าหากว่ามองดูกันไปแล้วผมคิดว่าผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นโชคดีของนายผีหรือเปล่า ?

แต่ถ้าหากมองดูภาพของคนทั้งสองแล้วผมคิดว่าคนทั้งสองนั้นมีเส้นทางร่วมกันและก็แยกกันแต่ก็กลับมารวมกันอีกครั้งหนึ่ง ในความหมายที่อยากจะบอกว่านายผีนั้นเป็นกวีเป็นนักเขียนและก็เป็นนักปฏิวัติ ส่วน เสนีย์ เสาวพงศ์ เป็นนามปากกานะครับเราเรียกพี่เส ส่วนชื่อจริงของท่านคือ ศักดิชัย บำรุงพงศ์ ชื่อเดิมบุญส่ง  บำรุงพงษ์ แต่ว่ามาเปลี่ยนตอนช่วงรับราชการเพราะว่าสมัย จอมพล.ป (พิบูลสงคราม) เขาคิดว่าบุญส่งเป็นชื่อผู้หญิง มันไม่ชัดเจนเพราะฉะนั้นก็เลยกลายเป็นศักดิ์ชัย ก็ทั้งสองท่านนั้นก็รู้จักกันเป็นเพื่อนกันทำงานเขียนก็ใกล้เคียงกัน นายผีวิจารณ์ ส.ธรรมยศ ตั้งแต่อายุ 19 วิพากษ์น่านน้ำน้อยของพระยาตรัง ส่วนเสนีย์ เสาวพงศ์ – คุณศักดิ์ชัยเมื่อเริ่มต้นนั้นก็เขียนเรื่องสั้น คือคุณศักดิ์ชัยแต่เดิมชื่อบุญส่ง เขียนเรื่องสั้นจากเอกสารชั้นต้นที่สืบไปผมพบว่าก็มีเรื่องสั้นของบุญส่ง บำรุงพงศ์ ชื่อวณิพก เขียนเมื่อปี พ.ศ 2479 ก็อายุประมาณ 18-19 แล้วต่อมาก็เพิ่งมาทราบจากการที่มีคนค้นพบหนังสือ คิดว่าน่าจะเป็นหนังสือแปล ก็ชื่อบุญส่ง บำรุงพงศ์ เหมือนกัน พิมพ์เป็นเล่มโดยสำนักพิมพ์ของซุนไช้ แม้นมาศ คือเรื่องสั้นที่ใช้นามปากกาบุญส่ง บำรุงพงศ์ที่ใช้ชื่อ วณิพก นี่ 18-19 ลงในหนังสือพิมพ์ข่าวกาชาด 2479  แต่พอมา 2481 มีหนังสืออีกเล่มนึงที่พิมพ์ผมไม่ทราบว่าลงเป็นตอนๆหรือเปล่าแต่พิมพ์เป็นเล่ม มีคนส่งปกหนังสือเล่มนี้มาให้ดู บุญส่ง บำรุงพงศ์เขียนเรื่องสตาลิน เป็นพื้นฐานว่า บุญส่ง บำรุงพงษ์ แปลข่าวต่างประเทศทำงานหนังสือพิมพ์ตั้งแต่สมัย ศรีกรุง มีคอลัมน์ที่ใช้ชื่อว่า ศรีกรุงจาริก ซึ่งเราไม่เคยเห็นเอกสารชั้นต้นเลย แล้วก็ยังมาทำหนังสือพิมพ์ส่งเรื่องไปที่ กรุงเทพวรศักดิ์ แล้วก็มาทำกับ สยามราษฎร์ มาทำสุวรรณภูมิ คือโดยพื้นฐานแล้วก็เป็นนักเขียนที่มีพื้นฐานเป็นคนทำหนังสือ ทำหนังสือพิมพ์ ซึ่งก็ทำให้พี่เสมีลักษณะร่วมกับคุณอัศนี พลจันทร

อัศนี พลจันทร ก่อนหน้าที่จะมารับราชการเป็นอัยการก็เคยทำงานทางด้านหนังสือ อยู่ในหนังสือเอกชนอะไรแบบนี้ คือทั้งสองท่านนี้ผมเข้าใจว่าจัดโดยผลงานแล้วที่ผมบอกว่าพี่เสนั้นเป็นกลางวัน ส่วนนายผีนั้นเป็นกลางคืน คือมันไปด้วยกันแล้วเส้นทางของคนทั้งสองนั้นน่ะก็น่าศึกษาอยู่ตรงที่ว่านายผีนั้นในที่สุดหลังจากที่เขียนหนังสือ เขียนบทกวี เขียนบทความตามนิตยสารตามหนังสือพิมพ์ต่างๆ แต่ก็ไม่ยอมให้คณะรัฐประหารจับตัว ในช่วงกบฏสันติภาพนายผีก็หลบตัวเพราะว่าเขาประกาศจับตาย ในช่วงกบฏสันติภาพในช่วง พ.ศ.2495 ที่มีพวกนักเขียนหนังสือพิมพ์ถูกจับในกรณีกบฏสันติภาพ นายผีก็หายตัวไปแล้วก็มาโผล่อีกช่วงในปีพ.ศ. 2500 แล้วก็มาหายไปช่วง 2503 คือ 2500 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ทำรัฐประหาร นายผีเลิกจากการรับราชการประมาณ 2496 เลิกไม่ทำราชการได้เริ่มต้นเขียนหนังสือแล้วก็ทำงานเหมือนกับทำงานทางด้านลับ ผมเข้าใจว่านายผีถูกชักชวนให้เข้าพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.2496 – 2497  แล้วก็ทำงานตรงนี้โดยลับๆ มาเรื่อยจนกระทั่งเมื่อสฤษดิ์ จับพวกนักเขียนพวกหนังสือพิมพ์อีกครั้งหนึ่งในช่วง 2503-2504 ที่ จิตร ภูมิศักดิ์ อิศรา อมันตกุล โดนจับเข้าคุกลาดยาว นายผีไม่อยู่แล้วครับนายผีหายตัวไปแล้ว ที่บอกว่าเพลง เดือนเพ็ญ นั้นแต่งที่ฮานอยอันนี้ก็ใช่ หลายคนคิดว่านายผีคิดถึงบ้านแล้วก็แต่งเพลงนี้ก่อนที่จะเสียชีวิต แต่ไม่ใช่ นายผีแต่งเพลงนี้คงจะประมาณว่าผมเดาว่าตอนที่ไปอยู่ฮานอยไปเซ็ตระบบเพื่อที่จะทำวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย ก็ช่วงประมาณ พ.ศ.2504-06 ในยุคที่สฤษดิ์ยังมีอำนาจอยู่แล้วก็ออกอากาศ มีคนบอกว่าตอนที่นายผีออกอากาศวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทยนี้ นายสฤษดิ์ได้ฟังเตะวิทยุเลย คือทนไม่ได้ ก็มีคนเล่าให้ฟัง ก็เป็นสำนวนเป็นฝีมือของนายผีนี่ล่ะครับ แล้วเพลง เดือนเพ็ญ นะครับ ผมก็แปลกใจอยู่เพราะเพลง เดือนเพ็ญ สำหรับผมนี่เป็นเพลงปลุกระดมที่เยี่ยมยอดมากๆเลย คุณดูจากเนื้อ เดือนเพ็ญ ที่ชื่อเดิมคือชื่อ คิดถึงบ้าน แล้วต่อมามีคนแปลงไปเป็น เดือนเพ็ญ ชื่อเดิมชื่อคิดถึงบ้านแล้วก็พอมีการร้องเพลงนี้ในระดับของผู้ปฏิบัตินำต่างๆ ก็ถูกวิจารณ์จากหน่วยงานว่าเป็นเพลงส่วนตัวคล้ายๆวีรชน เอกชน เป็นเพลงส่วนตัวในลักษณะเนื้อหาอับปรีย์ในลักษณะนั้น แต่ถ้าหากใครดูจากเนื้อคือบางทีผมก็รู้สึกก็ดีเหมือนกันว่าไม่จำเป็นจะต้องเข้าใจอะไรมันลึกนัก ก็เข้าใจว่าเป็นเพลงที่ดูแล้วเดือนเพ็ญสวยเย็นเห็นกระจ่างอะไรแบบนี้มันก็โรแมนติกดี ก็ร้องกันหลายชนชั้น หลายระดับก็เป็นเพลงที่เวลาพูดถึงนายผีก็รู้จักแต่เดือนเพ็ญทั้งๆที่ชื่อเดิมคิดถึงบ้าน คือเพลงนี้นะครับถ้ามองดูในแต่ละบรรทัดแล้วนี่ครับ ผมพยายามจะจับดูเพราะว่าเพลงนี้ลมเอย ลมก็คือป้าลม ป้าลม พลจันทร์ ลมเอย คือเมื่อกี้ที่ร้องให้ฟังนะครับก็ได้ความคิดเลยว่านี่คือเพลงปลุกระดม คือสุมไฟตามคอกหมายความว่าไง สุมไฟตามคอก ลมเอย ช่วยเป่า ให้ลมช่วยเป่าก็หมายความว่าให้ทำงาน ให้ปลุกระดมให้โหมไฟ ให้สุมไฟตามคอก คือความหมายโดยตามนัยยะของภาษามันก็ไม่มีอะไรดูปกติ แต่มันเหมือนเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างในช่วงที่นายผีไปทำงานปฏิวัติอยู่ที่วิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2504-05 สฤษดิ์ยังไม่ตาย สฤษดิ์ตาย พ.ศ.2506 เพราะฉะนั้นเพลงนี้เวลาคนเอามาร้องผมก็มีความรู้สึกว่าถ้าหากต้องเข้าใจถึงความหมายของมันให้ลึกลงไป เขาอาจจะไม่อยากร้องก็ได้ เพราะร้องกันหลายชนชั้น เช่นเดียวกับเพลง แสงดาวแห่งศรัทธา ก็ร้องกันไม่ว่าจะต่อต้านรัฐประหารหรือว่าไม่เอารัฐประหารก็ร้องกัน แสงดาวแห่งศรัทธา เพลงนี้ของ จิตร ภูมิศักดิ์ มีคนคุยให้ฟังตอนที่ จิตร ภูมิศักดิ์ ติดคุกอยู่ที่ลาดยาว เขามีการคุยกันกับสหายในคุกนะครับว่าจะต่อสู้ด้วยอาวุธไหม ก็คือในช่วงปี 2504-05 อันนี้มีคุณทองใบ ทองเปาด์ เขาเขียนไว้ คุณจิตร ภูมิศักดิ์ บอกว่าต้องต่อสู้ด้วยอาวุธ เพราะฉะนั้นตอนที่เขาออกจากคุกปี พ.ศ.2506-07 เขาก็เข้าป่าเลย เพลง แสงดาวแห่งศรัทธา นั้นน่ะ แสงดาวมันคือแสงของอะไร แสงดาวคือเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่าจิตรคงหมายถึงสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งได้อำนาจเบ็ดเสร็จกลับไล่เจียงไคเช็กออกไปเรียบร้อยแล้ว พ.ศ. 2492 เพราะฉะนั้นช่วงที่จิตรแต่งเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา ตอนนี้ผมคิดว่าความหมายของคนร้องตามเวลาคนร้องก็น่าจะเป็นอีกแบบนึง แต่ตอนที่จิตรแต่งเพลงแสงดาวแห่งศรัทธามันมีนัยยะทางการเมืองว่าหนึ่งต่อสู้ด้วยอาวุธ สองก็คือว่าให้ความสำคัญกับสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นประเทศเกิดใหม่โดยนัยยะเป็นอย่างนั้นนะครับ  

เพราะฉะนั้นในความหมายที่เรามักจะได้ยิน ที่เรามักจะรู้สึกคุ้นเคย เวลาเราอ่านนิยายของเสนีย์ เสาวพงศ์ เรื่องปีศาจนะครับ หลายคนมักจะพูดถึงปีศาจตรงภาพที่ว่าผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคน ที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดความละเมอ หวาดกลัว ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างมาหลอกหลอนคนในโลกเก่าความคิดเก่า น่าสนทนากันว่าโลกเก่าความคิดเก่ามันคืออะไร แล้วไอ้คำว่าปีศาจสำหรับผมนะครับปีศาจมันมีหลายโฉมหน้า สำหรับผมปีศาจมันอยู่กับกาลเวลาซึ่งเป็นไปได้ทั้งสองด้าน ด้วยเหตุผลอันนี้นิยายเรื่องนี้จึงเหมือนเป็นสัญลักษณ์บางอย่าง ความหมายปีศาจของเสนีย์ เสาวพงศ์ หมายถึงความเปลี่ยนแปลง ถ้าหากดูจากกาลเวลานั้นก็คือการเปลี่ยนที่มาจาก 2-3 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกก็คือการการปฏิวัติ การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475

เพราะว่าทั้งสองท่านผมเข้าใจว่า ถ้าหากว่าไปดูจากไอ้สิ่งที่คุณถามว่าเรื่องนักเขียนก้าวหน้า ความก้าวหน้าในลักษณะที่จะมองดูงานเขียนของ นายผี กับ เสนีย์ เสาวพงศ์ จะดูจากตรงไหน ผมคิดว่าทั้งสองคนมีจุดร่วมที่ผมบอกว่าเป็นเหมือนกลางวันกลางคืนนะครับ คิดว่าถ้าหากจะมองดูจากคำว่าปีศาจ สำหรับผม ผมคิดว่ามันเป็นผลสะเทือนที่มาจากปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้น 4 ตัวด้วยกัน ปีศาจตัวแรกผลสะเทือนจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475  คือเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นจุดที่เป็นผลสะเทือนที่ปีศาจตัวนี้มันนำมาให้กับสังคมก็คือการพูดถึงเสรีภาพ ประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงการปกครองที่กษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย เพราะฉะนั้นเมื่อพูดถึงเรื่องเสรีภาพ ประชาธิปไตย ก็หมายถึงคนจะเท่ากันด้วยการเลือกตั้ง ไม่ได้ต่างจากการรัฐประหาร อันนี้เป็นผลสะเทือนจาก 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 อันนี้ปีศาจตัวแรก

ปีศาจตอนที่สอง ผลสะเทือนที่มาจากความคิดเรื่องสังคมนิยม ก็สืบเนื่องมาจากการปฏิวัติในรัสเซีย ค.ศ.1917 ซึ่งตอนนั้นที่เกิดเรื่องสังคมนิยม เรื่องมาร์กซิสต์ เกิดปฏิวัติรัสเซีย 1917  นายผีกับเสรีอายุขวบนึง เพิ่งอายุ 1 ขวบ ส่วนตอน 24 มิถุนายน 2475 อายุสิบเศษ เพราะฉะนั้นปีศาจตัวที่สอง เป็นผลสะเทือนอันเนื่องมาจากความคิดเรื่องสังคมนิยมนะครับ สังคมนิยมหมายถึงอะไรก็หมายถึงเรื่องความเสมอภาค ความเป็นธรรม อันนี้เป็นปีศาจตอนที่สอง การเปลี่ยนแปลงสังคมนิยม

ปีศาจตัวที่สาม คืออะไร ปีศาจตัวที่สาม สำหรับนายผีกับเสนีย์ เสาวพงศ์ คือความคิดเรื่องคนไม่ใช่ทาส เรื่องคนเท่ากัน เพราะฉะนั้นความสะเทือนอันเนื่องมาจากความคิดเรื่องนี้มันสะท้อนให้เห็นถึงผลงานของนายผี และเสนีย์ เสาวพงศ์ เชื่อในคนสามัญ คนเล็ก คนน้อย คนด้อยโอกาส คนเท่ากัน คนไม่ใช่ทาส อันนี้มันก็เป็นผลสะเทือนมาจากเรื่องของความคิดสังคมนิยม ของความคิดมาร์กซิส ซึ่งมันเห็นชัดเจนที่สุดหลัง พ.ศ.2475  

ส่วนปีศาจตัวที่ 4 ก็คือผลสะเทือนอันเนื่องมาจากความคิดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ไอ้เรื่องความเท่าเทียมทางเพศหญิงกับชายเสมอกันนี่ผมเข้าใจว่ามันสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในงานของนายผีอย่างเช่น เรื่อง เราชนะแล้วแม่จ๋า ถ้าใครอ่านเรื่องเ ราชนะแล้วแม่จ๋าจะพบถึงเรื่องกรรมกรหญิงที่ไปรวมกลุ่มกันเรียกร้องค่าแรง หรือแม้แต่เรื่องของเสนีย์ เสาวพงศ์ เรื่อง ปีศาจ นี่เห็นชัดที่สุด ก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องความรักของวัลยา ที่มันทำให้เห็นถึงผู้หญิงว่ามีบทบาทในสังคมทัดเทียมกับผู้ชาย เพราะฉะนั้นจุดกำเนิดเริ่มต้นของความคิดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ผมอาจจะพูดต่อไปเพราะว่าก็มีประเด็นว่า เสนีย์ เสาวพงศ์ ได้แรงบันดาลใจจากไหน บางทีคุณโยอาจจะพูดก็ได้นะครับ ผมคิดว่าเสนีย์ เสาวพงศ์ ก็อ่านหนังสือเยอะ วรรณกรรมต่างประเทศก็เยอะ เพราะฉะนั้นลักษณะของบทบาทวัลยาก็ดี บทบาทของรัชนีก็ดี กิ่งเทียนก็ดี บุคคลพวกนี้ที่มีตัวตนขึ้นมาอยู่ในความคิดจิตใจคนอ่านหนังสือ  มันเป็นบทบาทที่เสนอให้เห็นถึงความเป็นผู้หญิงใหม่ เป็น The New Woman ซึ่งความคิดนี้ถ้าว่าไปแล้วในทางยุโรปมันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 แล้ว และก็มาชัดเจนในศตวรรษที่ 19 แล้วผมก็เชื่อว่าบางที เสนีย์ เสาวพงศ์ ก็อาจจะได้อิทธิพลในการดลบันดาลใจมาจากวรรณกรรมจากต่างประเทศ ไม่น้อยเหมือนกันนะครับอาจจะมีประเด็นในรายละเอียดที่คุณโยจะพูดต่อ

เพราะฉะนั้นในความก้าวหน้าของคนทั้งสองนี่ ที่บอกว่านักเขียนก้าวหน้า ถ้าพูดถึงคำว่า ก้าวหน้า สร้างสรรค์ อะไรแบบนี้ในนักเขียนทศวรรษที่ 2490 ผมคิดว่าคำนี้เป็นคำที่เพิ่งเกิดขึ้นในความหมายของบางสิ่งบางอย่างที่ถือว่าเป็นความหวังที่จะสร้างสังคมใหม่ คำว่าก้าวหน้าคือตัดคำว่าเพื่อชีวิตออกไปก่อน เพราะคำว่าเพื่อชีวิตมันอิงกับบางเรื่อง Art for Art, Art for Life ซึ่งในนัยยะ “ทิปกร”(นามปากกาของ จิตร ภูมิศักดิ์) ของ จิตร ภูมิศักดิ์นั้นก็มองศิลปะในแง่มุมที่คับแคบ อาจจะต้องมีการคุยกันในประเด็นเรื่องเพื่อชีวิต แต่คำว่าก้าวหน้าผมเข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่เห็นมีปรากฏออกมาจากงานของนักเขียนในช่วงทศวรรษ 2490  ทั้งจากนายผี ทั้งเสนีย์ เสาวพงศ์ ทั้งอิศรา อมันตกุล และก็ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์ หลายคนด้วยกันนะครับ ไอ้คำว่าก้าวหน้าก็คือความหวังที่จะสร้างสังคมใหม่ ก็คือหมายความว่าจะไปให้พ้นจากความคิดเก่าโลกเก่า ที่สายสีมามาได้พูดกับท่านเจ้าคุณ ความหวังที่จะสร้างสังคมใหม่ผมคิดว่ามันก็มีมาตลอดตั้งแต่ 2475 ถ้าดูจากหลักปกปการของคณะราษฎร ดูจากเรื่องสนุกปกเหลือง ของนายปรีดี พนมยงค์ และผลสะเทือนจากนายปรีดี พนมยงค์นั้น ผมคิดว่าผลสะเทือนจากคณะราษฎรนั้นมันเห็นชัดกับคนทั้งสองซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง และผลสะเทือนอันนี้ ความหวังที่จะสร้างสังคมใหม่มันก็คือ

ข้อแรกนะครับ ในความก้าวหน้าความหวังตรงนี้ก็คือความหวังที่จะสร้างสังคมใหม่ในแนวทางการเมืองเสรีประชาธิปไตย คือถ้าหากใช้คำของอาจารย์ปรีดี ประชาธิปไตย เห็นคนเท่าเทียมกันโดยผ่านการลงคะแนนเสียง คือความชัดเจนในเรื่องแนวทางการเมืองประชาธิปไตยที่เสรีนะครับ อันนี้มันคือความหวังที่เกิดขึ้นกับช่วงนักเขียนที่เกิดขึ้นในช่วง 2490  

ประการที่สองของคำว่าก้าวหน้าก็คือ ความหวังที่จะสร้างแนวทางใหม่ของสังคมเศรษฐกิจสังคมนิยม จะไปถึงคอมมิวนิสต์หรือไม่อันนั้นเป็นอีกเรื่อง แต่ในเรื่องสังคมนิยม รัฐ  สวัสดิการ ผมเห็นมาตั้งแต่สมุดปกเหลือง แล้วความคิดอันนี้ซึ่งถือว่าเป็นความคิดใหม่ของสังคมใหม่ ก็เป็นเรื่องที่ได้รับการพูดถึงของนายผีและเสนีย์ เสาวพงศ์

ประการที่สาม  ความหวังที่จะสร้างสังคมใหม่ที่มุ่งเน้นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ความยุติธรรมในสังคม ก็คือเน้นเรื่อง เสรีภาพ ความเสมอภาค ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าเป็นลักษณะที่จะเห็นจากตัวละครของนักเขียนที่จะเห็นในช่วงทศวรรษ 2490

ประการสุดท้ายคือ ความ ความหวังใหม่ที่จะสร้างแนวทางสังคมวัฒนธรรม นั่นก็คือเสรีภาพที่จะเชื่อมั่นในการแสดงออกที่ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เห็นคนเป็นคนไม่ใช่เห็นคนเป็นทาส

คือลักษณะนี้มันจะสะท้อนให้เห็นจากงานของนักเขียนในช่วงทศวรรษ 2490   จันตรี สิริบุญรอดเริ่มเขียนงานเรื่องสั้นยุคแรกๆ เขียนในลักษณะของแมวแบบนี้แมวก้าวหน้า จันตรี สิริบุญรอดที่เราเห็นว่าเป็นนักเขียนนิยายนิตยสารนะครับ คือมันเป็นสิ่งซึ่งถ้าไม่มีการตัดตอนรัฐประหารช่วงสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ปี 2501  ถ้าความคิดนี้ดำเนินการต่อเนื่องไป ผมคิดว่าความคิดก้าวหน้าในลักษณะที่มีการดำเนินไปต่อเนื่องมันคงจะทำให้เรามีแสงสว่างและมีความหวังมากขึ้น แต่มันถูกตัดตอนมาเป็นระยะๆคือเริ่มต้นก็เป็น 2490 มา  2500 2501 จนกระทั่งมาถึง 2557

สุเจน กรรพฤทธิ์ : ขออนุญาตนะครับ คือคุณสุชาติได้ให้ภาพรวมเกิดอะไรขึ้นในยุคนั้นบ้างก็คือเราจะเห็นประเด็นเรื่องของผลสะเทือนของเหตุการณ์ความสัมพันธ์ทางการเมืองในยุคนั้นไล่ตั้งแต่ 2475 การปฏิวัติรัสเซีย ก็ไล่มารัฐประหาร 2490 มันก็เป็นน้ำเป็นเนื้อที่ทำให้คนเหล่านี้เกิดฟอร์มของรูปแบบความคิดขึ้นมา แล้วก็คุณสุชาติได้ให้ประเด็นที่น่าสนใจก็คือเรื่องเพลงซึ่งเพลงก็เป็นเพลงปลุกระดมในแง่ของความหมายถ้าเราอ่านระหว่างบรรทัดนะครับ

ขอถามพี่โยต่อเลย แล้วตอนนั้นโลกข้างนอกในช่วง ปีศาจ มันเกิดขึ้น ถ้าเราเทียบกับเสนีย์เรามองว่าก้าวหน้าใช่ไหม แล้วเหตุการณ์ข้างนอกบ้านเรา ประเทศเรา ดีหรือส่งผลอะไรกับคุณเสนีย์ไหม แล้วก็อยากให้พูดถึงตัวงานว่างานของเสนีย์ที่ดีที่สุด เข้าใจว่าน่าจะเป็นปีศาจ ซึ่งคนรุ่นหลังรู้จักน้อยแล้วแต่ก็นับว่าเป็นงานชิ้นที่นับแล้วว่ารู้จักมากกว่าชิ้นอื่น

กิตติพล สรัคคานนท์ ที่จริงคุณสุชาติก็อาจจะค่อนข้าง Overview ทุกอย่างได้ครบถ้วน แต่ผมอาจจะขอย้อนกลับไปนิดนึง เพราะว่าน่าสนใจมากเลยเวลาเราพูดว่าก้าวหน้าในจุดที่ผมยืนอยู่ ผมว่ามีอยู่สองด้านที่เราไม่ค่อยได้เอามาคุยกัน เพราะว่าเวลาเราพูดว่างานที่ก้าวหน้าเราคุยกับอาจารย์สอนวรรณกรรม เขาจะไม่ค่อยคิดหรอกครับว่างานที่มีความคิดทางการเมืองที่ก้าวหน้า จะถูกเรียกว่าก้าวหน้าเพราะจะดูพิจารณาในรูปแบบ พอพูดว่างานที่ก้าวหน้า ก็จะนึกถึงงานพวกโมเดิร์นนิสท์สต่างๆนะครับ นักเขียนสมัยใหม่ที่มีการท้าทาย ทดลองกับตัวรูปแบบ ทฤษฎี ความคิดต่างๆ ซึ่งหมายความว่ามันอาจจะไม่มีความเกี่ยวข้องทางการเมืองโดยตรงเลย แต่ว่าเมื่อเราพูดถึงงานก้าวหน้าโดยเฉพาะในหน้าประวัติศาสตร์สังคมไทยเราก็จะนึกถึงผลงานของคุณเสนีย์ เสาวพงศ์  หลายๆคนที่มีความคิดทางการเมือง สนับสนุนเรื่องความเปลี่ยนแปลง อันนี้เป็นตัวคอนเซ็ปท์ที่น่าสนใจมากเลย เพราะว่าถ้าเอาเข้าจริง ผมมองอย่างนี้ว่าถ้าเราพิจารณากระบวนรูปแบบกันอย่างเดียวเลยเราต้องยอมรับว่า งานของเสนีย์ เสาวพงศ์นี่นะครับ เอาเรื่องแรกเลยก็ถือว่าอยู่ในช่วงของสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วก็เรื่องหลังถัดมาต้องบอกว่าเสนีย์ เสาวพงศ์คือนักเขียนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดีกว่า คือเริ่มก่อตัวมาจากหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งบรรยากาศของช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในโลกวรรณกรรมมันจะมีลักษณะเฉพาะอยู่หลายๆอย่างคือมันมีกระบวนการการเคลื่อนไหวทางความคิดค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว แล้วก็ในกลุ่มที่เคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโลกวรรณกรรมเองก็ดี ในเรื่องของปรัชญาเองก็ดี ล้วนแล้วแต่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วก็พัวพัน พูดง่ายๆแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ นักเขียนที่จะสมาทานความคิดแบบเอ๊กซิสเตนเชียลลิสม์(Existentialism) ก็จะสามารถเข้าไปในพรรคคอมมิวนิสต์แล้วก็ทำหน้าที่เหมือนกับเป็นสมาชิกพรรค คือเผยแพร่ความคิดพรรคอะไรอย่างนี้ ในเวลาเดียวกันแล้วก็ตีความความคิดของตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงในสังคมด้วย ซึ่งงานเขียนในชนิดเดียวกันในยุคเดียวกันกับของเสนีย์ เสาวพงศ์ ในทศวรรษที่ 50 ต้องบอกว่ามันหลากหลายมากในยุโรป แล้วผมก็เพิ่งชวนคุณสุชาติคุยกันไปในหน้าเฟซบุ๊คว่าจริงๆแล้วทศวรรษที่ 30 เอาประเทศอย่างไต้หวันอย่างนี้ เขามีอะไรบ้าง ผมก็เพิ่งค้นพบว่าไต้หวันที่เป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นหลัก กลายเป็นว่าเขามีกระบวนการทางวรรณกรรมที่ก้าวหน้า พูดง่ายๆว่าถ้ากระบวนการเซอร์เรียลลิสม์เกิดขึ้นเมื่อประมาณศตวรรษ 1920 ต้นๆ  ไต้หวันจะมีงานที่อ่านเป็นภาษาญี่ปุ่นแล้วครับ หรือได้ทำเรื่องราวเป็น Magazine เรื่องราวในช่วงทศวรรษที่ 30 ห่างกันแค่ 7 ปีแต่ไอ้ช่วงนักเขียนเซอร์เรียลลิสม์ เราจะได้ยินแรกๆที่เป็นเนื้อเป็นหนังนะครับที่มีการหยิบเรื่องรู้เรื่องนี้มาพูดมันจะอยู่ ความรักของวัลยา นั่นก็คือในปี ค.ศ. 1953 ไปแล้ว คือพูดง่ายๆเป็นการยกเอาเนื้อหาเหล่านี้ขึ้นมาพูดในเนื้อหา ความรักของวัลยา เพราะฉะนั้นถ้าถามผมถ้าจะเปรียบเทียบความก้าวหน้าของโลกตะวันตกมันคงต้องพิจารณาว่ามันไม่ได้มีแค่ตัวแนวคิดเรื่องความเปลี่ยนแปลงอย่างเดียวแต่มันมีเรื่องของรูปแบบด้วยที่มันเกิดขึ้นมาค่อนข้างเข้มข้นแล้วแตกออกไปหลายสายมากผมยกตัวอย่างง่ายๆอย่างเช่น นวนิยายที่ถือว่าสำคัญกับนักวรรณกรรมศึกษา อาจจะเป็นอาจารย์สอนปรัชญาอย่างเช่น ลาโนเซ่(La Nausée – ผลงานของ ฌอง ปอล ซาตร์) เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1938 เลอ ทรองเช่(L’Étranger หรือ คนนอก ผลงานของ อัลแบรต์ กามูส์)ก็จะเป็นปี 1942 เป็นช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ชัยชนะของคนแพ้ ของเสนีย์ เสาวพงศ์เกิดขึ้น ค.ศ.1944 เราลองนึกดูว่างานเหล่านี้นำเสนอเมสเสจอะไรในเรื่อง ของตะวันตกแล้วชัยชนะของคนแพ้เสนอเมสเสจอะไรในโลกตะวันตก รู้สึกจะเป็นเกี่ยวกับชาวรัสเซีย

แล้วในช่วงปี ค.ศ. 1957 ปีเดียวกันเลยกับที่ ปีศาจ พิมพ์ผมอยากจะบอกว่าตอนขบวนการทางวรรณกรรมที่มันก้าวไปสู่อีกหัวโค้งหนึ่งแล้ว เราเรียกว่ายุคที่เราเรียกว่า นิว โนเวล(New Novel) หรือที่เรียกว่า นวนิยายใหม่นะครับ ปีเดียวกันกับที่ปีศาจพิมพ์ก็จะมีเป็น ลา โมดิฟิเคชอง( La Modification งานเขียนของ มิเชล บูตอร์)ก็จะเป็นนิยายที่เราด้วยสรรพนามบุรุษที่ 2 คือเรายังไม่เคยเจอนวนิยาย ต้องเรียกว่า You ตลอดเวลาคุณ คุณทำอย่างนี้ คุณทำอย่างนั้น นึกถึงเพื่อนเราที่เป็นนักเขียนสมัยใหม่ปัจจุบัน ในปี 2 พันกว่า วิวัฒน์(วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา ผู้เขียน ยูโทเปียชำรุด พ.ศ.2555) ใช้วิธีการเล่าคุณอย่างนั้น คุณอย่างนี้ หรือว่า เกา ซิงเจี้ยน(นักเขียนชาวจีนผลงานเรื่อง Soul Mountainเขาได้รับรางวัลโนเบลชาวในปี ค.ศ.2000) ก็ได้ เขาใช้คุณ สลับเป็นแค่บางบท แต่ไอ้เรื่องคุณของ มิเชล บูตอร์นี่ ซึ่งเขียนคุณทั้งเรื่องเลยซึ่งเราดูใน ปีศาจ กำลังเสนออะไร บูตอร์ว่ากำลังขยับรูปแบบอันนี้ไปสู่อะไรบ้าง บูตอร์ไม่ได้เขียนเรื่องการเมืองแล้วนะครับ ให้ความสำคัญของเรื่องรูปแบบว่านวนิยายมันจะไปทางไหนบ้าง อย่างไรก็ตามวิธีการเปรียบแบบนี้นะครับ ผมว่ามันอาจจะไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่ เพราะสำหรับผมรู้สึกว่ามันเป็นแค่ประสบการณ์ส่วนตัวผมอ่านผมรักหนังสือเรื่อง ปีศาจ ผมอ่านผมเข้าไปในประวัติศาสตร์ของวรรณกรรมแล้วผมคิดว่างานที่เราคิดว่าเราชอบ แล้วมันเจ๋งมันก็แค่นวนิยายเรื่องหนึ่งเมื่อเทียบกับกระแสของวรรณกรรมที่มีในโลก และเทียบกับประเทศอื่น ไต้หวัน มาร์แซล พรุสต์( Marcel Proust ผู้เขียน In Search of Lost Time หรือ Remembrance of Things Past ระหว่าง ค.ศ.1913-1927) ตั้งแต่ มาร์แซล พรุสต์ เพิ่งเริ่มออกอะไรอย่างนี้ แล้วเรารู้สึกว่ามันมีอะไรหลายๆอย่าง นั่นคือโลกของอีกโลกนึง ผมไม่เข้าใจผมไม่รู้จักภาษาเวียดนามแต่ในโลกอาณานิคมก็จะมีความเคลื่อนไหวอีกแบบนึง ถ้ายังไงผมคิดว่ามันจะมีประเด็นที่ผมคิดว่ายังไงซะเราก็ต้องกลับมาอธิบายอยู่ แต่อันนี้อาจจะยกไว้รอบหน้านะครับ

สุเจน : ก็มันแปลว่าเราเดินช้ากว่าชาวบ้านเขาหรือเปล่า

กิตติพล สรัคคานนท์ คือกำลังจะบอกว่าเราทำวรรณกรรมคนละโจทย์กับเขา พูดง่ายๆ ถ้าเรามองวรรณกรรมมันเป็นเหมือนเครื่องมือชนิดนึง เมื่อกี้ก็ยังคุยเรื่องรูปแบบอยู่เลยว่าอย่าง ปีศาจ เขียนเป็นตอนๆนะครับ ซึ่งเราจะเห็นบางช่วงบางตอนที่มันกระโดด ก็ลักลั่นกันอยู่พอสมควร ก็ที่เข้าใจซึ่งอาจพบเหมือนกันว่าผู้อ่านไม่อินมากตอนที่มันพิมพ์ ไม่มีกระแสตอบรับว่าชมหรือว่าด่าอะไรเลยมีแต่ความเงียบ ผมก็เลยคิดว่าจริงๆแล้วงานก้าวหน้าของเรามันอาจจะก้าวหน้าหรือสนับสนุนความเปลี่ยนแปลงทางความคิด แต่ในทางรูปแบบล่ะ ? อันนี้โดยส่วนตัว มันอาจจะไม่สู้ในยุคของ ฮิวเมอริสต์ (นามปากกาของ อบ ไชยวสุ นักเขียนในกลุ่มสุภาพบุรุษ), สันต์ เทวรักษ์(นักเขียน นักแปล ผู้แปล “จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม”) หรือเปล่า ? ซึ่งเวลาเราอ่านแล้วจะรู้สึกว่าคนเหล่านี้มันจะมี เขาเรียกว่าอะไรนะอาจจะเป็นยุคของประชาธิปไตย ในยุคที่กำลังจะเกิดประชาธิปไตยหรือเปล่า ? ที่มันมีความหลากหลายและก็มีความสนุกกับความคิดอะไรอย่างนี้ซึ่งทั้งหมดทั้งสิ้น เข้าใจว่า…เป็นกลุ่มที่ใช้ภาษามากกว่าภาษาไทยครับ แล้วก็มีความเชี่ยวชาญบางอย่างเช่น สันต์ เทวรักษ์ ก็อาจจะได้ ภาษาฝรั่งเศส ฮิวเมอริสต์ ก็อาจจะได้ภาษาเยอรมัน ซึ่งยังไงภาษาที่สองที่สามก็อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักเขียนเช่น เลอ มูแลง(Le Moulin กลุ่มกวีไต้หวันในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น)อย่างไต้หวันอย่างนี้ก็ทำไม่เขาได้บางอย่างที่ในเนื้อนาดินของเราครับ

สุเจน : แล้วมันเป็นความผิดปกติหรือเปล่าครับที่โจทย์ในการทำวรรณกรรมของเรา ?

กิตติพล สรัคคานนท์ คือต้องยอมรับอย่างนี้นะครับว่าผมไม่ได้ประเมินว่าวรรณกรรมมันต้องก้าวหน้าอย่างเดียว เพราะว่าเอาเข้าจริงผมก็มาค้นพบข้อมูลภายหลังหลายๆอย่างว่า มันอธิบายได้ด้วยว่าทำไมคณะสุภาพบุรุษต้องเขียนเรื่องได้น้ำเน่า ว่าทำไมเรื่องน้ำเน่าต้องอยู่ในสังคมไทย ผมว่ามันก็มีปัจจัยบางอย่างที่เราจะสามารถใช้ในความเป็นอารมณ์อย่างนี้ในการดึงคนเข้ามาร่วมกันเพียงแต่ว่าในด้านหนึ่งคิดว่า เขาอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานบางประเภทที่ไม่ได้เน้นอารมณ์น่ะครับ แต่พอดีว่าเราทำงานในเชิงอารมณ์พวกนี้มันค่อนข้างเยอะและผมเข้าใจว่าในตัวของบรรณาธิการเองซึ่งก็มีความหลากหลาย บางคนก็จะเป็นนักหนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้สนใจพวกความเปลี่ยนแปลงทางด้านวรรณกรรมและผมสนใจมากเลยครับ คนอย่าง ส่ง เกียรติภาษี ที่ตายเร็วมากแต่เขาเป็นคนเดียวที่แปลงานเป็นอาร์ติเคิล น่าจะเป็น The Times Literaty Supplement (TLS) ที่เขาแปลเป็นภาษาไทย แล้วก็เป็นคนเดียวเลยที่เรียนวรรณกรรมแต่เขาตายไวเลยทำให้ไม่ค่อยเห็นความเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้

สุเจน : ประเด็นถัดไปที่อยากเรียนถามวิทยากรทั้ง 2 ท่านก็คือเอาเฉพาะเพลงเดือนเพ็ญกับนิยายเรื่องปีศาจก็ได้ครับ ปัจจุบันมันถูกตีความเยอะมากไม่ว่าใครเป็นฝ่ายไหน อนุรักษ์นิยม ความก้าวหน้าอย่างนี้ครับ มองประเด็นเรื่องนี้อย่างไรอยากให้ทั้ง 2 ท่านลองตอบเรื่องตรงนี้ดูนะครับ

สุชาติ สวัสดิ์ศรี : มองในแง่ของไทม์ไลน์ของประวัติวรรณกรรมไทยสมัยใหม่ แล้วก็ไปเทียบไทม์ไลน์กับประวัติวรรณกรรมไทยกับของประเทศอื่น โดยเฉพาะในตะวันตกผมเห็นว่าผมเคยตั้งข้อสังเกตมาหลายครั้งแล้วว่า ไอ้ภาพรวมคำว่าสมัยใหม่ของประวัติวรรณกรรมไทยของเรา มันไม่เคยถูกจัดไว้อย่างเป็นระบบ เนื่องจากว่ายังไม่มีการเข้าไปศึกษาเอกสารชั้นต้น แล้วก็ให้ความหมายอย่างเป็นระบบ เอาแค่เอกสารชั้นต้นที่จะค้นไปให้ถึงปี พ.ศ.2417  ซึ่งเป็นจุดกำเนิดเริ่มต้นของงานเขียนประเภทเรื่องสั้นหรือนวนิยายในหนังสือดรุโณวาท(หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทยที่เผยแพร่ และดำเนินการโดยคนไทย) พ.ศ. 2417 ที่มีเรื่องสั้นประเภท นายจิตรกับนายใจสนทนากัน ชายหาปลาทั้งสี่(คนหาปลาทั้งสี่) นะครับ ซึ่งถือว่าเราไม่มีคนเข้าไปให้ความหมาย เริ่มต้นจากการไปศึกษาจากเอกสารชั้นต้นที่จะรวบรวมเอางานในช่วงก่อน 150 ปีของสิ่งที่เรียกว่า Post Narrative(งานเขียนที่มีลักษณะร้อยแก้วแนวใหม่) ของประวัติวรรณกรรมไทยของเรา มาให้เห็นภาพรวมให้ชัดเจนว่านักเขียนแต่ละกลุ่มมีความคิดว่าล้าหลัง ก้าวหน้าหรือใช้รูปแบบอะไรต่างๆ มันไม่มีภาพรวมให้เห็นชัดเจน  เพราะฉะนั้นอันนี้มันทำให้เกิดความลำบากในแง่ของการที่จะมองสายธารของวรรณกรรมไทยสมัยใหม่ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งทุกวันนี้ คือมันลุ่มๆดอนๆยิ่งมีการรัฐประหารมากครั้งมันก็เท่ากับตัดต่อ เมื่อเกิดการตัดต่อมันก็เกิดข้อต่อที่หายไปเรื่อยๆ แล้วยิ่งระบบหนังสือของบ้านเรามันไม่มีระบบ การจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบ เราก็จะไม่เห็นเลยว่านักเขียนของเราได้ทำอะไรไว้บ้าง ก็โชคดีที่ว่าอย่างเช่น ปีนี้ 100 ปี นายผี กับ เสนีย์ เสาวพงศ์ ก็มีคนที่ผมถือว่าทำประโยชน์อย่างที่ผมใฝ่ฝันว่าอยากจะเห็นอย่างนี้กับนักเขียนทุกคนในประวัติวรรณกรรมไทย ก็คือโครงการอ่านนายผี ของสำนักพิมพ์อ่าน ที่มันมีความสำคัญก็คือโครงการอ่านนายผี 20 เล่ม มันลงไปศึกษาจากเอกสารชั้นต้น แล้วทำให้เห็นภาพรวมของนายผีตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งอวสาน ตั้งแต่เริ่มต้นที่เขาเริ่มเข้ามาสู่วงการเขียนแล้วก็ออกไปเป็นอัยการแล้วก็ผันตัวเองไปเป็นนักปฏิวัติอะไรทำนองนี้นะครับ แต่ เสนีย์ เสาวพงศ์ ซึ่งเกิดปีเดียวกัน 100 ปีเหมือนกัน ยังไม่เคยมีใครทำอ่าน เสนีย์ เสาวพงศ์  นามปากกาก็มีไม่น้อย สุจริต พรหมจรรยา, โอ้ บางบ่อ อย่างที่ผมพูดไปสักครู่ยังไม่เคยเห็นงานยุคแรกของเสนีย์ เสาวพงศ์ ไม่ทราบว่าใช้นามปากกาอะไรนะครับที่ใช้เขียนใน ศรีกรุงจาริก คือยังไม่มีคนลงไปถึงเอกสารชั้นต้นคือหนังสือพิมพ์ศรีกรุง ที่คุณเสนีย์ เสาวพงศ์เขียนคอลัมน์ ตอนช่วงอายุ 17-18 ปี คือภาพรวมของเสนีย์ เสาวพงศ์เราก็เห็นเฉพาะในบางช่วงเท่านั้น ยังไม่มีการรวบรวม Collected งานของ เสนีย์ เสาวพงศ์ เอาเฉพาะในช่วงที่เรียกว่าเอ็กโซติก ของเสนีย์ เสาวพงศ์ในช่วงเรื่องสั้นที่เขียนในช่วงแรกๆก่อนที่จะมาถึง ชัยชนะของคนแพ้ ก่อนที่จะมาถึง ความรักของวัลยา ก่อนที่จะมาถึง ปีศาจ งานในลักษณะต่างๆของพี่เสที่กระจัดกระจายอยู่ ผมคิดว่ามันยังไม่ได้ถูกชำระอย่างเป็นระบบ อันนี้แค่นักเขียนคนเดียวนะครับ ผมถึงชื่นชมโครงการอ่านนายผีอย่างยิ่งเลย แล้วก็ใช้เวลาทำ 5 ปี ที่จะทำหนังสือออกมาเป็นกลุ่มก้อนของสิ่งที่เรียกว่า อ่านนายผี อย่างน้อยก็เห็นภาพรวมของนายผีเกือบทั้งหมด อาจจะมีงานบางชิ้นที่ยังกระจัดกระจายอยู่ แต่ของเสนีย์ เสาวพงศ์นี่ ผมเข้าใจว่างานช่วงแรกของเขายังไม่มีการจัดระบบชำระ มาในงานชั้นหลังนี่โอเค  งานชั้นหลังยังกระจัดกระจาย คือผมคิดว่าไอ้สิ่งเหล่านี้มันเป็นงานในระดับชาติ มันเป็นงานโครงสร้างในด้านวรรณกรรมของประเทศ ยังมีนักเขียนอย่างเฉพาะปีนี้นนี่สารคดีทำนักเขียนไทยที่มีอายุครบรอบ 100 ปีก็มีที่ถือว่าร่วมสมัยเดียวกับ นายผี กับ เสนีย์ เสาวพงศ์ ก็หลายคน ปีนี้ขาดไปอีกคนที่ไม่มีอยู่ในหนังสือสารคดีก็คือ จันตรี สิริบุญรอด ก็ร้อยปี จันตรี สิริบุญรอด ก็ไม่เคยมีภาพรวมของความเป็น จันตรี สิริบุญรอด รู้ว่าเขาเขียนนิยายวิทยาศาสตร์แต่งานของเขาก็กระจัดกระจาย ถ้าผมไม่ได้พบญาติของคุณจันตรี ก็คงไม่มีใครเคยเห็นภาพถ่ายของ จันตรี สิริบุญรอด หรือแม้แต่ไม้เมืองเดิม ถ้าหากไม่มีภาพวาดเหม เวชกร ก็คงจะไม่รู้ว่า ไม้เมืองเดิม หน้าตาเป็นอย่างไร ทั้งๆที่อยู่ในยุคสมัยที่มีกล้องถ่ายรูปแล้วแต่ไม่เคยมีใครเห็นภาพถ่ายของ ไม้เมืองเดิม อันนี้จะเรียกว่าเป็นลักษณะเฉพาะหรือลักษณะอะไรก็ไม่ทราบนะครับแต่อันนี้คือความอาภัพของสิ่งโครงสร้างทางหนังสือบ้านเรา ซึ่งมันยังไม่มีการจัดระบบที่ชัดเจนและผมคิดว่ามันก็จะหายไปเรื่อยๆ มันเป็นข้อต่อที่หายไปเรื่อยๆ จากการที่ไม่มีคนไล่ให้ทัน อย่าง โดม สุขวงศ์(ผู้ก่อตั้ง หอภาพยนตร์ไทย) ก็พยายามไล่ตามหนังไทยให้ทัน ซึ่งก็ไม่มีทางตามให้ทันได้ แต่ของเราประวัติวรรณกรรมไทยที่จะลงความเห็นอะไรสักอย่างนึงผมเข้าใจว่ามีปัญหา อันนั้นเป็นเรื่องที่ผมคิดว่ามันทำให้เราไม่สามารถที่จะลงความเห็นอะไรได้ชัดเจน

สุเจน : ดังนั้นเมื่อไม่มีการจัดระบบที่เป็นระบบมันก็ตีความลำบากใช่ไหมครับ

คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี : อันนั้นก็ส่วนหนึ่ง และส่วนที่บอกถึงเกี่ยวกับคำว่าเมื่อสักครู่นี้ที่พูดถึงเรื่องรูปแบบเนื้อหานะครับคือก็มีการพูดถึงในลักษณะเนื้อหากับรูปแบบไปด้วยกัน แต่ว่าคนที่เขียน ผมมีความรู้สึกว่าอย่างเช่นในยุคนายผี นายผีก็พยายามที่จะบอกคนที่ทำงานในด้านการเขียนว่า คือเขาก็มีความเห็นของเขาแต่นายผีก็ยังสามารถที่จะอยู่ร่วมกลุ่มกับคนพวกนี้ได้ไม่ว่าจะเป็น สด กูรมะโรหิต,  จำกัด พลางกูร คนที่เป็นความแตกต่างกันทางด้านความคิดทางการเมือง ตอนสมัยที่มีชมรมประพันธ์ที่พูดถึงเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสั้น ‘สัญชาตญาณมืด’ ของ อ. อุดากร ยังโชคดีที่ วิลาศ มณีวัต บันทึกไว้ เพราะงั้นเราก็เห็นนักเขียนแต่ละรุ่นที่ไปรวมกันที่นิตยสาร สยามสมัย รวมกันเพื่อที่จะได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง สัญชาตญาณมืด ของ อ.อุดากร นายผีก็ร่วมอยู่ด้วยแต่นายผีก็ให้ความเห็นว่ามันไม่เป็นธรรมมันไม่ยุติธรรม ถ้าหากนักเขียนไม่ได้นั่งฟังอยู่ด้วยว่าพวกนักเขียนที่มาชุมนุมกันให้ความเห็นกับตัวเขาว่ายังไง มันควรจะให้มีผู้เขียนอยู่ด้วย คือนายผีเป็นอัยการเก่า คิดว่าถ้าเมื่อจะทำการพิพากษาหรืออะไรก็แล้วแต่ก็ควรจะพิพากษากันตรงหน้า อันนี้เป็นลักษณะของนายผี แต่ว่าก็มีการพูดกัน ประหยัด ศ.นาคะนาท ก็บอกว่าทำได้ ทางด้าน มาลัย ชูพินิจ ก็บอกว่านักเขียนอนุญาตแล้ว นายผีบอกว่าถ้าอย่างนั้นผมขอจากที่ประชุม นายผีก็เดินออกไปก้มหัวให้แล้วก็เดินออกไป  ก็เป็นความสง่างามของนายผีอย่างยิ่ง ก็เสนอให้เห็นว่าถ้าหากไม่มีการรัฐประหาร ในความก้าวหน้าในเรื่องของนักเขียนไทยบางทีมันสะดุดอยู่กับการตัดต่อ มันสะดุดอยู่ที่สภาพสังคม มันไม่มีความต่อเนื่อง และนักเขียนไทยผมเข้าใจว่ามันอยู่ในแนวขนบจนกระทั่งไม่มีความริเริ่มที่จะพัฒนารูปแบบ นายผีพัฒนาส่วนหนึ่งแต่ว่าแกก็มีนัยยะทางการเมือง ส่วนการพัฒนาการทางรูปแบบผมคิดว่างานที่ผมเขียนผมก็คิดว่าเป็นงานที่ฝ่ายซ้ายก่อนช่วง 14 ตุลาฯ เขาไม่ยอมรับ อันนี้พูดให้เห็นภาพว่าในขณะที่ผมดูเหมือนเป็นโฆษกของคำว่าเพื่อชีวิตนะครับ พิมพ์งานให้ จิตร ภูมิศักดิ์ สนใจงานของ เสนีย์ เสาวพงศ์ แต่เวลาผมทำงานศิลปะ ผมคิดว่าศิลปะนั้นมันอยู่ในที่ซ่อน มันขึ้นอยู่กับคนที่ทำงานศิลปะว่าจะพัฒนาการทางรูปแบบอย่างไรเพราะฉะนั้นงานที่เขียนออกมา ชุดความเงียบ ที่เขียนมาในช่วง 2514-2515 ซึ่งเป็นช่วงที่กระแสขึ้นสูง เป็นกระแสซ้ายจัดในกลุ่มของคนทำงานวรรณกรรมในช่วงนั้นที่เรียกว่าพวกเพื่อชีวิตก้าวหน้า ก็มองงานอย่างที่ผมเขียนนะครับ คือเขาก็แปลกใจว่าผมทำงานด้านนิตยสารอย่าง สังคมศาสตร์ปริทัศน์  แต่ทำไมเขียนงานอ่านไม่รู้เรื่อง เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ เพราะฉะนั้นเขาก็ถือว่าผมมีปัญหาทางความคิด เขาก็ใช้คำของ สมชาย ปรีชาเจริญ ซึ่งก็เป็นนามปากกาอีกนามหนึ่งของจิตร ภูมิศักดิ์ ก็เขียนวิจารณ์พวกกลุ่มกวี อย่าง โบดแลร์(ชาร์ลส์ โบดแลร์ – กวีชาวฝรั่งเศส ผู้เขียน The Flowers of Evil ปี ค.ศ.1857) ,แรงโบด์(อาตูร์ แรงโบด์ กวีชาวฝรั่งเศส ผู้เขียน A Season in Hell ปี ค.ศ.1873) กลุ่มกวีสัญลักษณ์นิยมของฝรั่งเศส ในช่วงสมัยต้นศตวรรษที่ 20 ว่าเป็นศิลปินที่เผชิญกับโรคร้ายโรคที่ชื่อว่าโรคประจำศตวรรษ หรือMalady of The Century เป็นคำของจิตร ภูมิศักดิ์ เอาคำนี้มาใช้วิจารณ์งานของผม ก็คือมองว่างานของผมเป็นศิลปินที่เผชิญกับโรคร้าย โรคเหงา โรคเศร้า โรคเบื่อ โรคที่ไม่เห็นชัยชนะของประชาชน ซึ่งคนที่วิจารณ์ผมนั้น เขาใช้งานนามปากกาแต่ต่อมาเมื่อ 40 ปีผ่านไปหลังจากที่เขาออกจากป่าแล้วตอนนี้เขาก็ไปอยู่กับพวกนกหวีด ไปเป็นคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ซึ่งก็ทราบกันอยู่ว่าสังกัดสีไหน ซึ่งมันเห็นความเปลี่ยนแปลงของคนนะ เราก็ยังยืนอยู่ในที่เดิม แล้ววันนี้ก็ยังมาพูดถึงเรื่องนายผี เรื่องเสนีย์ เสาวพงศ์ ทั้งที่ผมมีความรู้สึกว่างาน เสนีย์ เสาวพงศ์ ในบางส่วนนั้นมันมีลักษณะของ Didantic(เชิงสั่งสอน) มีลักษณะของกลไก ตัวละครอย่างเช่น วัลยา ก็ดี หรือแม้แต่สาย สีมา เองก็ดี ผมเคยเขียนในลักษณะช่วงที่หลังจากที่คนป่ากลับคืนเมืองแล้วก็มามีความสำเร็จทางธุรกิจ แล้วก็เขียนโดยการเอา สาย สีมา มาใช้ ไม่รู้ว่าพี่เสได้อ่านหรือเปล่า ?  อ่านแล้วว่าผมจะรู้สึกว่าผมเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ? เพราะผมเขียน 3 บรรทัดเท่านั้นล่ะครับ ก็ตำนานกลายเป็นตาปลา นั่น สาย สีมา นั่งนับเงิน สาย สีมาเปลี่ยนไปแล้วช่วงนั้นเป็นช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่ สาย สีมานั่งรับเงินหลายๆคนก็เห็นกันอยู่

สุเจน : แสดงว่าปีศาจของสุชาติ สวัสดิ์ศรีตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว

คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี : คือปีศาจผมคิดว่ามันถูกอ้างโดยคนที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาชนเหมือนกัน เหมือนอย่างคนที่สีเหลืองก็ร้องเพลง แสงดาวแห่งศรัทธา คนสีแดงก็ร้องเพลง แสงดาวแห่งศรัทธา คนสีเหลืองก็ร้องเพลงเดือนเพ็ญ คนสีแดงก็ร้องเพลงเดือนเพ็ญ คำว่าปีศาจมันคงจะมีไอ้สิ่งที่เรียกว่าว่าปีศาจมันคงจะมีหลายโฉมหน้า ไอ้สิ่งที่เรียกว่าความคิดเก่า โลกเก่า เมื่อวันเวลาผ่านไป มันวางบทบาทของมันใหม่ มีคนให้ข้อสังเกตุว่าคนที่เชี่ยวชาญในการแต่งกวีนิพนธ์เป็นคนที่ได้รับการยอมรับ และครั้งหนึ่งเคยเคลื่อนไหวในลักษณะของการต่อต้านเผด็จการ ต่อต้านรัฐประหาร มาในช่วงเมื่อ 40 ปีก่อน พอมาในช่วงศตวรรษตั้งแต่หลังปี พ.ศ.2540 เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงรัฐประหาร พ.ศ.2557 นี่นะครับ มีนักเขียนคนนึงให้ข้อสังเกตุโดยการเขียน ไม่เคยมีกวีประชาชนคนใหนที่เขียนด่าประชาชนเหมือนเท่ากับยุคนี้คือยุค 10 กว่าปี ตั้งแต่สมัย พ.ศ.2540 เป็นต้นมา คือก็เห็น ถ้าหากเอ่ยชื่อนี่ก็จะเข้าใจว่าครั้งหนึ่งเคยมีบทบาทในแง่ของหัวหงอก เรื่องความคิดประชาธิปไตย ต่อมาทำไมสมาทานรัฐประหาร เห็นด้วยกับการรัฐประหาร

สุเจน : แล้วคุณโยปีศาจตอนนี้ของคุณโยเป็นอย่างไรครับ

กิตติพล สรัคคานนท์ : จริงๆก็ยังมีเรื่องให้คุยเยอะนะ ผมว่ามันไม่ถึงกับที่จะอ่านกันไม่ได้หรือว่าเป็นกลไกแบบเดียว เพราะผมว่าลองกลับมาอ่านด้วยวิธีการ ด้วยยุคสมัย แล้วก็ด้วยตัวเราเอง เดี๋ยวผมยกตัวอย่างง่ายๆ สมมุติผมอ่านผมก็ตอบในสิ่งที่พี่สุชาติพูดได้เหมือนกัน ที่ลุงเสเขียนไว้นะครับว่า (เปิดอ่านเรื่อง ปีศาจ)

เราพิจารณาความดีเฉพาะแต่คำของมันไม่ได้ เราจะพิจารณาได้ก็ต่อเมื่อมาประกอบกับ คน สัตว์ หรือสรรพสิ่งต่างๆเท่านั้น และความหมายของมันก็จะไม่มีวันคงที่แน่นอนเลย เช่น คนดีหมายความว่าอย่างไร สัตว์ เช่น สุนัขดี หมายความในแง่ใด และโต๊ะ เก้าอี้ ดีในแง่ใด มันก็ขึ้นอยู่กับคนที่จะประเมิคุณค่าและความหมายของความดีนั้น คนดีตามความหมายของคนทั่วไปย่อมอยากดี แต่คนดีตามความหมายของโจรย่อมอีกอย่างหนึ่ง คนดีในความหมายของคนทั่วไปต้องไม่ใช่โจร แต่คนดีของโจรก็คือคนที่ประพฤติตนเยี่ยงโจร ดังนั้นเมื่อพูดถึงความดีมันจึงมีความหมายแล้วแต่ว่ามันจะเหมาะกับคนประเภทใด

อันนี้คือจริงๆสิ่งที่คุณเสพูดมันอธิบายโดยตัวมันเองอยู่แล้ว เรื่อง ปีศาจ ผมว่ามันเป็นบทนิยามที่มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะนิยามมันจากจุดยืนตรงใหน จริงๆ ผมมีเรื่องที่อยากจะชวนกลับมาอ่านเล่มนี้ ผ่านสายตาของคนปัจจุบันนี่หลายๆ เรื่องเยอะเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าเวลาอำนวยหรือเปล่า ? คิดว่าจริงๆ จะตอบคำถามก่อน ที่จริงมันมีประเด็นมากที่พาดพิงกันไปพาดพิงกันมา ผมตั้งข้อสังเกตุว่า พี่สุชาติเขียนวรรณกรรมที่ถือเป็นว่าฝ่ายก้าวหน้าไม่ชอบนี่ ฝ่ายก้าวหน้าไม่ชอบนี่มันต้องยุค 70sนะครับ ซึ่งยุค 70s นี่เป็นยุคที่ผมกำลังพูดน่ะประมาณ 1940 หรือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มัน 30 ปี แล้วนะครับ มันห่างช่วงกันเยอะเหมือนกัน แต่ถ้าเราพูดถึงโบดแลร์ พูดถึงแรงโบด์ มันศตวรรษที่ 19 ครับ ผมว่ามันทิ้งช่วงห่างกันกับที่พี่สุชาติถูกโจมตี นั่นก็แปลว่ารูปแบบของงานที่พี่สุชาติเขียน เอาเข้าจริงก็ไม่ อาจจะ ผมไม่รู้เหมือนกันนะแต่ผมว่าถ้าเป็นอาปอลีแนร์(กีโยม อาปอลีแนร์ กวี-นักเขียนฝรั่งเศส ผู้เขียน Alcools ปี ค.ศ.1913 ) ต้นศตวรรษที่ 20 ผมว่าก็คล้ายพี่สุชาติ แสดงคนพวกนี้ก็ไม่มีความเข้าใจเรื่องอะลินแต หรือเรื่องกวีแบบประเภทที่เราเรียกว่าวรรณรูปเลย ใช่ไหมครับคนที่วิจารณ์ ฝ่ายซ้ายก็คือเขาก็ไม่มีภาพเหล่านี้อยู่ในหัว ซึ่งก็แสดงว่าอันนี้ผมก็เลยคิดว่าอันนี้ก็ชัดเจนแสดงว่าความก้าวหน้าในรูปแบบสังคมไทยมันไม่ถูก Embed ไปตั้งแต่แรก ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครอ่าน ยูลิซิส (Ulysyss – งานเขียนของ เจมส์ จอยซ์) น่ะครับในช่วงทศวรรษ 1940 หรือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เป็นคนไทยนะครับ หรือว่าอ่านแต่อาจจะไม่เคยพูดถึง หรือว่าเขียน ในโลกที่เป็นอาณานิคม โลกของเวียดนามอย่างนี้ครับ มันมีงานแปลมีงานอะไรพวกนี้เกิดขึ้นในยุคนั้นเรียบร้อยแล้วครับ แต่ว่าคนพวกนี้น่าสนใจมากเขาไม่ได้อยู่กันอิสระแต่เขาทำงานกันเป็นเครือข่าย ซึ่งเครือข่ายเขาไม่ใช่เครือข่ายทางการเมือง แต่เป็นเครือข่ายทางวรรณกรรมที่ใช่วิธีการจดหมายข้ามประเทศกัน บางทีก็มี Sourceว่าคุณรู้ภาษาญี่ปุ่นใช่ไหม รู้ภาษาจีนใช่ไหม คุณกวีเวียดนามนะคุณส่งมาลงทางนี้ที่หนังสือของเรา นี่ก็จะเป็นเรื่องของลักษณะเครือข่าย แต่พอดีว่าของเรา คนไทยลักษณะเครือข่ายตรงนี้มันขาด แล้วผมจำได้ว่าตอนที่ผมไปดู เลอ มูแลง(Le Moulin หนังสารคดีด้านประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับกลุ่มกวีไต้หวันในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น ใน ปี ค.ศ.2015) จะมีแถลงการณ์ของพระโอไวครับ ในท่ามกลางนักเขียนต่างๆ ที่ประเทศญี่ปุ่นตอนนั้น ซึ่งเชิญมาเพื่อที่จะพูด จะใช้วรรณกรรมในการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ.. จะเรียกว่าเป็นการประกาศอำนาจแบบหนึ่งก็ได้ พระโอไวก็พูดเรื่องที่เป็นชาตินิยมครับ ไม่ใช่แนวคิดอะไรเลยก็คือแนวคิดชาติแบบเชื้อชาติ ซึ่งน่าสนใจมาก เพราะฉะนั้นถ้าถามผมในประเด็นที่ว่าถ้ามันถูกหยิบยืมไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สุเจน : ใช่ครับ การตีความของนิยายเรื่องนี้น่ะครับ

กิตติพล สรัคคานนท์ : คือจริงๆมันน่าสนใจในแง่ที่ว่า เราก็อยากเป็นพระเอก เราทุกคนไม่อยากเป็นสาย สีมา เราไม่มีใครอยากเป็นท่านเจ้าคุณ แต่เวลาผมอยากชวนให้มาอ่านเล่มนี้นะครับ ผมไม่อยากให้เราสวมบทบาทเป็น สาย สีมา แต่เพียงคนเดียว ผมอยากให้ลองดูสายสัมพันธ์ในตัวละครอื่นๆ ซึ่งเวลาที่ผมคุยกับคนรุ่นใหม่ทุกคนก็จะอินกับความเป็นพระเอกที่อยู่ที่โต๊ะกินข้าวที่ชวนมาแล้วก็ลุกขึ้น เพื่อที่จะพูดกับทุกคน-ประโยคคลาสสิคตรงนั้น แต่ทีนี้พอผมอ่านเล่มนี้ผมกับพบว่าสิ่งหนึ่งที่ เสนีย์ เสาวพงศ์ มีแล้วนักเขียนคนอื่นๆไม่ค่อยมีนะครับ คือความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับชนชั้นสูงค่อนข้างมากและความรู้ความเข้าใจที่มีเกี่ยวกับชนชั้นสูง มันเป็นมากกว่าสำนึกทางชนชั้น แต่ว่าเรากำลังพูดถึงอาวุธของคนที่อยู่ในปราสาท ที่เขาใช้กับพวกเราลงมา ซึ่งนักเขียนส่วนใหญ่จะวาดภาพให้ชนชั้นสูงดูเป็นผู้ร้าย เป็นปีศาจนั่นล่ะในสายตาของเรา แต่นักเขียนฝ่ายประชาชนนี่ประมาทไม่ได้เพราะสำหรับผมคิดว่า หนึ่งถ้าคุณไม่มีความรู้แล้วคุณไม่มีความคิดที่จะต่อสู้กับอาวุธของเขา อาวุธของเขาคืออะไร อาวุธของเขานี่ ผมว่ามันชัดเจนมากเลยเวลาที่เขาเสนอภาพของชนชั้นสูง ชนชั้นสูงไม่พูดความจริงนะครับ ความจริงมันก็มีหลายด้านแล้วชนชั้นสูงนี่ เวลาที่เขาไม่พูดก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่คิดอะไรเลย ถ้าเราดูการเคลื่อนไหวของแต่ละคนอยู่ในนี้แล้วเราจะเห็นเลยว่าถ้าเรายึดถือความจริงตัวละครนี้เราตายหมดเลยทุกคน เพราะว่าเราไม่สามารถไปดีลกับเขาได้ แล้วก็ที่สำคัญซึ่งน่าสนใจมากเลยก็คือฉากจบ เราทุกคนคิดว่ามันเป็นชัยชนะของ สาย สีมา การเริ่มต้นใหม่แบบที่เราเห็นว่ารัชนีบอกว่า ฉันไม่เอาอะไรติดตัวไปเลย ชีวิตฉันน่ะ แหวนก็ไม่มี มีแต่เสื้อผ้า เสื้อผ้าที่สวยงามออกไปชนบท แต่อย่าลืมว่าคนที่อยู่ในปราสาทก็ยังอยู่ในปราสาทนะครับ เขาไม่ได้ตาย ไม่ได้มีความหมายกับเขา เขาก็ยังอยู่แล้วถามว่าใครเป็นมุมมองของผม ปีศาจไปอยู่ที่ใหน ผมคิดว่าผมคิดคล้ายๆกับพี่สุชาติ ปีศาจที่อยู่ใน สนช. ปีศาจก็คือไปทำงานรับใช้คนในปราสาทอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นปีศาจมันก็กลายรูปกลายร่างไป แล้วแต่ว่าปีศาจจะมาชวนเราหรือเปล่า เราจะไปเป็นปีศาจไหม ?

สุเจน : สาย สีมา แพ้ไหมครับสำหรับทั้งสองท่าน (ในเรื่องนะครับ) ?

คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี : คือผมว่าถ้าอ่านโดยนัยยะแล้ว ผมคิดว่าถ้าปีศาจมันมีหลายโฉมหน้า มันลื่นไหล ไม่มีมิตรถาวร ไม่มีศัตรูถาวรอะไรทำนองนี้ ผมคิดว่าโดยการมอง สาย สีมา ในความหมายที่มีความชัดเจน ผมคิดว่ามันมีความชัดเจนตรงที่ว่า สาย สีมา นั้นเห็นว่าเขาสังกัดอยู่กับสถานะชนชั้นใหน เพราะฉะนั้นไอ้การที่เขาวิจารณ์ท่านเจ้าคุณนั้นก็เป็นพวกที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า คือตอนนี้มันยังบอกเด็ดขาดชัดเจนไม่ได้ ถ้าหากว่าดูการเมืองสภาพของปัจจุบันไทยก็เห็นอยู่ว่ามันยังยันกันอยู่ มันคล้ายๆอย่างนั้นแล้วไม่รู้ว่าพวก สาย สีมา จะแพ้หรือเปล่า ? ด้วยเหตุผลที่ว่า สาย สีมา ที่ครั้งหนึ่งเคยมีความชัดเจน ก็อยู่ในสภาพเนียน สภาพเบลอ สภาพที่กลายเป็น สนช. อยู่อย่างที่คุณโยว่านี่นะครับ คุณว่าเองนะ อันที่จริงก็เป็นมากกว่านั้น เพราะส่วนใหญ่นั้นก็เป็นเพื่อนที่รู้จักกันก็ไม่น้อยคนที่เคยต่อสู้ ครั้งหนึ่งเคยต่อสู้ เคยเขียนบทกวีการเกิดต้องเจ็บปวด ต้องร้าวรวด ต้องทรมาน อะไรแบบนี้ และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฎ เคยร่วมกันในฐานะที่เคยต่อสู้ศัตรูตัวเดียวกัน แต่ตอนนี้มันกลายสภาพไป แล้วทุกคนก็ยังรู้สึกว่าเขาก็ยังชื่นชม เสนีย์ เสาวพงศ์ ยังชื่นชมนายผี ทุกครั้งที่มีคำว่า เดือนเพ็ญ นายผี ก็จะปรากฎคนที่อยู่อีกฟากหนึ่ง เขาอาจจะมีมุมมองใช่ไหม เขาอาจจะมีมุมมองเกี่ยวกับนายผีอีกแบบหนึ่งก็ได้ซึ่งเราไม่รู้ ซึ่งไอ้ความชัดเจนตรงนี้ผมเข้าใจว่าก็คงต้องดู ถ้าหากว่าดูที่นายผีนี่ ผมคิดว่านายผีชัดเจนที่สุด ชัดเจนตรงที่ว่าเขาเทศนาในสิ่งที่เขาเชื่อ หลังจากที่เขาบอกให้ชวนคนที่ เขาบอกว่าเป็นนกฮูกไปปลุกให้คนตื่น ตื่นแล้วก็ให้ลุก ลุกแล้วก็ให้โรจน์ สำหรับนายผีโรจน์ก็คือการเป็นนักปฏิวัติ แล้วเขาก็ไม่กลับมาด้วยมี 66 /2523(คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ที่เปลี่ยนนโยบายของทหารต่อพรรคคอมมิวนิสต์อย่างประนีประนอมขึ้น ส่งผลให้หลายกลับออกมาจากป่า) นายผีก็ไม่กลับ เขาดำรงสถานะเป็นนักปฏิวัติ จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในอีก 10 ปีต่อมา จึงมาโด่งดังด้วยเพลง คิดถึงบ้าน ในนามของ เดือนเพ็ญ เพราะฉะนั้นในแง่ของคนที่มองนายผี เวลาที่ผมมองว่าเขามีความซื่อสัตย์กับตัวเองเสมอต้น เสมอปลาย เป็นคนที่เชื่อมั่นในสิ่งที่เขาเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทางที่ก้าวหน้า เช่น คนจะต้องมีโอกาส มีเสรีภาพ มีโอกาสที่เท่าเทียมกัน อะไรทำนองนี้ ในเรื่องของเสรีภาพ ในเรื่องของประชาธิปไตย แล้วเขาก็เห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้เขาเลยกลายเป็นนักปฏิวัติ แต่เสนีย์ เสวพงศ์นั้นผมคิดว่า เขาเป็นนักการทูต เขาเปลี่ยนสภาพจาก เอ่อ เขาก็ยังเขียนหนังสืออยู่ แต่โดยสภาพแล้วนี่แตกต่างจากนายผี ถ้าหาดูนิสัยใจคออย่างที่ผมได้เคยรู้จักพี่เส เห็นว่าท่านเป็นแบบนั้นจริงๆ คือเป็นคนที่มองทุกอย่างด้วยสายตาของคนที่มีความหวัง ทุกสิ่งทุกอย่างของนายผีนี่ ผมคิดว่าคล้ายๆ มันตรงกันข้ามกับพี่เส ถ้าหากว่ายกตัวอย่าง เอาตัวอย่าง ความรักของวัลยา ละกัน อย่างเช่น ความรักของวัลยา พี่เสเขียนตอนอายุ 34 ปี 2495 เขียนเป็นตอนๆเหมือนกัน แต่มีอยู่ตอนนึงที่ภรรยาพูดนะครับ มันเป็นเหมือนบทเทศนาแต่มันก็ได้นัยยะบางอย่าง เป็นต้นว่า

ภรรยาพูดบอกว่า โลกนี้มีทั้งความมืดและความสว่าง แม้ที่เรายืนอยู่มันก็ไม่มืดเลยทีเดียว แล้วก็ไม่สว่างจ้าทีเทียวเช่นกัน ความลำบากทั้งหลายมันอยู่ที่ว่า คนยังไม่รู้ว่าอะไรคือความมืดและอะไรคือความสว่าง เมื่อคนรู้ว่าความสว่างอยู่ที่ใหนก็จะเดินไปสู่ที่นั่น ความมืดก็จะปลาสนาการไปชั่วกัลปวสาน

มันจริงหรือเปล่าที่คนยังไม่รู้ว่าอะไรคือความมืดอะไรคือความสว่าง ตรงนี้สภาพของบ้านเราที่มาถึงตรงจุดที่ว่าหลังจากที่ 4 ปีผ่านไปมันจะมีการเลือกตั้ง การเลือกตั้งที่ไม่รู้ว่าจะออกหัวออกก้อยนี่นะครับ แล้วก็ดูเหมือนว่าปัญหายังไม่จบ ซึ่งสิ่งนี้ผมคิดว่าเมื่ออ่านงานเมื่อย้อนกลับไป คนรุ่นใหม่ย้อนกลับไปอ่านงานของเสนีย์ เสาวพงศ์ ในสายตาของคนรุ่นใหม่มันยังทันสมัยอยู่ ทั้งๆที่ดูเหมือนว่ามันเป็นบทเทศนา ถ้าใครยังไม่เคยอ่านลองหาหนังสือ ความรักของวัลยา ปีศาจ อ่าน แต่ที่ผมคิดว่าที่มันจะให้ความหวัง ความสว่างมาก กคือเรื่อง หยดหนึ่งของกาลเวลา อันนี้เป็นงานที่สำหรับผมชอบมาก

สุเจน : พี่โยครับ คำถามเดิมก็คือว่า สาย สีมาทุกวันนี้แพ้ยัง ?

กิตติพล สรัคคานนท์ : ที่จริงโชคดีที่เกิดเป็นตัวละครถ้าเป็นคนนี่มันเปลี่ยนไปแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาที่เรากลับไปอ่านนี่ สาย สีมา ก็ยังคงให้ความหวังอยู่นั่นล่ะ เพียงแต่ว่าถ้าเราคิดว่าตัวเราเป็นตัวเรานะครับ ทำแบบนี้แน่นอนเราแพ้แน่ เพราะฉะนั้นเล่มนี้ผมก็ยังแนะนำให้กลับเข้าไปอ่านอย่างน้อยเพื่อทำความเข้าใจว่าคนที่อยู่บนปราสาทเขาคิดยังไง จริงๆ วีธีการที่เขาพูดอย่างประโยคสั้นๆ

เสรีภาพจะมีอยู่ที่ใหนก็ช่าง แต่ไม่ใช่ในบ้านนี้ แต่ยังเป็นลูกของเจ้าคุณ ไม่ใช่ผู้หญิงริมถนน สำหรับคนที่ต้องการจะลอกคราบตัวเองเพื่อเป็นผู้ดีกับเขา ตั้งแบบไม่มีหวัง มันจะเป็นไปได้ ประตูบ้านอาจเปิดอยู่ตลอดเวลา สำหรับบุคคลบางคโดยเฉพาะเท่านั้น

ซึ่งมันน่าสนใจมากเลย วิธีคิดของเจ้าคุณที่เวลามองคนต่างๆ ซึ่งถามว่า สาย สีมาจะตายไหม จริงๆในเล่มนี้เราอ่าน ผมคิดว่าเขายังมีชีวิตอยู่ แล้วความคิดหลายๆอย่างของสายนี้ ผมยังเชื่อว่าไม่ค่อยมีนักเขียนไทยคนใหน สามารถเขียนขนาด อันนี้พอดีว่ามันอยู่ในปาก หรือคำพูดของสายสีมาด้วยว่า อันนี้เขาพูดถึงเหตุผล ซึ่งผมคิดว่าวิธีคิดเรื่องเหตุผล น่าสนใจมากเพราะว่านี่ไม่ใช่ ธเนศ วงศ์ยานนาวา นะครับจะพูดอะไร Rationality ไปหมด ผมจะอ่านให้ฟังนะครับ

นี่เหตุผลของใครก็เป็นเหตุผลของคนนั้น ทั้งนี้ไม่ได้จะหาความถูกต้อง ความแน่นอนอะไรไม่ได้ ความถูกต้องนั้นมีอยู่ สิ่งที่ถูกก็ต้องถูก สิ่งที่ผิดก็ต้องผิด ถูกจะเป็นผิด ผิดจะเป็นถูก ได้ทั้งสองอย่างนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุผลไม่ใช่ความจริง ความจริงเท่านั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเหตุผลที่ถูกต้อง จึงต้องเป็นเหตุผลที่สอดคล้องกับความจริง นอกจากวิธีคิดอย่างมีเหตุผล คือ Rational Thinking ของคนเราแตกต่างกันแล้ว วิธีคิดอย่างมีเหตุผลตามแบบตรรกศาสตร์หรือคณิตศาสตร์เองก็ไม่ตรงกับความจริงเสมอไป นักคำนวณจะบอกว่าตัวเลขไม่เคยกหก คนเราโกหกตัวเองเพื่อหลบภาษีหรือยักยอกระบบบัญชีมืดกับบัญชีสว่าง แต่นั่นป็นเรื่องของคนโกหกตัวเลข ไม่ใช่ตัวเลขโกหก

คือมันจะมีวิธีการคิดของเขาที่น่าสนใจมากเลยว่า เออ แค่ในเรื่องของเหตุผล สายมันก็ทำให้เราสามารถรู้สึกว่ามันเจ๋งอะไรอย่างนี้ครับ

สุเจน : แล้วมันน่าผิดหวังไหมครับสำหรับพี่โยที่ปีศาจเป็นคนใช้งานได้นี้ ผ่านมาเกือบๆหลายสิบปีแล้ว

กิตติพล สรัคคานนท์ : มันน่าสนใจ คิดว่ามันอาจจะผิดหวังในส่วนหนึ่ง แต่ว่ามันน่าสนใจตรงที่ว่า นั่นก็แปลว่าการจบของปีศาจ ไม่ใช่สายนะครับ แต่ปีศาจพ่ายแพ้ในทางอุดมการณ์ ในอุดมการณ์ที่อย่างน้อยก็คือเราเชื่อว่ามันจะหลอกหลอนแต่ฤทธิ์มันไม่มากนะครับ แต่ว่าถ้าเราอ่านหรือพยายามทำความเข้าใจ มากกว่าสิ่งที่ปีศาจหรือสายพูตในตัวละครต่างๆ คิดว่าก็คงพอมีความหวัง เพราะตอนนี้สังคมมันก็รอให้เรา อย่างน้อยมันก็ยังไม่ไปไหน ก็ยังพอจะมีวิธีการที่จะมองมันด้วยเครื่องมือใหม่ๆ บ้าง

สุเจน : ทราบว่าพี่โยเป็นคนก่อตั้งรางวัลปีศาจ อยากให้พูดถึงสักนิดครับ

กิตติพล สรัคคานนท์ : ได้ครับ จริงๆ ผมคิดว่าตอนที่ก่อตั้งรางวัลและเริ่มคาดหวังการหลอกหลอนนี่ล่ะครับ เพียงแต่ว่าการสร้างรางวัลวรรณกรรมขึ้นมา จริงๆพี่สุชาติก็อยู่ตรงนี้ พี่สุชาติก็มีส่วนอย่างมากในการก่อตั้งรางวัลซีไรต์นะครับ

สุชาติ สวัสดิ์ศรี : ไม่เกี่ยวเลย

กิตติพล สรัคคานนท์ : แต่ว่าก็เป็นที่ทราบกันว่าในภายหลังนี่ ในยุคนึงมันก็มีการ เรียกว่าการประดิดประดอยกับรางวัลนักเขียนครับ กับเรียกว่านั่นล่ะสถาบันชาติ สถาบันอะไรสักอย่างเพื่อให้กลับมาคืนดีกัน เพราะฉะนั้น ปีศาจ ในที่นี้ก็คือรางวัลที่เปลี่ยนวิธีการคิด กลับหัวกลับหางกันหมดเลย แล้วจริงๆ ถ้าไม่นับรูปแบบของการมอบรางวัลที่มันแตกต่างกันเรียกว่าโดยสิ้นเชิงแล้ว เพราะมี 3 พันคน วิธีการที่เราให้คนสามารถส่งงานที่ไม่ผ่านการตีพิมพ์ มันก็ไม่เคยมีที่ใหนมาก่อน อย่างน้อยการพิจารณานวนิยายเป็นเล่มที่พูดง่ายๆ ว่าคุณส่งมาเถอะ หมิ่นหม่แค่ใหนเดี๋ยวมีอะไรดูเอง ทำได้ไม่ได้ ว่าเราไม่ได้กังวลเรื่องนั้นเลย ซึ่งสำหรับสำนักพิมพ์ทั่วไปผมเข้าใจว่าการพิจารณาต้นฉบับและมอบรางวัลนี่มันจะเป็นอีกเงื่อนไขนึง แต่ของเราต้องการเสียง เราต้องการฟังการแสดงออกของเขา เพราะฉะนั้นรูปแบบมันก็เลยทำให้รางวัล ปีศาจ มันค่อนข้างพยายามจะหลอกหลอนในรางวัลที่มีอยู่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า เพราะว่ามันก็เพิ่งเริ่ม

สุเจน : ปีนี้เป็นปีแรกเลยใช่ไหมครับ ?

ปีแรกเลยครับ

สุเจน : และได้ยินมาว่าจะประกาศรางวัลครั้งแรกวันที่ 6 ตุลาคมนี้

กิตติพล สรัคคานนท์ : ครับผม

สุชาติ สวัสดิ์ศรี : ผมขอแสดงความชื่นชมของรางวัลปีศาจ เมื่อกี้พาดพิงว่าผมเกี่ยวข้องกับรางวัลซีไรต์ ผมคิดว่าถ้าหากว่าไม่มีซีไรต์บางทีวงการวรรณกรรมไทยอาจจะไปโลดมากกว่านี้ก็ได้ ผมเกี่ยวข้องกับรางวัลช่อการะเกด และรางวัลช่อการะเกดนี่ ผมพยายามที่จะสร้างบรรยากาศใหม่ในแง่ของการ..จะเรียกว่าพัฒนาการหรืออะไรก็แล้วแต่ บรรยากาศนี้ผมเคยเขียนบทนำในลักษณะที่บอกว่า มันเป็นไปได้ไหมที่จะให้นักเขียนนั้นไปให้พ้นจากหล่มสองหล่ม หล่มแรกที่เราเรียกว่าหล่มน้ำเน่า หล่มที่สองเราเรียกว่าหล่มเพื่อชีวิตนี่ล่ะ โดยความหมายของคำว่าเพื่อชีวิตละน้ำเน่าเป็นความหมายที่ยืดหยุ่นมาก จะมองทางจุดใหน มุมใหนก็ได้ แล้วนักเขียนที่เรียกว่าเพื่อชีวิตบางทีมันก็น้ำเน่า อะไรแบบนี้นะครับ ซึ่งในยุคแรกๆเราก็จะเห็นอยู่ในยุคของนักเขียนก้าวหน้าที่ว่าให้ชาวนาพูดภาษามาร์กซิสต์อะไรแบบนี้ แล้วสิ่งเหล่านี้ผมก็เคยแลกเปลี่ยนกับคนที่ทำงานด้านกลุ่มวรรณกรรมก้าวหน้า บางคนก็บอกว่ามันเนื้อหาต้องนำ รูปแบบต้องเป็นรอง เพราะฉะนั้นผมเลยเข้าใจสิ่งที่ผมเขียนนะครับ เพราะเนื้อหาต้องใช้เนื้อหาที่ คือพูดง่ายๆเขากำลังพยายามพูดในลักษณะ ซึ่งตอนระยะแรกเพื่อชีวิตเป็นในลักษณะนี้นะคือเป็นลักษณะในเชิงปฏิวัติ ในเชิงที่ว่าประการแรก ตัวละครจะต้องเป็น Revolutionary Hero เป็นลักษณะของคนที่มีจิตใจหาญกล้าปฏิวัติ อะไรทำนองนี้ ประการที่สองคือ Party Spiritก็คือการเมืองนำ ประการที่สาม Positive Thinking เท่านั้น ฆ่าตัวตายไม่ได้ตัวละคร เข้าใจไหม ซึ่งผมก็มีความขัดแย้งอยู่มากๆ ผมเชื่อว่ามันไม่เป็นมนุษย์ มันเป็นกลไก และลักษณะที่เรียกว่าก้าวหน้า เราเข้าใจในแง่ของอุดมการณ์ แต่ในแง่การนำเสนอผลงานนี่ ส่วนใหญ่แล้วมันตกอยู่ในหล่มที่ผมเรียกว่าหล่มเพื่อชีวิต พูดถึงลักษณะของเพื่อชีวิต ถ้าเกิดการนำเสนอในเนื้อหามันไม่สัมพันธ์กับรูปแบบ มันก็สอบตก

แล้วการที่ผมทำช่อการะเกดขึ้นมา ก็เพื่อที่จะหานักเขียนให้ไปให้พ้นจากลักษณะที่ผมเคยเสียดสีว่ามีแต่เรื่อง ได้อ่านแต่เรื่อง พ่อเจ็บ แม่ตาย ควายหาย ข้าราชการชั่วอะไรแบบนี้ครับ แล้วถ้าหากถึงที่สุดก็คือจะต้องเข้าป่าจับปืน ลักษณะเมื่อ 40 ปีก่อนมันจะมีในลักษณะอย่างนี้ ซึ่งผมคิดว่ามันไม่น่าจะใช่การทำงานศิลปะ เพราะการทำงานศิลปะมันน่าจะมีพลังบางอย่างซึ่งไปให้พ้นจากสิ่งที่เรียกว่าการเอาตัวการเมืองเป็นตัวกำหนด การเอา Party Spirit การเอาการเมืองเป็นตัวกำหนดโดยอ้างอุดมการณ์ อะไรก็ตาม ผมคิดว่ามันเป็นการกระทำแบบฤดูกาล จะเรียกว่าเป็นการอิงสถานการณ์ก็ได้ ซึ่งผมก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย ในช่วง 4 ปี ที่ผ่านมา ผมอยากเห็นบรรดากวี นักเขียนอีกครั้งหนึ่ง เคยอยู่ในสถานะของคนที่ติอต้านอำนาจที่มาจาก อำนาจที่ไม่ถูกต้อง อำนาจที่มาจากการทำรัฐประหารหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมอยากให้เขากลับมาเขียนในสิ่งที่ผมไม่อยากจะทำ ผมทำไม่เป็น ลักษณะของการเขียนงานประเภทที่อิงสถานการณ์ งานประจำฤดูกาล ถ้าผมจะทำผมเขียนแถลงการณ์ไปเลยดีกว่า ซึ่งผมก็ทำมาแล้ว เขียนบทนำ เขียนอะไรไปเลยดีกว่า

แต่ถ้าหากจะทำงานในเรื่องสั้น ในนวนิยาย ผมคิดว่ามันน่าจะมีมากกว่านั้น ซึ่งลักษณะที่มีมากกว่านั้นผมก็ให้ความเห็นในลักษณะที่ว่าคุณก็จะต้อนไปให้พ้นจากหล่มสองหล่มนี้ให้ได้ แล้วก็ไปสู่สิ่งที่ผมเรียกว่า ประการแรกก็คือความคิดริเริ่ม ประการที่สองก็คือความเข้มข้น ความเข้ม Intensityของสถานการณ์ของตัวละครอะไรก็แล้วแต่ ประการต่อมาลำดับที่สามก็คือความหลากหลาย คุณจะเขียนเรื่องรักก็ได้ ถ้าหากมันมีนัยยะที่มีความเข้ม มีความริเริ่ม และประการสุดท้ายซึ่งหลายคนเขาจะเอาประการสุดท้ายเป็นตัวแรกคือเป็นตัวเริ่มต้น ประการสุดท้ายของผมก็คือ เรื่องภาษา ภาษานี่นะครับบรรณาธิการช่วยได้ แต่ว่าภาษามันก็จะเป็นตัวกำหนด เป็นตัวตัดสินอะไรเวลาที่จะต้องมีการประกวดกัน แต่สำหรับที่จะผ่านบรรณาธิการ อีกเรื่องโรงตีพิมพ์เพื่อแนะนำนี่นะ ผมให้ภาษาเป็นลำดับสุดท้าย เพราะบรรราธิการจะช่วยได้ เพราะงั้นผมมองความคิดริเริ่ม เนื้อหา รูปแบบ นะครับ ซึ่งถ้าหากค้นหานักเขียนที่มีความริเริ่มยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนเลย ถ้าทำได้ก็ถือเป็นความสำเร็จ ถ้าหากไอ้สิ่งที่เรียกว่าความเข้มมันเร้าใจ มันสร้างพลัง มันจุดประกาย มันก็ยิ่งทำให้งานชิ้นนั้นมีความหมายมากขึ้น ผมก็อยากเห็นคนที่เกิดอยากรางวัลปีศาจเป็นในลักษณะนี้ แต่ขอแก้นิดนึง คือไอ้รางวัลที่ให้คนนำเสนอผลงานที่ยังไม่เคยตีพิมพ์ เคยมีคนทำนะครับ อย่างเช่น รางวัลชมนาด ของประพันธ์สาสน์ เขาก็ให้คนนำเสนอ ของเขาจะ…

กิตติพล สรัคคานนท์ : ถ้า 112 เขาคงไม่รับนะครับ เข้าใจใช่ไหมครับ อันนี้คือมันมีประเด็นทางการเมือง เราถึงต้องปิดรับไม่ได้บอกใครไงครับ

สุชาติ สวัสดิ์ศรี : รางวัลทุกรางวัลในประเทศนี้ยกเว้นปีศาจนะครับ มีเงื่อนไขทางการเมืองเป็นตัวกำหนดในการตัดสิน เพราะฉะนั้นก็อยากเห็นรางวัลปีศาจไปให้พ้นจากตรงนี้ ไปพ้นจากหล่มน้ำเน่า ไปพ้นจากหล่มเพื่อชีวิต หรืออาจจะตีความหมายใหม่ของเพื่อชีวิต คือการทำงานศิลปะ ทำยังไงก็ได้ เพื่ออะไรก็ได้ แต่ให้มันมีชีวิต

สุเจน : ถึงแก่กาลแล้วครับ เปิดให้ถามสักประมาณสิบนาที เผื่อท่านผู้ฟังท่านใดอยากถามวิทยากรสองท่านไหมครับ มีใครอยากจะถามท่านวิทยากรเรื่องเกี่ยวกับนายผี หรือคุณเสนีย์ไหมครับ จริงๆ ไม่ต้องเป็นคำถามที่ Advance ก็ได้นะครับ คือหลายๆ คนอยากจะรู้จักว่าตัวจริงๆ ของคุณเสนีย์เป็นยังไง เพราะผมเข้าใจว่าคุณลุงสุชาติน่าจะเจอตัวคุณเสนีย์อยู่หลายครั้งก่อนที่ท่านจะเสีย

สุเจน : เอาเป็นว่าผมถามเองดีกว่า เราต้องการนักเขียนอย่างนี้อีกไหมครับ

กิตติพล สรัคคานนท์ : จริงเป็นที่เงื่อนไขที่เขากำหนดไม่ได้เหมือนกันเพราะว่า แล้วแต่มีก็ได้แต่ว่ากรรมการนี่ล่ะสุดท้ายต้องใช้เสียงข้ามาก เพราะพวกผมก็กำหนดควบคุมอะไรไม่ได้ แต่ว่าโดยส่วนตัวผมคิดว่า มันน่าสนใจว่าถ้ามันจะมีงานที่ก้าวหน้าทั้งในทางอุดมการณ์ทางการเมือง ทั้งรูปแบบ มันก็น่าสนใจครับ เพราะมันก็ควรจะมีอะไรแบบนี้มาบ้าง เพราะส่วนใหญ่ถ้าก้าวหน้าทางความคิดรูปแบบ อย่างที่พี่สุชาติบอกคือตกหล่มบางอย่าง เพราะตัวละครเขาก็จะออกมาเทศนากันอย่างสนุกสนาน และก็อ้างคัมภีร์กัน สนุกใช่ไหมครับแต่ว่ามันก็ต้องมีอะไรแบบนี้ล่ะครับ ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ตั้งตารอได้ครับผม

คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี : คือรางวัลปีศาจนี่นะครับเดิมพันสูงมาก 2 แสน ผมคิดว่าผมอยากเห็นให้รางวัลปีศาจนี้ทำต่อเนื่องให้ได้ทุกปี

สุเจน : ซีไรต์เท่าไหร่ครับตอนนี้ ?

สุชาติ สวัสดิ์ศรี : (หัวเราะ)ซีไรต์ตอนนี้ผมไม่ทราบครับ

คือยังไงก็ตามเมื่อกี้ถามว่าเรายังต้องการนักเขียนอย่าง นายผี หรือ เสนีย์ เสาวพงศ์หรือไม่ ? คือนักเขียนทั้งสองเป็นนักเขียนในชั้นเชิงที่เรียกว่าคุณภาพสร้างสรรค์ ใช้คำนี้ก็แล้วกันนะครับ เวลาที่ผมจะเซ็นให้กับคนที่ได้รางวัลช่อการะเกด ผมจะเซ็นให้ว่าพลังสร้างสรรค์สำหรับคนนั้น คนนี้ แต่เดี๋ยวนี้มันใช้พลังกันชิบเลย อะไรก็พลัง พลังโน่น พลังนี่ พลังประชาโน่น ประชานี่ แต่ถ้าผมจะทำรางวัลอีกครั้งนึงผมจะไม่ใช้คำว่าพลังสร้างสรรค์แล้ว คือกำลังจะบอกว่าการสร้างคนในลักษณะของคนที่จะทำงานด้านศิลปะ วรรณกรรมอะไรนี่นะ สำหรับผมเชื่อในเรื่องที่ว่า ให้เปิดสนามให้เขา เปิดพื้นที่ให้เขา แล้วเขาจะมาเอง คือผมไม่ค่อยจะเห็นความสำคัญของการทำเวิร์คชอปหรือการสอนในเรื่องทฤษฎีการเขียนอย่างนั้นอย่างนี้นะครับ สร้างพื้นที่ให้เขาแล้วเขาจะมาเอง คือหมายความว่าการมีนิตยสาร เรื่องสั้นหรือการมีรางวัลอะไร อย่างในลักษณะนี้เป็นลักษณะออริจินอลเลยก็คือว่าให้คนเขียนโดยไม่ต้องไปเผยแพร่ที่ใหนมาก่อน ให้มาผ่านที่นี่ และยังมีระบบในการพิจารณาในการตัดสินอะไรก็แล้วแต่อันนี้ผมไม่ทราบนะครับ แต่วิธีการอย่างนี้มันจะทำให้เกิดคนที่มีคุณภาพในงานเขียน คืออันนี้เราก็มุ่งไปทางนิยาย เพราะว่าในบรรดางานทั้งหมดของประวัติวรรณกรรมไทยที่ผ่านมา ผมคิดว่ากวีนิพนธ์นี่ไม่ต้องห่วงเลย มันมีความหลากหลาย แต่มันไปติดตรงเรื่องกีฬาสี แล้วส่วนเรื่องสั้นก็หลากหลายพอสมควร

สุเจน : แต่ตอนนี้เป็นโลกที่เขาคิดว่ายุค 4.0 บรรณาธิการยังจำเป็นอยู่หรอครับยุคนี้ ทุกคนนำเสนองานได้ทางออนไลน์หมดเลย

สุชาติ สวัสดิ์ศรี : ผมคิดว่าถ้าหากจะต้องผ่านรางวัลปีศาจมันก็เหมือนเป็นกรรมการเหมือนกันนะ มันก็เหมือนมีบรรณาธิการในตัวของมันเอง ยิ่งงานนั้นผมทราบมาว่าจะพิจารณาดู Winner หนึ่ง และก็มีอีกสามที่จะได้รับการตีพิมพ์ด้วย พอบอกอย่างนี้ก็ทราบเลยว่าคงมีการคู่คี่กัน ระหว่างใครจะเป็น The Winner เพราะฉะนั้นจะนำเสนออยู่สามที่จะตีพิมพ์ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากเห็นเป็นใคร ตอนนี้ใจจดใจจ่อ อย่างรู้ว่าลูกศิษย์เก่า ช่อการะเกด หรือเปล่า ?

สุเจน : ที่เรียนถามทั้งสองท่านขึ้นมาก็เพราะว่า มันเหมือนกับว่าถ้าไม่นับงานรางวัลนะครับ โลกยุคนี้ถ้าเราเข้าไปอ่านเราจะเห็นเว็บ เพจ ที่มีขึ้นนิยายเป็นตอนๆ จะอ่านนี่ไม่ได้อ่านฟรีนะครับ ต้องจ่ายเงิน ต้องไปซื้อเงินในเซเว่น ซื้อบัตรทรู คือมันมีช่องทางแบบเยอะเอามากๆ

ผมกำลังจะถามว่า ข้างหน้าไปนี่รูปแบบวรรณกรรมแบบเดิม คือสองคนนี้เป็นแบบเดิมที่ส่งเข้าไปที่บรรณาธิการ, ..หนังสือพิมพ์ก็ปล่อยลงๆ โลกยุคข้างหน้ามันจะสร้างนักเขียนแบบใหนขึ้นมา ?

กิตติพล สรัคคานนท์ : ผมคิดว่าก็คงเปลี่ยนแปลงไปแล้วล่ะ อันนี้ผมก็ยอมรับว่าโลกของหนังสือมันก็เป็นโลกที่ในไม่ช้าก็น่าจะเหมือนแผ่นเสียงครับ คือก็จะจำกัดไว้ แต่ว่ายังไงซะพื้นที่ของการเขียนหรือพื้นที่ของการที่เราจะเข้าไปหาตัวบทอ่านแบบซีเรียสจริงจัง กระดาษก็ยังจะช่วยเหลืออยู่ตรงนั้นอยู่ค่อนข้างมาก เพราะงานพวกรูปแบบนิยายแชท นิยายอะไรพวกนี้พอถึงเวลามันก็มามันก็พร้อมจะเดินไปด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นลักษณะของการพยายามสร้างพื้นที่ใหม่ๆให้กับนิยายซึ่งก็มีนะครับที่จะเขียนตอนต่อไปเรื่อยๆ คล้ายๆ กับที่ยุคหนึ่งของสิ่งพิมพ์ทำนี่ก็ไปอยู่บนออนไลน์แล้ว เพียงแต่ตอนนี้ถ้าถามผม ผมคิดว่างานเหล่านี้ก็ไม่ใช่ไม่ต้องการบรรณาธิการนะครับ ผมก็เคยรับงานบางชิ้นที่ใช้รูปแบบอย่างนี้มา แล้วก็ต้องส่งมาให้ดูด้วยเหมือนกัน ก็จะมีจุดอ่อน จุดบกพร่องอยู่ เพียงแต่ว่า คงคิดว่ามันก็เป็นอีกแนวทางนึง แล้วเราก็ต้องยอมรับว่าสุดท้ายมันก็เปลี่ยนแปลง ก็นี่ไงมันคือความเปลี่ยนแปลงอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเราจะอยู่รอถึงวันที่ไม่มีหนังสือ นิยายแบบเดิมที่เรารู้จักหรือเปล่า อันนี้ก็พูดยาก แต่ว่าสำหรับผม ผมว่าก็เป็นอีกช่องทางของคนอีกรุ่นนึงครับ

สุเจน : อยากให้ทั้งสองท่านพูดทิ้งท้ายเกี่ยวกับนักเขียนทั้งสองท่านที่อยู่ข้างหลังเรานี่(ชี้ไปที่รูป นายผี และ เสนีย์ เสาวพงศ์)ในยุค 2561

กิตติพล สรัคคานนท์ : ถ้าเป็นผม ผมคิดว่าจริงๆ ปีศาจ นี่เป็นหนังสือที่ผมเห็นตั้งแต่เด็กนะครับ เพราะว่าตีพิมพ์หลังปี 2517 เพราะฉะนั้นมันจะกลับมาก็คือหลังปี น่าจะเป็นปี 16 หรือ 17 ประมาณนั้น ประเด็นเป็นหนังสือเล่มแรกที่เราเห็นสันมันแล้วก็ไม่กล้าอ่าน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องผีเหมือนของ เหม เวชกร ตอนเด็กๆเห็นจะรู้สึกกลัวมาก ได้อ่านเมื่อโตขึ้นก็รู้สึกชอบแล้วก็รู้สึกว่ามันมีอะไรมากกว่านวนิยายทั่วๆไป ถ้าเทียบก็คือว่าตอนที่เราอ่าน ทอม ซอว์เยอร์(The Adventures of Tom Sawyer ของ มาร์ค ทเวน) ที่แปลมาเป็นภาษไทย เราอ่านแล้วรู้สึกว่าเราโตขึ้น มีวุฒิภาวะบางอย่างมากขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเราอ่านวรรณกรรมมากขึ้น เราก็จะค้นพบว่าเล่มนี้มันเชยจัง เล่มนี้มันรู้สึกว่าดูไม่ค่อยทันสมัยเลยทั้งๆที่งานไทยมันก็ดูมีอะไรนะ แต่ทำไมเมื่อเทียบกับงานกามูส์ (อัลแบร์ต กามูส์)

สุเจน : ขอคั่นนิดนึงนะครับ พี่เคยบอกว่าเบื่องานคุณเสนีย์ด้วย

กิตติพล สรัคคานนท์ : ถูกต้อง เพราะว่าจะคล้ายๆพี่สุชาติบอกเราก็จะล้อเลียนของ ความรักวัลยา เพราะมันเป็นอะไรที่มันแข็งมาก แต่แน่นอนเมื่อเรากลับมาอ่านด้วยวัยของเรา ก็เช่นเดียวกันก็คงเขียนด้วยวัยของเขา ผมรู้สึกว่ามันมีบางอย่างที่เราคลิ๊กกัน แล้วเรารู้สึกว่ามันต้องเขียนด้วยภาษาแบบนี้ มันอาจจะมีความแข็ง มันอาจมีอะไรบางอย่างที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ ฉากตอนสุดท้ายมันตลกมากเลยที่มีป้ายรูปคนวางอยู่ข้างหน้าที่โต๊ะกินข้าว มีบอกว่าคุณต้องนั่งตรงนี้ และพูดตรงๆว่าลุงเสก็บรรยายไม่ค่อยดีด้วย งงๆ ว่ามันนั่งยังไงกันแน่ แถวเดียวกัน แบบหันหน้าไปหาใคร ใครนั่งตรงใหน คือถ้าในฐานะบรรณาธิการมองคือมีข้อจำกัดอยู่ค่อนข้างเยอะ

แต่แน่นอนทุกวันนี้กลับมาอ่านก็ยังรู้สึกว่าเราได้ศึกษาตัวอื่นไงนอกจากสาย(สาย สีมา) เราได้เห็นตัวละครอื่น เราได้เห็นกิ่งเทียน เราได้เห็นนิคม และผมยังอยากให้อ่านในฐานะที่มันเป็นหนังสือที่หวานมาก เล่มนี้(ปีศาจ) พูดถึงเรื่องความรักได้ดีมาก อยากให้อ่านจดหมายที่นิคมเขียนถึงกิ่งเทียน มันหวานมากๆ รับรองเอาไปปรับใช้จีบสาวได้เลยครับอันนี้

คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี : ผมเห็นด้วย ทั้งสองท่านไม่ว่าจะเป็น นายผี หรือ เสนีย์ เสาวพงศ์ นี่เป็นนักเขียนโรแมนติกนะ นายผีอาจจะดูเคร่งเครียดบ้างเพราะว่าการใช้ภาษาแบบประเภทคนที่รู้ภาษาบาลี สันสฤษ อย่างเพลง เดือนเพ็ญ หรือ คิดถึงบ้าน ก็เห็นนายผีเป็นคนโรแมนติก ส่วนเสนีย์ เสาวพงศ์ ไม่ต้องห่วงเลย ความรักของวัลยา ใครอ่านความรักของวัลยานะ อย่างที่ผมเคยพูดหลายครั้งแล้วว่า เราหลงรักวัลยา เราหลงรักอิมเมจ เสนีย์ เสาวพงศ์ใช้คำว่าปฏิมา เราหลงรักปฏิมาของวัลยา แต่ถ้าหากว่าจะขอไปอยู่ด้วยนี่ขอคิดดูก่อน มีหลายคนพูดนะรักความคิดของวัลยาแต่ไม่ขอแต่งงาน คือผมว่าอันนี้เป็นข้อพูดในลักษณะในเชิงล้อเล่นไม่ได้นะ คือหมายความว่ามันเป็นความคิดของพี่เสน่ะ ไม่ใช่ความคิดของผู้หญิงคนหนึ่งในลักษณะที่มันมีเลือดมีเนื้อ มีความบกพร่อง มีความไม่สมบูรณ์ ถ้าไปเปรียบเทียบกับ เทสส์ ผู้บริสุทธ์ของ โทมัส ฮาร์ดี้ (Tess of the D’Urbervilles)นี่ ผมเห็นว่า เทสส์ในเรื่องของฮาร์ดี้มีความเป้นผู้หญิง มีความเป็นคนน่ะ แต่ว่าเสนีย์ เสาวพงศ์ นี่หลายๆ เรื่องเป็นปฏิมาของเสนีย์ เสาวพงศ์ รวมทั้งในเรื่อง ปีศาจ ด้วย

แต่ถ้าหากมองดูในแง่ของอุดมการณ์ ในแง่ของการความรู้สึกที่เราจะเลือกข้าง เลือกอะไรสักอย่างหนึ่ง มันใช่เลย ผมก็คิดแบบเดียวกับคุณโยว่าคนรุ่นใหม่ก็อ่านกันแต่คนรุ่นใหม่ อาจจะได้เห็นอะไรบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างไปจากที่เราทั้งสองเห็นก็ได้ ก็ยังถือว่าเป็น Serious Writing เป็นลักษณะงานเขียนแบบจริงจังที่เป็นงานเขียนเชิงคุณภาพที่จะให้บางสิ่งบางอย่างเมื่อคุณอ่านจบแล้ว คุณอาจจะรู้สึกว่าคุณเปลี่ยนไปเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วนักเขียนทั้งสองนี่ผมคิดว่าเป็นนักเขียนที่ซื่อสัตย์กับตัวเอง เป็นนักเขียนที่เทศนาในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ซึ่งแตกต่างไปจากนักเขียนในบ้านเราจำนวนหนึ่ง ซึ่งเคยเทศนาแล้วต่อมาตัวเองไม่เชื่อนะครับ ไม่ต้องยกตัวอย่างก็ได้

สุเจน : มีหลายคนตั้งข้อสังเกตุว่า หลายคนที่ผมได้คุย สองคนนี้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อประมาณปลายปี 2490 ทีมีการรัฐประหารนะครับ เสนีย์ ตัดสินใจออกจากนักหนังสือพิมพ์มารับราชการ ในขณะที่นายผีออกจากราชการไปจับปืนในป่าเลย รุ่นหลังๆหลายคนงงกับตรงนี้ครับ คิดยังไงกับประเด็นนี้ครับ

กิตติพล สรัคคานนท์ : ลุงเสตอนนั้นเขาแต่งงาน แล้วเขาก็เช่าบ้านที่สุขุมวิท 65 แล้วเขียนนิยายนั่นคือจากที่เขาสมัครรับราชการแล้วหรือครับ ?

สุเจน : ลุงเส ตอนนั้นปี 2490 นิดๆ ครับ

กิตติพล สรัคคานนท์ : ก็อาจแสดงว่าเขาอาจเลือกอย่างพี่สุชาติก็ได้ว่าเขาเลือกทางวรรณกรรม สู้ทางวรรณกรรม เพราะว่าอาจจะรับการรับราชการไม่ได้ แต่การรับราชการอาจจะทำให้เขาได้เขียนหรือเปล่า ? แล้วก็ส่งกลับมาอะไรอย่างนี้ อันนี้พยายามพูดเข้าข้างลุงเสนะว่าแกคงเชื่อว่าหนังสือแกคงมีอะไร เพราะสมมุติเป็นตัวพี่เองก็อยากเลือกวิชาชีพที่ให้ตัวเองมีเวลาได้เขียน อันนี้คิดแบบเข้าข้างนะ

คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี : คือพี่เสนี่ผมคิดว่า ถ้าหากว่าดูพัฒนาการของคนทั้งสองแล้วนะ เป็นนักศึกษาที่ถือว่าเป็นศิษย์เก่าวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง แต่ถ้าดูการตัดสินใจ มันก็เห็น คืออย่างพี่เสนี่นะครับเดิมทีอยากจะเป็นศิลปิน อยากจะวาดรูป เคยอยากชกมวยด้วย คล้ายกับพี่เสเคยพูดในลักษณะคุณจะทำอะไรก็ได้ แต่ขอไปให้ครบยก คือหมายถึง ถ้าหาว่าคุณจะ..ถ้าใช้ภาษาหมัดมวยคือถ้าหากจะชกนี่ก็อยู่ให้ครบยก ยืนพื้นที่ให้ได้

อย่าโดนน็อคใช่ไหม ?

ก็ทำนองนั้น(หัวเราะ) เพราะฉะนั้นผมคิดว่า มันเป็นเรื่องที่จะต้อง คนรุ่นหลังอาจจะมองหลายๆอย่าง แต่ผมมองว่านี่คือการเลือกของคน การเลือกของคนก็มีอะไรที่แตกต่าง พี่เสก็เลือกว่าถ้าหากรับราชการแล้วนี่อาจะทำอะไรได้มากกว่า ส่วนนายผีนั้นคิดว่าต้องทำปฏิวัติต่อไป เพราะว่าแกเทศนาไว้แล้ว ปลุกคนให้ตื่น ตื่นแล้วให้ลุก ลุกแล้วให้โรจน์ เพราะให้โรจน์ของแกก็คือการปฏิวัติ แล้วแกก็ไม่ยอมแพ้ แกก็ดำรงสถานะนักปฏิวัติจนกระทั่งจากไป

กิตติพล สรัคคานนท์ : ถ้าแก่แล้วยังเฟี้ยวอยู่อย่างตอนที่สัมภาษณ์ ก็ยังถือว่าโอเคนะครับ ไม่แพ้แล้วครับ ถือว่าเป็นคนที่คุยแล้วเรายังรู้สึกฮึกเหิมนะเวลาได้คุย

สุเจน : พี่โยเคยได้คุยด้วย ?

เคยได้คุยครับ เพราะฉะนั้นก็เลยคิดว่าในด้านหนึ่งถ้ามันคุยแล้วมันทำให้เรารู้สึกว่า เออเราไม่หมดแรงไม่หมดไฟ ด้านหนึ่งเขาคนจะมีจิตวิทยาด้วย ด้านหนึ่งก็คงมีสปิริตบางอย่าง ส่งทอดมาให้คนอีกรุ่นหนึ่งได้ครับ

สุเจน : ก็ขอขอบคุณ คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี และ กิตติพล สรัคคานนท์ ด้วยนะครับ