สัมภาษณ์ : อิสรากรณ์ ผู้กฤตยาคามี
ภาพ : วิศรุต วีระโสภณ

jesdto1

รัฐประหาร 2549

“ความเปลี่ยนแปลงในรัฐสภาปี 2549 มีเหตุมาจากการเลือกตั้งช่วงปี 2548 เกิดข้อถกเถียงกันว่า ระบบเลือกตั้งมีความบิดเบือนในส่วนตัวเลขคะแนนนิยมของบางพรรคมากจนเกินไปหรือไม่ จึงส่งผลให้เกิดกรณีการบอยคอตไม่ลงสมัครของบางพรรค ในเขตที่มีพรรคเดียวลงแข่งจึงต้องชนะร้อยละ 20 ต้องสู้กับเสียงที่พรรคไม่มีอยู่ ก็จำเป็นต้องไปหาเสียงนั้นมา ทำให้เกิดกรณีการกล่าวหาว่าไปซื้อพรรคเล็กพรรคน้อย และยังมีการชุมนุมของคนเสื้อเหลืองที่บอกว่าคุณทักษิณ ทุจริตโกงกิน ก่อให้เกิดปัญหาบ้านเมือง

“ถ้าเรามองบริบททางการเมืองแน่นอนว่าต้องผูกโยงทั้งหมด ทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ทางด้านตุลาการ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับส่วนของศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ (วันที่ 25 เมษายน 2549) ตรัสแนะนำในลักษณะที่ว่า ถ้ามีเหตุบ้านการเมืองอะไรก็แล้วแต่ ศาลต้องเป็นคนพิจารณาเพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมือง ถ้าศาลทำไม่ได้ ศาลต้องลาออกไป ไม่ใช่ให้รัฐบาลลาออก

“ผมคิดว่าทรงตักเตือนถึงทุกองคาพยพ คือฝ่ายตุลาการต้องพิจารณาว่ามีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลบ้าง ต้องจัดการให้ได้ ตักเตือนผ่านไปยังฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้ามีกฎบทกฎหมายการดำเนินการอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควรก็อย่าไปทำ และตักเตือนไปยังฝ่ายบริหารถ้ามีเหตุปัญหาอะไรที่ไม่ควรใช้ วิถีทางที่ไม่ถูก ก็อย่าไปทำ

“และตัวละครที่สำคัญมากซึ่งอยู่ในคำเตือนนี้ อาจเป็นการเตือนลำดับท้ายๆ แต่เป็นลำดับต้นๆ เลยที่ควรตระหนัก คือกองทัพ ว่าให้กลไกเดินไป ปรากฏว่าตอนนั้นกองทัพนำโดย พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ก็ไม่ได้รับฟังไปก่อการรัฐประหาร”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) .. 2549

(รัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) มีผลให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่ได้รับชื่อว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ซึ่งใช้ปกครองประเทศมากว่า 8 ปี และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 17 แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 ในวันที่ 1 ตุลาคม 2549)

“การรัฐประหารนั้นเปลี่ยนองคาพยพของรัฐสภาทั้งหมดให้เป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วก็มีรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับ 2549 มีกลไกให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญปฏิรูปการเมือง เป็นคณะที่ไม่ใหญ่มาก คอยกลั่นกรองเรื่องราวน้อยใหญ่ให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมถึงพิจารณากฎหมายเกี่ยวข้องกับการเมือง

“คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จึงมีส่วนยกร่างกฎหมายสำคัญสามฉบับที่ใช้ในการเลือกตั้ง คือกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้ง และกฎหมายว่าด้วย กกต. ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันกับ สนช. และ สสร. และเกิดเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่มาภายหลังการรัฐประหาร”

jesdto2

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.. 2550

(คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ในวันที่ 24 สิงหาคม 2550 โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ให้ประชาชนออกเสียงลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญ มีผลให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวออกไป)

> ตุลาการภิวัตน์?

“รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 หลายเรื่องดีนะ แต่เป็นการเอียงไปอีกด้านหนึ่ง คือหากเทียบรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ให้ฝ่ายบริหารเข้มแข็ง ฉบับ 2550 เอียงมาฝ่ายตุลาการเข้มแข็งจนมีข้อครหาว่าตุลาการภิวัตน์

“หน้าที่ศาลมีอยู่สามประการ หนึ่ง พิจารณา-พิพากษาคดีทั่วไป สอง การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญในฝ่ายอื่นๆ และสาม การพิจารณาด้วยความเป็นธรรม คิดถึงอยู่ในศาล ทนายหรืออัยการมักชอบพูดว่า ขอโอกาสใต้เท้าครับ/คะ ‘เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม’ อาจไม่ได้ตรงกับบัญญัติแห่งกฎหมาย หรือกฎหมายยังไม่ได้เขียน แต่เพื่อประโยชน์ของความยุติธรรม

“ตรงนี้เองที่ครหาว่าเป็นตุลาการภิวัตน์ ซึ่งไม่ใช่ แต่เป็นพื้นที่ที่ศาลสามารถพิจารณาได้ตามความเป็นธรรม เพื่อแก้ปัญหาบางประการที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายไปไม่ถึง แต่เจตนารมณ์แห่งกฎหมายพาไปได้ ไม่ใช่อยู่ดีๆ ศาลอยากจะวินิจฉัยอะไรก็ทำได้”

> แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550

“รัฐธรรมนูญปี 2550 มีข้อที่เป็นปัญหาอยู่ว่าการเลือกตั้งไม่ได้มาจากเขตเดียวคนเดียว ทำเป็นเขตรวมใหญ่ และมีบัญชีรายชื่อ 8 กลุ่มจังหวัด มองได้ว่าเหมือนเป็นการเอารัดเอาเปรียบพรรคการเมืองต่างๆ และเป็นระบบที่แปลกประหลาด คุณอภิสิทธิ์ เวชาชาชีวะ (นายกรัฐมนตรีขณะนั้น) จึงตั้งคณะขึ้นมาเพื่อแก้ไขระบบเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ นำเสนอในสภา ปรากฏว่าผ่าน ก็ได้รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 แก้ไขเพิ่มเติมปี 2554 ต้องถือว่าคุณอภิสิทธิ์มีจิตวิญญาณที่ดีทางการเมือง เขายุบสภาจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยที่มาแทนพรรคพลังประชาชน (ถูกยุบพรรคไป) ได้รับชัยชนะ

“คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หัวหน้าพรรคได้เป็นนายกรัฐมนตรี และมีการพยายามนำคุณทักษิณกลับบ้าน บอกว่าสิ่งที่คุณทักษิณทำไม่ได้ผิดอะไร ใช้วิถีทางการต่อสู้ภายใต้กระแสทางการเมืองต่างๆ แต่ยังพ่วงโยงกับรัฐธรรมนูญอยู่ เพราะว่ารัฐบาลขณะนั้นเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้กลับไปคล้ายรัฐธรรมนูญปี 2540 มีเลือกตั้ง ส.ว. และ ส.ส. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยบอกว่าทำไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มีการทำประชามติมา ถ้าจะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับก็จำเป็นต้องไปถามประชาชนใหม่

“เขา (รัฐบาล) อาจจะทำได้ แต่คงไม่มั่นใจ เพราะการตีความกฎหมายประชามติเรื่องเสียงข้างมาก มองได้สองนัย นัยที่หนึ่ง เสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ สมมติว่ามาใช้สิทธิ 30 ล้าน ถ้าได้ 15 ล้านกว่าก็เป็นเสียงข้างมากแล้ว คือเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ นัยที่สอง คนใช้สิทธิต้องเป็นเสียงข้างมากของบรรดาผู้มีสิทธิด้วย คือสมมติมีผู้มีเสียง 50 ล้าน ก็ต้องมีคนมาใช้สิทธิ 25 ล้านขึ้นไป และคนที่ใช้สิทธิสนับสนุนต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธินั้น ตามตัวอย่างนี้ก็คือ 13 ล้านคน

“ผมเข้าใจที่รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์รู้สึก เพราะว่าขยักแรกต้องมีเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิมา แต่เขาอาจจะไม่มา แล้วแก้เกมยาก เพราะฝั่งตรงข้ามแค่รณรงค์ว่าไม่ต้องมา แต่หากขยักเดียวจบ เขาพอจะสู้ได้ เพราะมีคนจำนวนมากที่เลือกเขา แต่เขาก็กลัวว่าถ้าตีความเรื่องคะแนนเสียงข้างมากในขยักสอง (เกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ) ด้วย ก็อาจจะยากขึ้นไปอีก เลยไม่กล้าทำประชามติ”

> ถ้ารัฐบาลรักษาการณ์ของยิ่งลักษณ์ลาออก?

(เมื่อร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเข้าสภา เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลมากมายจนนำมาสู่การยุบสภา รัฐบาลขณะนั้นทำหน้าที่เพียงรัฐบาลรักษาการณ์ และเมื่อจัดให้มีการเลือกตั้ง ผู้ชุมนุมบางกลุ่มรณรงค์ไม่ใช้สิทธิเลือกตั้ง ขณะเดียวกันผลการเลือกตั้งไม่สามารถประกาศได้ จนในที่สุดศาลตัดสินให้การเลือกตั้งเป็น “โมฆะ” และไม่นานมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่)

“พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปเชิญคุณยิ่งลักษณ์มาถามซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าลาออกไหม คือติดตรงที่ว่ารัฐธรรมนูญให้รัฐบาลขณะนั้นรักษาการณ์ แต่ไม่ได้บอกให้เขาลาออกจากรักษาการณ์ได้ ถ้าคุณยิ่งลักษณ์ลาออกจากรักษาการณ์ ก็จะเกิดผลสองอย่าง คือ หนึ่ง กลายเป็นว่าเขาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ สอง ถ้าระหว่างที่ออกไปเกิดความเสียหายอะไรขึ้นมาจะกลายเป็นว่าเขาเป็นคนต้องรับผิดชอบ

“ตรงนี้มีหลายคนพูดว่าข้อแตกต่างจากรัฐประหารตอนสมัยปี 2549 คือทหารไม่ถามคุณทักษิณจะลาออกไหม แต่อาศัยจังหวะที่คุณทักษิณไป UN

“คุณยิ่งลักษณ์เองก็อาจไม่ได้คิดว่าตนเองสามารถสร้างความลำบากให้กับคณะปฏิวัติได้ ถ้าย้อนไปรัฐประหารสมัยคุณทักษิณ ปรากฏว่ามีจอโทรทัศน์ที่คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ดูแล จอไม่ดับ และขึ้นภาพคุณทักษิณมาช่วงเวลาหนึ่ง ถ้าคุณทักษิณประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ ทหารเสร็จเลย

“จังหวะแบบนั้นคุณยิ่งลักษณ์มีอยู่ คือถ้าคุณยิ่งลักษณ์บอกว่าลาออก เพราะทหารไปเรียกร้องให้เขาลาออก คราวนี้ทหารจะอ้างปฏิวัติหรือรัฐประหารไม่ได้ เพราะเขาลาออกจากรักษาการณ์แล้ว ทหารต้องไปหาทางแก้ตามวิถีทางรัฐธรรมนูญว่าจะทำอย่างไร ปรากฏว่าคุณยิ่งลักษณ์ยืนกรานไม่ลาออก ทหารเลยเข้ารัฐประหารได้”

jesdto3

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) .. 2557

(คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 เหลือเพียงหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป และต่อมาประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557)

> ทำไมกระบวนการยุติธรรมยอมรับการรัฐประหาร?

“มองได้สองด้าน หนึ่ง โดยหลักความเป็นจริงแห่งการปฏิวัติ คือการปฏิวัติรัฐประหารเป็นการฆ่ารัฐทิ้ง แย่งเอาอำนาจจากคนที่เป็นเจ้าของอำนาจ คือประชาชน ในกรณีประเทศไทยคือแย่งเอาอำนาจประชาชนและอำนาจพระมหากษัตริย์ เขาจึงเรียกตัวเองว่ารัฏฐาธิปัตย์ บรรดาคำสั่งและประกาศจึงเป็นกฎหมายของคณะปฏิวัติที่เอาอำนาจของประชาชนและพระมหากษัตริย์ไปรวมอยู่เป็นอำนาจอธิปไตยในมือเขา ด้วยมุมมองของความเป็นจริงแบบนี้ ศาลจึงทำอะไรไม่ได้ และสะท้อนต่อว่าเวลาที่คณะปฏิวัติไปกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ ให้เป็นคณะปฏิวัติ ก็คือนัยของการไปถวายคืนพระราชอำนาจ เพราะเป็นสิ่งที่ต้องมีพระปรมาภิไธย ในแง่นี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น ศาลมองว่าทำอะไรไม่ได้ อำนาจทั้งหมดอยู่ในมือเขา และสอง คือศาลยอมตามเองนั่นแหละ”

“สมมติศาลฎีกาบอกว่าคำสั่งและอำนาจปฏิวัติเสมอด้วยพระราชบัญญัติจึงเสมอเป็นกฎหมาย ก็มีคนท้วงว่าถ้าเกิดว่าเสมอพระราชบัญญัติ แต่พระราชบัญญัติต่ำศักดิ์กว่ารัฐธรรมนูญ ทำไมคำสั่งคณะปฏิวัติดันยกเลิกรัฐธรรมนูญได้ ลูกฆ่าแม่ได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ จึงเป็นข้อท้วงติติงกันว่าศาลทำอะไรไม่ได้ หรือศาลยอมตามเอง”

> ยกร่างเอง คว่ำร่างเอง

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปจัดการหลายองคาพยพ ที่เรียกว่าแม่น้ำห้าสาย ทำสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อจะปฏิรูปบ้านเมือง ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมกันก็เรียกร้องเรื่องให้มีปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง พอดูเหมือนบ้านเมืองมีความหวังแล้ว เขาก็จัดตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทุกอย่างเดินตามในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ที่โปรแกรมไว้โดยคณะปฏิวัติ แต่ คสช. เองกลับไม่พอใจอะไรไม่รู้ ไปคิดกลไกให้ลงมติรัฐธรรมนูญ กลับไปแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ตอนปี 2558 ให้ลงมติจะผ่านไม่ผ่าน ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติสิ้นผลไปแล้วก่อเกิดสภาใหม่แทน ชื่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งคนจำนวนหนึ่งรู้ว่า คสช. ไม่อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ผ่าน ก็เลยลงมติด้วยคะแนน 135 เสียงต่อ 105 เสียง คว่ำร่างรัฐธรรมนูญไป ซึ่ง คสช. คิดจริงหรือไม่ ไม่รู้

“ในการให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายในฐานะของประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นักข่าวถามอาจารย์บวรศักดิ์ว่า ทำไมเขาถึงล้มการยกร่างรัฐธรรมนูญ อาจารย์ตอบสั้นๆ ง่ายๆ ว่าเขาอยากอยู่ยาว ซึ่งเสียงนี้ยังสะท้อนก้องอยู่ว่าวันนี้สิ่งที่อาจารย์บวรศักดิ์พูด อยากอยู่ยาว เป็นจริงหรือไม่”

“หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญของอาจารย์บวรศักดิ์ ล้มไป ทาง คสช. ก็ไปขอร้องท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ มาเป็นประธานร่าง แล้วไปจัดคณะกรรมการร่างขึ้นมาใหม่ และผ่านการลงประชามติจากประชาชน เราก็ได้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560”

jesdto4

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.. 2560

(ประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.))

> ความไม่ชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ

“จริงๆ ทุกสิ่งมาจากในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ก็มีกลไกกำหนดให้เขียนรัฐธรรมนูญใหม่แก้ปัญหาบ้านเมืองในภาวะวิกฤต ในคราวร่างของ กมธ. ที่อาจารย์บวรศักดิ์เป็นประธาน ก็มีคณะกรรมการชื่อ ‘ปฏิรูปและปรองดอง’ มีบรรดา ผบ. เหล่าทัพอยู่ในคณะกรรมการด้วย ถ้ารัฐบาลชุดไหนทำงานไม่ได้ รัฐสภาทำหน้าที่ไม่ได้อีก คณะกรรมการชุดนี้จะเข้ามาทำหน้าที่แทน แต่ผมเข้าใจว่า คสช. ต้องการที่จะได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งหมดเลย ไม่เอาวิธีนั้น ใช้วิธีไปเอา ส.ว. มาเป็นฐานกำลัง ใช้วิธีเดินอ้อมเป็นวง ให้มีคำถามเพิ่มเติมจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเชื่อมมาที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไปถามพี่น้องประชาชนว่าในช่วง 5 ปีแรกให้ ส.ว. มาเลือกนายก เพื่อการปฏิรูปประเทศไหม แต่ท้ายที่สุดเรายังไม่เห็นการปฏิรูปประเทศอะไรเลย แต่สัมฤทธิ์ผลอยู่ตรงที่ได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี”

“ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2560 โดยรวมไม่มีความชอบธรรม ถ้าจะมี มันก็มีอยู่แค่ที่ผ่านประชามติ แต่ก็ดันทำประชามติแบบไม่ดีอีก อย่างน้อยต้องทำแบบปี 2550 ซึ่งผลออกมาคะแนนใกล้กันแบบหายใจรดต้นคอ เพราะเขาปล่อยให้เถียงให้โต้กันได้ แต่ปรากฏว่าปี 2560 ไม่ให้มีการโต้เถียงกัน ความชอบธรรมจึงลดลงไป ถ้าตอนนั้นคุณเปิดให้เขารณรงค์ได้ แล้วเกิดเสียงคัดค้านการรับร่างรัฐธรรมนูญแพ้ มันก็จะมีความชอบธรรมมากกว่า

“การร่างไม่ชอบธรรมแล้ว การดำเนินการไปสู่ประชามติ ไม่ชอบธรรมอีก จึงทำให้ระบบเสีย และยังเอาคำถามเพิ่มเติมเรื่อง ส.ว. เข้าไปอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญอีกทั้งที่คณะร่างรัฐธรรมนูญเขาไม่ได้เขียนไว้ และจริง ๆ เมื่อรวมแล้ว ส.ว. ควรเลือกนายกฯ ได้แค่ครั้งเดียว ไม่ใช่สามารถเลือกนายกฯ ได้ตลอด 5 ปีตามอายุ ส.ว. นั้น แต่ด้วยความเคารพ ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าตลอด 5 ปีกี่ครั้งก็ได้ เลยเป็นปัญหาที่ประชาชนอยากปิดสวิตช์ ส.ว . กัน

> เขาไม่ยอมเว้นวรรค

“ผมเคยเสนอให้บรรดาแม่น้ำห้าสาย ไม่ใช่แค่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เว้นวรรคทางการเมืองไป 2 ปีก่อนจะมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่สรุปว่าไม่มีใครเอาด้วย

“เหตุผลที่ควรเว้นวรรค คือ หนึ่ง คุณไปเอาอำนาจมาจาก ส.ส. ซึ่งประชาชนเลือกเข้ามา แต่เมื่อคุณไประงับอำนาจเขา คุณก็ควรระงับตนเองด้วยเช่นกัน ไม่ว่าเขาจะเลวหรือดี เหมือนกับว่าตำรวจยิงผู้ร้ายตาย แล้วต้องคิดถึงความเหมาะสม ในระหว่างพิจารณาคดีวิสามัญฆาตกรรม ตำรวจคนนั้นก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

“สอง เพื่อประโยชน์ของการดำเนินการโดยรวมทั้งหมด คุณคือคนเขียนกติกา คุณต้องไม่เกี่ยวข้องแล้ว สาม ทำให้คนการเมืองสบายใจ หากเว้นวรรคไปก่อนก็จะไม่มีใครว่าเรื่องสืบทอดอำนาจ สี่ ผมคิดเล่นๆ นึกถึงกรณีจอร์จ วอชิงตัน เป็นแม่ทัพ คนบอกว่าขอให้มาเป็นประธานาธิบดี เขาก็มาลงเลือกตั้งเป็นอยู่สองสมัยก็ไม่เอาแล้ว กรณีนี้ทำให้ผมคิดว่าถ้าบ้านเมืองมีปัญหายังไม่สงบ คสช. เว้นวรรคไป 2 ปี แล้วหลัง 2 ปี คนอาจจะบอกว่าท่าน พล.อ. ประยุทธ์ มาเถอะ เพื่อประโยชน์บ้านเมืองก็ได้

“ไม่เห็นด้วยกับผมไม่เป็นไร แต่ช่วงนั้นผมก็โดนว่าบ้าบอ”

jesdto05

> รัฐประหาร?

“ผมไม่เคยเห็นด้วยกับการรัฐประหาร เพราะถึงอย่างไรบ้านเมืองต้องเดินต่อ พอคนยึดอำนาจไป เราจะเอาอำนาจคืนยังไง มีอยู่สองวิธี หนึ่ง สู้ ชนกัน แต่หากไม่สำเร็จ ก็อาจวุ่นวาย สำเร็จก็อาจเจ็บกัน

“สอง ดึงเอาอำนาจเขามา คนส่วนหนึ่งอาจคิดว่าไปแอบอิงอำนาจเขา แต่ในอีกมุมหนึ่

คือดึงอำนาจเขามาคานตัวเขาเอง เพราะถ้าไม่ใช่อำนาจแบบเดียวกัน จะสู้กันยาก ต้องแบบเดียวกันถึงคานกันไหว”