เขียน : อิสรากรณ์ ผู้กฤตยาคามี
ภาพ : วิศรุต วีระโสภณ

นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ อดีตโฆษกรัฐบาลและอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ช่วง ๑๕ ปีที่ผ่านมา นับจากจุดเริ่มต้นรัฐประหารปี ๒๕๔๙ ประเทศไทยเปลี่ยนผู้บริหารประเทศถึงหกรัฐบาล มีรัฐประหารสองครั้ง มีร่างรัฐธรรมนูญถึงสี่ฉบับ มี “ม็อบ” หรือการชุมนุมบนท้องถนนเพื่อสนับสนุน-ขับไล่รัฐบาลหลายครั้งหลายกลุ่ม ซึ่งทุกฝ่ายต่างอ้างประชาธิปไตย

การทำความเข้าใจถึงสาเหตุและที่มาจึงน่าสนใจ เพราะความเปลี่ยนแปลงในอดีตและปัจจุบันย่อมส่งผลถึงอนาคต

สารคดี จึงชวน นพ. ทศพร เสรีรักษ์ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาแลกเปลี่ยนมุมมองถึงทางออกปัญหาการเมืองไทย โดยเฉพาะการเมืองบนท้องถนนและวิกฤตโรคระบาดครั้งสำคัญของประเทศไทย

เหตุการณ์รัฐประหารปี ๒๕๕๗

ผมเป็นโฆษกรัฐบาลในสมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเป็นรองเลขาธิการนายกฯ ทำงานอยู่พักใหญ่ อยู่ดี ๆ มีปัญหาเรื่องการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ต่อมา สุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. พาประชาชนลงถนน ในที่สุดเกิดการยุบสภา

ในวันที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ประกาศยุบสภาปลายปี ๒๕๕๖ ผมใจหายวูบเลย อีกแล้ว ซ้ำรอยเดิมชัด ๆ

ผมคิดตอนนั้นว่า หากเลือกตั้งใหม่ก็จะเลือกไม่ได้ มีบางพรรคไม่ลงเลือกตั้ง เข้ารูปแบบเดิม โมเดลเดิม จนในที่สุด ทหารออกมาเคลื่อนไหว แต่แทนที่จะช่วยรัฐบาลรักษาความสงบ กลายเป็นว่ามาช่วย กปปส. มาพูดกดดันจนนำไปสู่รัฐประหารอีก

เหมือนทหารทำผิดหน้าที่ตั้งแต่แรก ทหารมีหน้าที่รักษาความสงบ ส่วนปัญหาฝ่ายการเมืองต้องให้นักการเมืองเป็นคนแก้กันไป เรื่องการบริหารงานของรัฐบาลถ้าทุจริตต้องเข้าสู่กระบวนการการพิสูจน์

ผมไม่ยอมรับเด็ดขาดเรื่องคอรัปชัน ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตาม ด้านกฎหมาย ต้องพิสูจน์กันให้เห็นชัด ๆ ใครถูกใครผิด แล้วลงโทษตามกระบวนการ ส่วนด้านสังคม ประชาชนจะตัดสินและนำไปสู่การไม่เลือกพรรคนี้อีก หากเป็นเช่นนี้ก็จบลงได้และเดินหน้าแก้ไขทางการเมืองต่อไป

tossaporn01

ผลพวงการเมืองหลังรัฐประหาร ๒๕๕๗ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

หลังรัฐประหาร ๒๕๕๗ การเมืองกลับเข้าสู่ความสงบ พอนาน ๆ ไปเริ่มเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรเลย บอกว่าจะปฏิรูปก่อนเลือกตั้งก็ยังไม่ได้อะไรเลย ๗ ปีที่ผ่านมายังไม่เห็นปฏิรูปอะไรชัดเจน

ส่วนที่ว่าจะมีรัฐธรรมนูญ รีบเลือกตั้ง ก็ยืดเวลา เขียนรัฐธรรมนูญฉบับแรกไม่พอใจก็โละทิ้ง ตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาเขียนอีก ทำประชามติแต่ไม่ให้ฝ่ายที่เขาค้านพูด พอเลือกตั้งเข้ามายิ่งเห็นชัดถึงความพิกลพิการของระบบ พรรคที่ได้เสียงเลือกตั้งมากที่สุดไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ คนก็เริ่มรู้ว่าเขียนรัฐธรรมนูญเลือกตั้งให้ออกมาเป็นแบบนี้

ยิ่ง ส.ว. โหวตในสภาเสียงไม่แตก เลือกพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ยุบพรรคอนาคตใหม่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เข้าสภาเพียงครั้งเดียวและไม่สามารถเข้าได้อีกเลย คนที่มีใจรักความเป็นธรรมไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ไม่ว่าแนวคิดทางการเมืองจะเป็นแบบประชาธิปไตยหรือแบบอนุรักษนิยม ในมโนสำนึกเขารู้ว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่ เริ่มเห็นว่าระบบบิดเบี้ยว

เหล่านี้นำมาสู่ข้อครหามากมาย จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การยืมนาฬิกา เรื่องแป้ง การซื้อเรือดำน้ำ ยิ่งเจอโควิด-๑๙ เข้าไปอีก มันไม่ใช่แล้ว

ที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐประหารไหนทำดีเลย กี่ครั้งก็มีแต่ทหารเข้ามาแบ่งปันผลประโยชน์แล้วก็ไป

อย่าง พลเอก สุจินดา คราประยูร หัวหน้าคณะรัฐประหารปี ๒๕๓๔ ต่อมาก็เป็นนายกฯ แต่คนไม่พอใจจนเกิดพฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕ จึงลาออก ส่วน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหารปี ๒๕๔๙ ต่อมาตั้งพรรคการเมือง แต่คนไม่เอาด้วยเลยถอย มีชุดนี้ที่ยังไม่ไป ดึงคนรอบๆ มาเป็นพรรคพวกกันหมด

ข้อดีเพียงข้อเดียวคือของรัฐบาลที่มาจากการสืบทอดอำนาจรัฐประหาร คือสอนให้รู้ว่ารัฐบาลที่เลวร้ายเป็นอย่างไร เหมือนทุกสิ่งผิดที่ผิดทาง ต้องมีวิธีจัดการให้ดีกว่านี้โดยเฉพาะสถานการณ์วิกฤตโรคระบาด คุมโควิด-๑๙ ไม่อยู่

ผมว่าตอนนี้ไม่มีใครกล้าทำรัฐประหาร เพราะรู้ว่าประชาชนไม่เห็นด้วย เข้ามามีแต่เสียงก่นด่า ปัจจุบันนายกฯ ก็คงนอนไม่หลับสนิทนักหรอก

tossaporn02

มองการเกิดขึ้นของม็อบในปัจจุบันอย่างไร

เป็นธรรมชาติของนักเรียน-นักศึกษา มีความอยากรู้อยากเห็น คนรุ่นนี้โตในยุคที่โซเชียลมีเดียเติบโต กำลังบูม เรียนรู้ได้ง่าย เมื่อมีอะไรสะกิด เห็นความไม่ถูกต้อง เขาสามารถค้นหาย้อนหลัง สืบหาความจริง เกิดกระบวนการเรียนรู้ เริ่มคิด ตั้งคำถามถึงอนาคต ถ้าจบการศึกษาแล้วยังเป็นแบบนี้จะทำงานอะไร เริ่มแสวงหาแนวทางขึ้นมา

พวกเขาไม่ได้ขัดแย้งกับคนรุ่นก่อน ทั้งคนที่อยู่ในแนวทางประชาธิปไตยกับคนที่ยึดถือประโยชน์ตัวเองในแนวอนุรักษนิยม พวกเขาไม่ได้เหมาว่าคนรุ่นก่อนเป็นไดโนเสาร์ เป็นอนุรักษนิยมไปหมด แต่พวกเขาขัดแย้งต่อระบบที่บิดเบี้ยว

ผมให้เกียรติทุกคน มีวิธีการคิด มีแนวคิดได้ว่าต้องการอะไรอยากได้อะไร ความคิดของหนุ่มสาวบริสุทธิ์ ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง เราต้องเคารพ รวมทั้งให้โอกาสเขาคิดและแสดงออก เพียงแต่ทุกอย่างต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบ จะนำความคิดไปสู่การปฏิบัติต้องมีวิธีการ ซึ่งเมื่อผ่านการหล่อหลอมประสบการณ์จะช่วยให้เข้าใจ หาวิธีแก้ไข และเดินไปสู่จุดหมายที่ต้องการได้

เหมือนมีกำแพงอยู่ ถ้ามุ่งแต่เอาหัวไปชนหัวก็แตก เรามีวิธีอื่นไหม หากเป็นกำแพงเมืองจีนที่ยาวมากถ้าเดินอ้อมคงไม่ไหว ต้องขุดหรือหาวิธีอื่น ทำได้หลายทาง

ม็อบมีเบื้องหลังไหม จากที่หลายฝ่ายพยายามลากโยง

เรื่องนี้เป็นธรรมดา ไม่แปลกที่พรรคการเมืองเกี่ยวข้องด้วย

ผมว่าจริง ๆ แล้วพรรคการเมืองควรออกมาให้ชัดด้วยซ้ำไป ต้องสนับสนุนได้ ในเมื่อคุณอยากได้รัฐธรรมนูญใหม่ แต่คุณอยู่เฉยๆ ไม่ขับเคลื่อนก็แก้ไม่ได้

ผมเรียกร้องไปถึง ส.ส. ในสภาด้วย ต้องกล้าหาญในการนำไปสู่เป้าหมายเดียวกัน มาช่วยกันดู ให้มีน้ำหนักมากขึ้น และสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาพความรุนแรง การปะทะกัน

ผมเองเข้าร่วมชุมนุมในฐานะแรกคือนักประชาธิปไตย อีกฐานะหนึ่งคือความเป็นหมอ ไปดูแลเรื่องสุขภาพ ป้องกันไม่ให้เขาเจออุบัติเหตุ และหากเกิดอะไรขึ้นจะได้ช่วยทันที ยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด-๑๙ เอาแอลกอฮอล์ไปแจก เตือนเขาให้ใส่แมสก์ รักษาระยะห่างเท่าที่ทำได้

  • tossaporn04
  • tossaporn03

ในปี ๒๕๖๓ ภาพของม็อบช่วงแรกเป็นไปด้วยความสงบ แต่ทำไมช่วงหลังถึงเกิดภาพความรุนแรง

ผมค่อนข้างเชื่อว่ามีการสร้างสถานการณ์ คือสังเกตหลายครั้ง รวมทั้งพูดคุยกับสื่อหลายสำนักและคนเข้าร่วมชุมนุม

หลายคนเห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งแฝงตัวในฝั่งประชาชนพยายามก่อให้เกิดความรุนแรง จะขว้างปาสิ่งของ ไม่ว่าเป็นประทัดยักษ์ ระเบิดปิงปอง หนังสติ๊ก พลุควันต่างๆ ฯลฯ เข้าไปยังฝั่งตำรวจ เพื่อให้ตำรวจใช้สิ่งนี้เป็นข้ออ้างเข้าปราบปรามและใช้กำลังสลาย เหมือนมีหนังม้วนเดียวฉายอยู่เรื่อย ๆ เพียงแต่เลือกว่าจะฉายเมื่อไร

ส่วนคนที่ถูกจับกลายเป็นคนที่ไม่ใช้ความรุนแรง พลอยฟ้าฝน คนก่อความรุนแรงเราแยกไม่ออก พอทำเสร็จวิ่งหนีมาหลบในหมู่ประชาชน บางครั้งไปหลบในฝั่งตำรวจและหายไปก็มี ผมเจอแบบนี้ประจำ

อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ผมมองว่าเป็นปลายเหตุ เหมือนหมากที่ผู้มีอำนาจเล่น เขาคงมีจุดประสงค์หลักสองอย่าง หนึ่ง อาจทำให้ประชาชนหวาดกลัว สอง เพื่อรักษาอำนาจของตัวเองไว้ ทุกอย่างมีนัยแฝง แต่คนรับเคราะห์คือประชาชน

tossaporn05

ทางออกของวิกฤตการเมืองในปัจจุบัน

ตอนนี้เกิดวิกฤตศรัทธาหมดแล้ว รัฐบาลนี้คนไม่เชื่อแล้ว หมอบางคนมีลักษณะของการทำบางสิ่งที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ล้วนๆ แล้ว แต่แฝงการเมืองมากไป

แม้แต่ ศคบ. (ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙) แทนที่จะมุ่งทำงานเพื่อแก้ไขปัญหากลับมัวแต่เดินตามรัฐมนตรี ไม่ใช่หน้าที่ นายกรัฐมนตรีเองก็เหมือนกัน แทนที่จะไปคุยข้อตกลงซื้อวัคซีน สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ตอนนี้ไม่ใช่ประชาชนไม่เชื่อในวัคซีน แต่ประชาชนไม่เชื่อในนายกรัฐมนตรี

เรื่องการจัดการวิกฤตโควิด-๑๙ ครั้งนี้ ถ้ามีคะแนนเต็ม ๑๐ คงต้องให้หมอและพยาบาลด่านหน้า รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาคสนามทุกคนที่ต่างทำงานกันอย่างเต็มที่ ส่วนรัฐบาลน่าจะให้ ๐ เลย

ในอนาคตเร็ว ๆ นี้จะเข้าสู่รัฐล้มเหลวแน่ ๆ คือทุกอย่างสะสมตั้งแต่การรัฐประหารเป็นต้นมา จนถึงเรื่องวิกฤตโควิด-๑๙ หนักที่สุด วัคซีนมีปัญหา ความโลเลของรัฐบาล ทั้งหมดเหมือนไม้หลักปักขี้เลน คนไม่เชื่อแล้ว ตอนนี้วุ่นวายไปหมด

ทางออกของวิกฤตศรัทธาเพื่อให้จบเร็วที่สุด สิ่งแรก รีบแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นสำคัญก่อน เรื่อง ๒๕๐ ส.ว. จะตัดอำนาจ ส.ว. เลยไหม อย่างไร กำหนดจัดการให้ชัดโดยเร็ว ผมเองก็อยากได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์แก่ทุกคน

สอง คือระบบการเลือกตั้ง การใช้บัตรใบเดียวหรือสองใบ จะกลับไปเป็นบัตรใบเดียวก็ต้องชัดเจนกว่านี้ ให้คนที่ไม่มีผลได้ผลเสียมาคิด

ส่วนสุดท้าย นายกรัฐมนตรียุบสภาเป็นทางออก บางคนบอกเปลี่ยนม้ากลางศึกจะมีปัญหา แต่ผมว่าต้องทำเลย รอไม่ได้ ตอนนี้คนไม่เชื่อหมอแล้ว วิกฤตศรัทธามันไม่ไหว