เรื่อง : วิชญดา ทองแดง
ภาพ : วัชระ ประชันกลาง

นักข่าวในยุคย้อนหลังไปกว่า ๑๕ ปีส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากสนามข่าวการเมือง ถูกส่งไปประจำทำเนียบรัฐบาล ตามติดพรรคการเมือง ก่อนจะเลือกเป็นนักข่าวเฉพาะทาง การดำรงตนในอาชีพ “นักข่าว” ได้อย่างยืนยาวย่อมผ่านร้อนผ่านหนาวและผ่านยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากมาย

นักข่าวกับการนำเสนอข่าวการเมืองไทย

สารคดี ชวนคุยกับ ตี้ – ดร. นิพนธ์ ตั้งแสงประทีป “นักข่าวรุ่นใหญ่” ที่มีจุดเริ่มต้นจากสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น สู่สังกัด อสมท. นานถึง ๑๗ ปี ผ่านงานนักข่าว หัวหน้าข่าว โปรดิวเซอร์ข่าว บรรณาธิการข่าว ก่อนย้ายเข้าชายคาหัวเขียวไทยรัฐทีวี” จนมาถึงโปรดิวเซอร์และคนเล่าเรื่องสารคดีข่าวรายการ Big Story เรื่องใหญ่ Thai PBS ในปัจจุบัน

ข่าวเชิงสืบสวนจำกัดความแค่ไหน และมีโอกาสที่ข่าวเชิงสืบสวนทางการเมืองจะกลับมาได้รับความนิยมในยุคออนไลน์หรือไม่

ข่าวเชิงสืบสวนคือข่าวทุกประเภท คำจัดความแบบสั้นและเข้าใจง่ายก็คือการทำข่าวที่อาศัยการขุดคุ้ย ขุดค้น และแสวงหาความจริงให้ปรากฏ เรามักไม่ค่อยเห็นข่าวสืบสวนในมุมของข่าวบันเทิงหรือกีฬาแต่ไม่ใช่จะทำไม่ได้ หัวใจของข่าวเชิงสืบสวนก็คือข่าวนั้น ๆ ต้องเป็นประโยชน์แก่สังคม

ผมเชื่อว่าข่าวในเชิงลึกหรือข่าวสืบสวนจะกลับมาได้รับความนิยม เพราะประชาชนเริ่มอิ่มตัวกับข่าวโซเชียลที่เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเปิดไปช่องไหนก็ตาม

ตอนนี้มีหลายช่องที่ตอนนี้พยายามนำเสนอข่าวสืบสวนทางการเมืองอย่างจริงจัง เช่นการอภิปรายงบประมาณที่ฝ่ายค้านเผยงบฯ เรือดำน้ำ หรือแฉงบฯ ที่นำไปใช้กับเรื่อง IO แม้แต่การสั่งซื้อชุดตรวจ ATK เรื่องเหล่านี้ถ้าเป็นสมัยก่อนนักข่าวจะเป็นคนเปิดประเด็น แต่ยุคนี้กลายเป็นนักการเมืองเปิดประเด็นแทน แล้วนักข่าวก็เจาะลึกหาข้อมูลนำเสนอต่อในลักษณะข่าวเชิงสืบสวน

แต่ละสำนักข่าวที่เคยผ่านงานมา แตกต่างกันอย่างไร

ถือว่าโชคดีสำหรับผมที่ผ่านการทำข่าวตั้งแต่ยุคอะนาล็อกมาถึงยุคโซเชียล สำนักข่าวสมัยก่อนมีบุคลิกแตกต่างกันไป วิทยุเน้นความรวดเร็ว สมัยก่อนไม่มีใครไม่รู้จักสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ต้นฉบับการมีข่าวครึ่งชั่วโมงไม่ใช่แค่ต้นชั่วโมง

ส่วนเช่น อสมท. ก็มีแบบแผน ยึดถือเรื่องความถูกต้อง เชื่อถือได้มาก่อน ต้องเป็นแหล่งอ้างอิง (reference) ได้

พอมาถึงทีวีดิจิทัล ทุกอย่างเปลี่ยนเป็นเน้นข่าวโซเชียลเป็นหลัก อย่างไทยรัฐทีวีมีบุคลิกคือชาวบ้าน คุณเคยเห็นข่าว “หวย” ขึ้นหน้าจออย่างเอิกเกริกเหมือนสมัยนี้ไหมล่ะ ความแตกต่างมันเห็นชัดเจนอยู่แล้วในแต่สังกัด แต่ละยุคสมัย

nipon1

สื่อดิจิทัลทำให้การคำนึงถึงจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวลดลงจริงไหม

จริงครับ ดิจิทัลที่เข้ามาทำให้การนำเสนอข่าวเน้นความรวดเร็ว ต้องไม่ลืมว่าถ้าไม่นับสื่อของรัฐหรือสื่อสาธารณะแล้ว สื่อที่มีนายทุนเป็นผู้ลงทุนเขาไม่ได้สนใจว่าข่าวนั้นจะจริงหรือไม่ ถูกต้องหรือไม่ เขาสนใจเพียงอย่างเดียวคือเรตติงเพื่อนำไปสู่การให้เอเจนซีหาโฆษณารายได้ให้เขา

โลกของสื่อก็มีนายทุนไม่ต่างจากโลกธุรกิจอื่น ๆ นักข่าวก็แค่ลูกจ้าง ดังนั้นต่อให้นักข่าวมีจรรยาบรรณคัดค้านไม่ให้นำเสนอเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็คานอำนาจนายทุนได้ยากมาก

”จรรยาบรรณ” ถูกให้ความสำคัญน้อยลงในยุคดิจิทัล เช่นข่าวม็อบราษฎรหรือจะเรียกม็อบอะไรก็แล้วแต่ ช่องหนึ่งนำเสนอข่าวโดยเลือกหยิบประเด็นต่างๆ มาโจมตีม็อบโดยไม่นำเสนอข้อมูลหรือเนื้อหาฝั่งม็อบ ถามว่าแบบนี้มีจรรยาบรรณหรือไม่ คำตอบก็ชัดเจนอยู่แล้ว

มีอีกกรณีที่น่าสนใจคือ ในยุคดิจิทัลนักข่าวแม้จะมีสังกัดแต่ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่โซเชียลของตัวเองด้วย ตอนนำเสนอข่าวในสื่อหลักตามสังกัดก็อาจเป็นไปอย่างหนึ่ง แต่ในพื้นที่โซเชียลของตัวเองบ่อยครั้งเหมือนแก้ต่างให้ขั้วการเมืองหนึ่งหรือขั้วอำนาจหนึ่งตลอดเวลา

คำถามคือนักข่าวคนนั้นรับเงินหรือสินบนเพื่อลงข่าวในพื้นที่โซเชียลของตนหรือเปล่า อ้างว่าได้ข่าว exclusive มา บ้างก็ว่ามีข้อจำกัดที่จะนำเสนอในสื่อหลัก แต่แท้จริงมันคืออะไรกันแน่ ลองสังเกตดีๆ นักข่าวบางคนไม่เคยเสนอข่าวของอีกด้านในพื้นที่สื่อของตัวเองเลยนะ ถ้ามีนอกมีในก็เรียกได้ว่าไม่มีจรรยาบรรณ

ขั้วการเมืองที่เปลี่ยนไปในรอบ ๑๕ ปีนับจากรัฐประหาร ๒๕๔๙ มีผลต่อการทำข่าวอย่างไร

ตอนทำข่าวการเมืองในยุคสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ผมถูกส่งไปกระทรวงมหาดไทย วันอังคารต้องเข้าทำเนียบ วันพุธและพฤหัสบดีต้องไปสภา ถูกส่งให้ติดตามทำข่าวพรรคชาติไทย (บรรหาร ศิลปอาชา) พรรคชาติไทยพัฒนา (พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ) มีประชาธิปัตย์บ้างประปราย

การทำข่าวการเมืองสมัยก่อนคือการติดตามดูท่าทีนักการเมือง พรรคการเมือง ดูนโยบาย ดูเนื้อหางาน

พอเปลี่ยนขั้วการเมืองหลัง ๒๕๔๙ ผมคิดว่าในช่วงแรกยังไม่มีผลต่อการทำข่าวนะ เพราะนักการเมืองยังคงกลับมาคุมอำนาจ แต่หลังการรัฐประหารต่อ ๆ มามีแน่นอน เพราะขั้วการเมืองที่ถูกจัดตั้งขึ้นคุมอำนาจโดยอดีตทหาร กลุ่มผู้นำที่มีบุคลิกและนิสัยที่จะเปิดให้นักข่าวได้เข้าถึงหรือเสาะแสวงหาข่าวแบบเจาะลึกหรือโปร่งใสเลยไม่เกิดขึ้น

คำตอบจากผู้นำทางการเมืองว่า “ไม่รู้” ในยุคนี้ ไม่มีแน่นอนในยุคก่อน วันวานคุณได้ยินแค่คำว่า “ยังไม่ได้รับรายงาน” นั่นคือความหมายเดียวกันแต่แตกต่างกันตรงที่นักการเมืองยุคปฏิบัติต่อนักข่าวอีกแบบหนึ่ง

สมัยก่อนนักการเมืองจะชอบเข้าหานักข่าว ให้ข้อมูลแก่นักข่าว บางคนทำตัวสนิทสนมจนทำให้นักข่าวหลายคนได้ข่าวเอ็กคลูซีฟ (exclusive) แต่สำหรับขั้วอำนาจปัจจุบันไม่ใช่เช่นนั้น

ยกตัวอย่างม็อบในยุคของนักการเมืองอาชีพ สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นักข่าวนำเสนอข่าวได้เต็มที่ อาจจะมีบ้างในสื่อของรัฐที่ถูกควบคุม หรือในสมัยที่ผมทำข่าวม็อบพันธมิตรก็นำเสนอข่าวได้ปรกติ แต่ตอนหลังพอเปลี่ยนขั้วอำนาจ แค่มีภาพผมยืนอยู่หลังผู้นำตอนสัมภาษณ์ ก็มีตำรวจติดต่อมาตรวจสอบผมเลยนะ

ทุกวันนี้นักข่าวการเมืองทำข่าวได้โดยอิสระหรือไม่ คุณดูแค่ตอนต้นสิงหา ๒๕๖๔ ก็พอ กลุ่มนักข่าวที่ยื่นร้องต่อศาลแพ่งขอให้เพิกถอนคำสั่งข้อกำหนดฉบับที่ ๒๙ หรือสรุปง่ายๆ คือขอให้ กสทช. ไม่ “ตัดเน็ต” ผู้โพสต์ข้อความที่รัฐเห็นว่าทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว สังเกตดีๆ นะ ไม่มีสื่อหลักที่มีอายุยาวนานอยู่ใน ๑๒ รายชื่อตัวแทนสื่อที่ไปยื่นฟ้องเลย

นั่นแปลว่าอะไร สื่อส่วนใหญ่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ ? หรือกลัวจะไม่ได้รับการสนับสนุนผ่านระบบทุนจากรัฐภายใต้โครงการต่างๆ ? หรือมีลับลมคมในอย่างอื่น ?

nipon2

ความกล้าหรืออาจจะเรียกว่า “อีโก้” ของนักข่าวรุ่นใหม่ๆ ส่งผลให้เกมการเมืองเปลี่ยนไปไหม

ต้องถามก่อนว่านักข่าวสมัยใหม่กล้าตั้งคำถามกับคนมีตำแหน่งหรือไม่ ผมไม่คิดว่านักข่าวรุ่นใหม่ไม่มีความสามารถนะ แต่เมื่อเจอกับขั้วอำนาจทางการเมืองที่ไม่ใช่นักการเมือง ความกล้าจะหดไหม หากโดนตวาด คุณกล้าสวนหรือไม่ ครองสติให้ถามคำถามเดิมซ้ำเพื่อให้ได้คำตอบได้ไหม หรือเมื่อมีคำถามสวนมา คุณกล้าตอบคำถามเขาและถามต่อหรือไม่

แต่ความกล้าก็เป็นแค่องค์ประกอบเท่านั้น สำคัญกว่าความกล้าคือความฉลาดและไหวพริบ โดยเฉพาะกับนักการเมือง ยิ่งนักการเมืองยุคปัจจุบัน

ผมคิดว่าความกล้าของนักข่าวไม่มีผลใด ๆ ต่อเกมการเมืองแน่นอน เพราะนักการเมืองไม่ได้สนใจคำถามหรือสิ่งที่นักข่าวจะเสนอ ที่คุณได้ยินการนำเสนอข่าวว่าพรรคนั้นทำไม่ถูกต้อง เดี๋ยวพรรคนี้จะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล อันนั้นคือลิเกโรงใหญ่ เล่นให้สมบทบาทเท่านั้น

นักข่าวที่จะมีผลต่อเกมการเมืองบ้างก็คือคนที่อยู่ในคราบของนักข่าวแต่เป็นพีอาร์ (public relations) ให้นักการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มักจะชี้นำคำถามหรือดำเนินการลับหลังเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อประโยชน์ของอีกขั้วที่เขารับใช้อยู่ก็เท่านั้น

แต่คนที่ทำแบบนั้นได้ ผมไม่เรียกว่านักข่าว