สัมภาษณ์ : ธีรเมธ ทองสง
วันสัมภาษณ์ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๔

สุกัญญา มิเกล : ในวันที่ศิลปินออกมาแสดงจุดยืน

ย้อนกลับไปตั้งแต่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองจนนำไปสู่การรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ สุกัญญา มิเกล ศิลปินยุค 90s เป็นหนึ่งในศิลปินที่ออกมาแสดงจุดยืนทางการเมืองเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปรากฏตัวบนบางเวทีของ กปปส.

ตลอดระยะเวลาเกือบ ๑๕ ปีของความขัดแย้งนี้ ทำให้เกิดรัฐประหารอีกเป็นครั้งที่ ๒  เธอจึงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและผลกระทบต่ออาชีพเธอ จนกระทั่งเดือนกันยายน ๒๕๖๓ เธอปรากฏตัวเข้าร่วมชุมนุมกับคนรุ่นใหม่

เป็นการแสดงออกอีกครั้งกับจุดยืนที่เปลี่ยนไป

เริ่มแสดงออกทางการเมืองได้อย่างไร 
ปี ๒๕๔๘ มีการชุมนุมของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ต่อต้านคุณทักษิณ ชินวัตร เรารู้ว่าเขาเคยเป็นเพื่อนกัน เคยทำธุรกิจด้วยกัน เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของการเมืองแต่เพื่อน ๆ ศิลปินก็ไปกัน ยุคนั้นจะเป็นนักเขียนเยอะกว่าพวกศิลปินดารา เราเป็นเพื่อนกับบรรณาธิการ กลุ่มศิลปินวาดรูปเยอะ เราก็สนับสนุนเพื่อน อันนี้คือวิถีของฝ่ายอนุรักษนิยม เพื่อนทำอะไรเราต้องทำด้วย  ยังไม่ไปโดยตัว แต่สนับสนุนด้วยเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราพอทำได้ เพราะเขาใช้คำว่ากู้ชาติ โดยตัวเราเองก็ยังไม่รู้ว่ากู้ยังไง คืออะไร ชาติกำลังมีปัญหาอะไร เพื่อนเราเขาไปกู้ชาติกัน เราก็ไปกับเพื่อน  ต่อจากนั้นปี ๒๕๔๙ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ทำรัฐประหาร พอปี ๒๕๕๑ เราก็ไปร่วมกับพันธมิตรฯ เต็มตัว ด้วยวลีว่ามีคนจะล้มเจ้า ดังนั้นเราต้องไปรวมกลุ่มเพื่อบอกว่าอย่าทำอย่างนี้ ไปขึ้นเวทีกับเขาเลย ไปทุกวัน

พอแสดงออกทางการเมืองแล้วมีผลกระทบต่องานอย่างไรบ้าง
หนักหนาทีเดียว ในสังคมเราจะมีภาคธุรกิจที่แต่ละคนมีความคิดไม่เหมือนกัน เวลาเรามาอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง โลกอีกฝั่งหนึ่งก็จะแบนเรา แม้กระทั่งโลกที่เราเลือกด้วยการไม่ถูกบังคับ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ฝั่งที่เราเลือกยังไม่ค่อยสนับสนุนเลย เพราะแนวคิดในประเทศนี้จะมีสองกลุ่ม กลุ่มชอบกับกลุ่มไม่ชอบ  พอแสดงความคิดเห็นทางการเมืองปั๊บโดนตัดทั้งสองโลกเลยครับ

เอาเข้าจริง ๆ แล้ว แทบไม่มีคนกล้าจ้างงาน เพราะเวลาเขาเอาไปไหนก็จะโดนคนทั้งสองฝั่ง คนชอบก็มา คนไม่ชอบก็จะหาเรื่องโจมตี เขาทำธุรกิจก็ไม่อยากหาจุดให้มันกลายเป็นปัญหา ไม่ได้เกลียดเรา แต่จ้างเราไปเล่นไม่ได้ ดังนั้นถามว่าผลกระทบรุนแรงไหม รุนแรงมาก ตอนนี้พอมันมายุคใหม่ ความรุนแรงในเรื่องนั้นน้อยลงครับ เรื่องการบอยคอต เรื่องไม่จ้างไปทำงานน้อยลง คนเริ่มเข้าใจว่านั่นเป็นความคิดส่วนตัวเขา ไม่เกี่ยวกับผลงาน เพราะเราเล่นบนเวทีเราก็ไม่ได้พูดเรื่องการเมือง แต่ผลกระทบมีแน่ ๆ ในประเทศที่ถูกสั่งสมกันว่าไม่ควรยุ่งเรื่องการเมือง

miguel05

ตอนเข้าร่วมกับพันธมิตรฯเรามองอีกฝ่ายอย่างไร
ในกลุ่มของพี่น้องที่เป็นประชาธิปไตยกลุ่มคนเสื้อแดง เขาก็หมายหัวเราไว้เลยนะ คือมันกลายเป็นคนละฝั่งไปแล้ว คนที่เป็นแฟนเพลงเราร้องห่มร้องไห้เยอะเลย เขาเสียใจที่เราเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม เสียใจจริงจัง เราไปเล่นดนตรี เขามายืนรออยู่หลังเวที แล้วก็ร้องห่มร้องไห้ แต่เราไม่เคยโกรธเกลียดพวกเขานะ ไม่เคยรู้สึกว่าคนเสื้อแดงเป็นอะไรที่ต่ำต้อยหรือผิดแผกจากเรา  คิดแค่ว่าวิธีคิดทางการเมืองไม่เหมือนกัน เรามองว่าทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกัน เพียงแค่วิธีคิดคนละแบบ แล้วเวลาขึ้นไปบนเวที เราจะพูดว่าพี่น้องเสื้อแดงตลอด ไม่มีไอ้ควายแดง ไม่มีเลย เพราะเรายึดถือเรื่องความเคารพมนุษย์ซึ่งกันเสมอ เราต้องการการเคารพในสิทธิของเรา ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ดังนั้นเราต้องมอบให้คนอื่นด้วยครับต่อให้คิดไม่เหมือนกัน ดังนั้นก็เลยรอดไม่โดนคดี เพราะไม่ได้ด่าใคร เจาะจงใคร ร้องเพลงอย่างเดียว แต่ก็โดนเกลียด ชีวิตถูกผลักให้ไปอยู่ในฝั่งคนเสื้อเหลืองเต็ม ๆ ไม่สามารถอยู่ตรงกลางในสังคมได้

miguel 02

ทำไมถึงออกไปร่วมชุมนุมกับ กปปส.
กปปส. เราก็ไม่ได้อะไรกับเขามากมายนะ เราไปเล่นดนตรี จริง ๆ แล้ว กปปส. เราโดนลากไป ไม่ได้มีความสุขที่จะไป ไม่เหมือนพันธมิตรฯ  เราไป กปปส. เฉพาะยามจำเป็นที่ “เขา” บอกว่าต้องไป คำว่าเขานี่คือใคร คือกลุ่มคนในวงการบันเทิงครับ เขาจะบอกว่าต้องไป แล้วเราอยู่ในวงการบันเทิงก็ต้องไป เดี๋ยวไม่มีงานทำ คนเสื้อแดงก็ไม่เอาเรา งานกับพี่น้องเสื้อแดงก็ไม่มีอยู่แล้ว แถมถ้าเราไม่ไปก็โดนตัดหางอีก  ตอนนั้นยังรู้สึกว่าดีจังที่เขาให้เกียรติ เรายังอยู่ในสายตาพวกเขา แต่หารู้ไม่เขาเอาพวกเราไปใช้ ยามที่เขาเห็นว่าเรามีประโยชน์ พอเราไม่มีประโยชน์เขาก็สละทิ้ง เป็นเรื่องธรรมชาติครับ เราไม่ได้รู้สึกกับ กปปส. เลยว่ามันบริสุทธิ์ตั้งแต่ต้น  พอมีคุณ
สุเทพ เทือกสุบรรณ เราว่าไม่ใช่แล้ว สำหรับ กปปส. นี่ เรียกว่าจำยอมจริง ๆ ส่วนพันธมิตรฯ นี่บริสุทธิ์ใจที่จะไป ด้วยคำว่าไปปกป้องสถาบัน

miguel 03

จุดเปลี่ยนของเราเกิดขึ้นได้อย่างไร
เรามีอาการต่อต้าน คสช. ตั้งแต่เขาขึ้นมา เพราะมีผลกระทบในโลกกลางคืนก่อนเลย เขาสั่งปิดโลกกลางคืน ความเป็นทหารของเขาทำให้การท่องเที่ยวเสียหาย คนต่างชาติหนี คนไทยไม่กล้าออกนอกบ้าน แล้วร้านรวงอยู่ไม่ได้ มันก็คืบคลานมาถึงชีวิตเรา พอเรารู้ว่านี่ไม่ใช่ เราเริ่มต่อต้าน เริ่มพูดแสดงความคิดของเรา เราก็จะโดนโจมตี หรือถูกเพิกเฉยจากกลุ่มเพื่อนด้วยกัน เลยกลายเป็นจุดเปลี่ยนทำให้เรารู้สึกว่า ความคิดแบบเก่าแบบพวกคุณ แบบที่เราเคยเป็นแบบพวกคุณ เราว่าไม่ถูก เราไม่เอาแล้วแบบนี้

มาหนักสุด ๆ ตอนโควิดระบาดรอบแรก อันนี้คือสว่างเลย ตอนแรกแค่ต่อต้านทหาร แต่ยังเป็นอนุรักษนิยม  พอโควิดปั๊บ เราเป็นเหมือนดักแด้ที่ผิวค่อย ๆ แตก แล้วปีกก็ค่อย ๆ คลี่ออกมา  ด้วยเราถูกกักตัวทำอะไรไม่ได้ก็เลยใช้เวลาว่างดูประวัติศาสตร์ ประเทศไทยมีรัฐประหารกี่ครั้ง ตอนนั้นคิดว่ามันเป็นเทศกาลของความอยากมีอำนาจ พอค้นลงไปลึก ๆ อีก มันเป็นเรื่องการรักษาระบอบเก่า ดังนั้นเราเลยตาสว่าง

พอวันหนึ่งเราเริ่มตื่นจากข้างในโดยการต่อจิ๊กซอว์ย้อนหลัง เราเป็นแบบนี้ได้อย่างไร ประเทศนี้เป็นแบบนี้ได้อย่างไร การถูกล้างสมองที่มีมาโดยตลอดของเราค่อย ๆ ฟื้น

คิดเห็นอย่างไรกับอดีตที่ผ่านมา
เรามองว่าการมีรัฐประหารปี ๒๕๔๙ แล้วก็ปี ๒๕๕๗ เป็นผลพวงจากกลุ่มอนุรักษนิยมแบบเรา ทำให้เกิดสิ่งนี้ มันดึงประเทศย้อนกลับไป ๑๐๐ ปีที่แล้ว ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เด็ก ๆ รุ่นน้องเรากำลังเติบโตไปข้างหน้า รอบ ๆ ประเทศเราเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ได้อยู่แบบ ๑๐๐ ปีที่แล้ว แต่มีกลุ่มของขบวนการอนุรักษนิยมที่พยายามดึงให้ประเทศหยุดอยู่ที่เดิม ดังนั้นเป็นความผิดพลาดของกลุ่มอนุรักษนิยมแบบเราสุด ๆ

เราไม่เคยคิดนะว่า ๑๕ ปีที่แล้วกลุ่มอนุรักษนิยมจะทำให้สังคมกลายเป็นแบบนี้ได้ แต่พวกเขาบางคนยังไม่รู้ตัว ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าที่สถานการณ์บ้านเมืองเป็นแบบนี้เกิดจากตรงไหน เขากลับมองว่าคนรุ่นใหม่เป็นตัวปัญหา แต่ไม่เคยย้อนกลับไปดูสิ่งที่เป็นต้นเหตุ ว่าก่อนที่เด็กจะเป็นแบบนี้มันเกิดอะไร

miguel 04

แล้วไปร่วมกับม็อบคณะราษฎรได้อย่างไร 
เมื่อเราคิดเหมือนและเห็นด้วย เพียงแค่ต้องสู้กับความอายของตัวเอง เพราะจะโดนพี่น้องเสื้อแดงหรือเด็ก ๆ มองว่าเป็นลูกชุบ แก่แล้วไม่มีงานใช่ไหม เราก็ต้องไปสู้กับสิ่งนี้ เขาจะยอมรับหรือไม่เราไม่แยแสนะ  ครั้งนี้ที่ไปร่วม เราขอทำเพื่อแก้ไขในสิ่งที่เรารู้สึกผิด แค่นั้นก็มีความสุขแล้ว เราขอบคุณเด็ก ๆ ที่มีการชุมนุม มันสร้างโอกาสให้พี่ได้แก้ไข เป็นการตัดสินใจไม่ยากในการไปร่วมครั้งนี้ เราพูดกับพระเจ้า ถ้ามีโอกาสครั้งที่ ๒ จะทำ ถึงแม้จะทำให้โดนเพื่อนเก่าเกลียดเยอะ ทำให้เรารู้สึกว่าขาดคนช่วยเหลือ หรือว่าเด็ก ๆ ไม่เคารพเรา เราก็ยังรู้สึกดีอยู่ดี  เราไม่ได้ไปเพื่อให้คนมารัก เราไปเพื่อแก้ไขในสิ่งที่ทำผิด ตอนนี้เราก็คิดว่ายังคงต้องทำต่อ เพราะมันคือการปูอนาคต

แล้วไม่ใช่แค่ลูกเรา แต่รวมถึงลูกของอีกหลาย ๆ คนด้วย 

สังคมไทยในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไหม ?
เรามีประชาธิปไตยเกือบ ๙๐ ปี ประชาชนได้สัมผัสวิธีคิดหรือวิธีเข้าใจแบบประชาธิปไตยจริง ๆ ยังไม่สมบูรณ์ ถ้ามีประชาธิปไตยตั้งแต่ในบ้านเมื่อไร ประเทศนี้จะเป็นแบบโลกที่ ๑ ได้ แต่ถ้าในบ้านยังมีแบบเวลาลูกคิดต่างแล้วทำโทษ รุนแรง ก็ไม่ต่างจากที่รัฐบาลใช้กฎหมายคุกคามประชาชน  วิธีที่คิดว่าตัวเองมีอำนาจในบ้าน ถ้ายังมีอยู่ในประเทศไทยจะเปลี่ยนยากมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้  มันจะเป็นไปได้ คนรุ่นใหม่มีลูก เขาจะสอนลูกอีกแบบ จะเป็นรุ่น ๆ เลย ก็ต้องรอรุ่นใหม่ สั่งสมลูก ๆ ใหม่  เป็นเรื่องของวิธีคิด
ถ้าเรายังไม่สามารถจัดการกับระบบการศึกษาได้  เราว่านักการเมืองรุ่นใหม่หรือคนรุ่นใหม่ที่จะเติบโตขึ้นแล้วมีบทบาทในการดูแลสังคม ดูแลกฎหมาย จะเปลี่ยนได้จากตรงนั้น 

ส่วนตัวมองว่าคนรุ่นใหม่ แค่กระจายความรู้ที่คนรุ่นใหม่รู้เยอะ ๆ ให้เป็นอาวุธแล้วจะเปลี่ยนสังคมได้ ตอนนี้ก็เปลี่ยนเยอะแล้วนะในมุมมองเรา  เหมือนรอเวลาระเบิด ฝ่ายอนุรักษนิยมก็เปลี่ยนไปไม่ใช่น้อย  กลายเป็นว่าตอนนี้สังคมจะเป็นตัวบีบเลยว่าคนประเภทนี้ไม่เอา แล้วพวกเขาจะค่อย ๆ ไม่มีพื้นที่ไปเรื่อย ๆ ครับ

นี่คือการเปลี่ยนแปลงแล้ว