กว่า mRNA จะถึงเมืองไทย

“ฉึก”

เสียงเข็มฉีดยา ปักลงบนกล้ามเนื้อแขนซ้ายของผม (เบาๆ)

ไม่ต่างกับการฉีดยาครั้งอื่นๆ ในชีวิต คือเจ็บเหมือนมดกัด แต่ครั้งนี้มันพิเศษและแปลกประหลาด ด้วยเป็นการปักเข็มหลังรอวัคซีน mRNA ที่ต้องจ่ายเงินซื้อเองนานถึงห้าเดือน ระหว่างนั้นผมก็เกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบรัฐของไทยในการจัดการโรคระบาด

ไม่ต่างกับประชาชนจำนวนมาก ผมเลือกซื้อฉีดเองเพราะสงสัยประสิทธิภาพวัคซีนเชื้อตายบางยี่ห้อ ที่รัฐไทยนำเข้ามาแก้ปัญหาการขาดวัคซีนในช่วงระบาดระลอกใหญ่ต้นเดือนเมษายน ๒๕๖๔ และต่อมา วัคซีนชนิดนั้นกลายเป็นมีสถานะคล้ายเป็น “วัคซีนหลัก” ของประเทศไปจากการนำเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ทบทวนสถานการณ์ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๔ จะพบว่ามีการบริจาควัคซีนเชื้อตายยี่ห้อดังกล่าวบ่อยครั้งผสมกับการจัดซื้อจากประเทศมหาอำนาจที่ปกครองด้วยระบอบอำนาจนิยมท่ามกลางการระบาดใหญ่ระลอกเดือนเมษายน ๖๔ (ที่มีจุดตั้งต้นบางส่วนจากการไปเที่ยวสถานบันเทิงของรัฐมนตรีคนหนึ่งจนทำให้นโยบายกดจำนวนคนติดโควิดเป็นศูนย์ของไทยพังลงโดยสมบูรณ์) วัคซีนชนิดนี้ถูกกระจายลงไปยังบุคลากรด่านหน้าคือแพทย์และพยาบาลก่อน ก่อนจะเริ่มฉีดฟรีในวงกว้าง

ช่วงนั้นผมไปพบแพทย์เพราะป่วยด้วยโรคอื่นที่ รพ.แห่งหนึ่ง แพทย์บางท่านยังเล่าว่า หมอส่วนมากรู้ดีว่า วัคซีนเชื้อตายเป็นแค่ของ ขัดตาทัพ แต่ด้วยข้อจำกัดก็ต้องฉีดเพื่อป้องกันตัว

เป็นที่มาของมอตโต้ “ฉีดกันตาย” อย่าตั้งคำถามว่าทำไมไม่เอาเข้ามาหลายยี่ห้อ ทั้งที่จริงๆ เกิดจากการดำเนินนโยบายผิดพลาด ใช้นโยบายกดจำนวนผู้ป่วยให้เป็นศูนย์ และไม่ยอมสั่งวัคซีนแต่เนิ่นๆ

ช่วงนั้น ยังปรากฎความไม่ชอบมาพากลของวัคซีนแบบ Viral vector ยี่ห้อหนึ่งที่มาตั้งโรงงานผลิตในไทย แต่ไม่สามารถส่งมอบได้ตามปริมาณที่ต้องการ จนเกิดความเห็นว่า นายกฯ ควรใช้อำนาจทางกฎหมายบังคับโรงงานไม่ให้ส่งออก แต่ก็มีเสียงเตือนว่า การทำเช่นนั้นจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้านอย่างรุนแรง เพราะวัคซีนชนิดดังกล่าวก็ถูกสั่งซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านที่สถานการณ์ภายในประเทศเขาก็แย่เช่นกัน

กระแสสังคมเวลานั้น กดดันรัฐบาลจนยอมให้เอกชนสั่ง “วัคซีนทางเลือก” (ในไทย เราหมายถึงวัคซีนชนิด mRNA ที่รัฐไม่สนับสนุน) ก็ปรากฏว่าเกิดความล่าช้าในขั้นตอนสั่งซื้อที่มีข้อจำกัดว่าต้องผ่านหน่วยงานรัฐเท่านั้น เอกชนดีลตรงไม่ได้ เนื่องจากวัคซีนที่ผลิตออกมาในตลาดเป็นการอนุมัติแบบฉุกเฉิน ผู้ผลิตจะขายให้กับรัฐบาลเท่านั้นเพราะไม่สามารถรับผิดชอบผลกระทบจากวัคซีนที่ผ่านการอนุมัติแบบเร่งด่วน

ขณะที่ปรากฏข่าวว่าวัคซีนเชื้อตายจากมหาอำนาจประเทศหนึ่งก่อผลกระทบจนมีหลายคนป่วยและเสียชีวิตจนคนหวาดกลัว อีกมุมหนึ่ง ฝ่ายที่สนับสนุนวัคซีนชนิดนี้ต่างออกมาโจมตีว่าคนจำนวนมาก “ด้อยค่า” วัคซีนเชื้อตาย และหยิบยกกรณีในต่างประเทศของวัคซีน mRNA ว่าก็มีผลกระทบเช่นกัน แม้ว่าจะมีงานวิจัยชี้ชัดว่าประสิทธิภาพของวัคซีน mRNA สูงกว่ามาก และป้องกันสายพันธุ์เดลตาที่กำลังระบาดได้ดีกว่าวัคซีนเชื้อตายที่ออกแบบมาป้องกันสายพันธุ์ “อู่ฮั่น” ที่ระบาดในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น

มีกระทั่งการเปรียบเปรยโดยใช้ตรรกะว่า mRNA เท่ากับอักษรไทยว่า “มรณะ” มาตอบโต้คนวิจารณ์วัคซีนเชื้อตายที่เริ่มไม่ได้ผล

ทั้งที่วงการวิทยาศาสตร์ทราบดีกว่า เทคนิคนี้ “ไม่ใหม่” mRNA นั้นถูกคิดค้นโดย ดร.คาตาลิน คาริโก นักวิทยาศาสตร์หญิงชาวฮังการีเมื่อปี ๒๕๓๒ หรือกว่าสามสิบปีแล้ว จากนั้นถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกาจนกลายเป็น “ความหวัง” ในการสู้กับโรคโควิดในยุคนี้เพราะเทคนิคนี้ทำให้ผลิตวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงยังกลายเป็นความหวังในการรักษาโรคอื่นๆ ด้วย

ในเมืองไทย ประเด็นหลักที่ถูกลืมไปจากสื่อคือ สิทธิของประชาชนที่จะต้องได้เลือกยี่ห้อวัคซีนฉีดอย่างเสรี เรื่องนี้ยังไม่อยู่ในสมการนโยบายของรัฐที่บังคับประชาชนทางอ้อมให้ฉีดวัคซีนสูตรที่กำหนดเท่านั้น

รัฐพยายามบอกว่าประชาชนหวาดกลัวเกินไป มีการด้อยค่าวัคซีน ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากก็ข้องใจว่าทำไมรัฐไม่ให้ตัวเลือกและประชาชนควรมีสิทธิเลือกยี่ห้อวัคซีนเองโดยที่รัฐอำนวยความสะดวกด้วยการทำให้มีวัคซีนหลากหลายและมีคุณภาพ ปริมาณการฉีดวัคซีนจึงไม่เดินหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

ปลายเดือนสิงหาคม มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลในรัฐสภา พรรคฝ่ายค้านยังกล่าวถึงความไม่ชอบมาพากลส่วนต่างจากการจัดซื้อวัคซีนเชื้อตาย กรณีการทำสัญญากับบริษัทผลิตวัคซีน Viral Vector ที่ไม่มีกรอบส่งมอบที่ชัดเจนเปิดเผยกับสาธารณชน ยังไม่นับว่ามีคำกล่าวในลักษณะประชดประชันว่าวัคซีนชนิดเชื้อตายที่เข้ามานั้น “มีประสิทธิภาพป้องกันวัคซีนยี่ห้ออื่นไม่ให้เข้ามาสู่ประเทศ” ได้

แรงกดดันต่างๆ ในช่วงกลางปี ทำให้รัฐยอมนำเข้าวัคซีน mRNA อีกหนึ่งยี่ห้อ นอกจากเอกชนที่สั่งผ่านองค์การเภสัชกรรม แต่ก็ยังเน้น “ฉีดบุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มเปราะบาง”

ซึ่งต่อมาก็มีข่าวการตัดยอดไปวิจัย มีรายชื่อลึกลับที่ไม่ใช่บุคลากร รพ. มารับการฉีด ข่าวหน่วยทหารมาขอความอนุเคราะห์ฉีด ฯลฯ จนเกิดการรณรงค์ว่า วัคซีนเชื้อตายยี่ห้อที่รัฐบาลมั่นใจนักหนานั้นควรลงไปบนแขนของเจ้าหน้าที่รัฐให้สมกับที่ส่งเสริม ไม่ใช่เอา mRNA ที่พวกเขาไม่เชื่อในประสิทธิภาพไปให้

การระบาดที่กินวงกว้าง ยังทำให้แพทย์ที่ทำงานกับรัฐ คิดค้นสูตร “ฉีดไขว้” นำวัคซีนเชื้อตายมาผสมกับวัคซีนชนิดอื่น บางสูตรในต่างประเทศก็มีงานวิจัยรองรับ บางสูตรก็ไม่มี คนจำนวนมากก็ลังเลขณะที่รัฐก็กดดันด้วยการกำหนดให้การทำกิจกรรมบางอย่างต้องได้รับวัคซีนแล้ว ไม่อย่างนั้นก็ต้องยอมเจ็บจมูกตรวจ RT-PCR กันบ่อยครั้ง

เรื่องที่เหลือเชื่อคือ การสั่งซื้อวัคซีน mRNA ของ รพ.เอกชน ยังกินเวลายาวนานเกือบครึ่งปี เกิดปรากฏการณ์ผู้บริหาร รพ.เอกชน วิจารณ์การจัดการวัคซีนของรัฐ จนคนจำนวนมากตีความว่ารัฐ “กีดกัน” วัคซีน mRNA และกลัว “เสียหน้า” มากกว่าการให้ความสำคัญกับชีวิตคน

เมื่อถึงกำหนดส่งมอบ ยังมี “โรคเลื่อน” เลื่อนส่งมอบจาก “ตุลาคม” ไป “พฤศจิกายน” ถึงต้นเดือนพฤศจิกายนก็เข้ามาจำนวนน้อย ขณะที่ภาครัฐประกาศว่าได้รับบริจาควัคซีนเชื้อตายยี่ห้อเดิมมาเพิ่ม และผ่านขั้นตอนการนำเข้าได้แบบรวดเร็วทันใจท่ามกลางความงุนงงของผู้คน

เมื่อวัคซีน mRNA มา ยังเกิดกรณีหน่วยงานการกุศลบางแห่ง “แบ่ง” mRNA ภายใต้ข้ออ้างว่าจะฉีด “กลุ่มเปราะบาง” โดยที่หลายคนตั้งคำถามว่ากลุ่มเปราะบางน่าจะได้ mRNA อีกยี่ห้อหนึ่งอยู่แล้ว คนกลุ่มนี้ยังน่าจะมีจำนวนน้อยจากการระดมฉีดของรัฐ และคนที่รอวัคซีนทางเลือกต่างหากที่กลายเป็น “กลุ่มเปราะบาง”

เพราพวกเขาไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับวัคซีนสูตรที่ไม่ไขว้ ไม่ใช่กลุ่มเปราะบางในสายตาของรัฐ รอวัคซีนทางเลือก จนกลายเป็นกลุ่มรั้งท้ายที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน จนกลายเป็นตัวประหลาด เพราะคนรอบข้างที่ยินยอมฉีดสูตรของรัฐตั้งคำถามกับพวกเขาโดยลืมไปว่า “สิทธิรับหรือเลือกวัคซีน” เป็นสิทธิส่วนบุคคล ด้วยทุกครั้งเมื่อมีข่าวคนได้รับผลกระทบจากวัคซีน คนที่เดือดร้อนที่สุดคือผู้ฉีดและครอบครัวที่แทบไม่ได้รับการเยียวยา

คนเหล่านี้ยังไปทำงาน ไปเรียน ฯลฯ ไม่ได้ ไปต่างประเทศก็ลำบาก (เพราะต่างประเทศไม่ยอมรับวัคซีนบางชนิด) วางแผนชีวิตไม่ได้เนื่องจากยังไม่รู้ว่าจะได้วัคซีนเมื่อใด
คนกลุ่มนี้ยังต้องกดดันผู้นำเข้าวัคซีนผ่านโซเชียลมีเดีย ขณะที่ รพ.เอกชน ในฐานะตัวกลางและผู้ขายวัคซีน กลับมีทีท่าลอยตัว บางแห่งพยายามมแก้ปัญหาด้วยการร่วมมือกับหน่วยงานที่มีอำนาจนำเข้าก็โดนกระทรวงการต่างประเทศขัดขวางด้วยการอ้างระเบียบราชการ

ขณะที่จำนวนคนติดโควิดพุ่งสูงแบบทวีคูณ

ในขณะที่หน่วยงานที่เป็นตัวแทนนำเข้าทั้งรัฐและเอกชน ต่างโยนเรื่องไปมาท่ามกลางความโกรธเกรี้ยวของผู้ซื้อ เรื่องที่ประหลาดยิ่งกว่าคือ ไม่นานนี้ รัฐบาลประกาศว่าจะมี mRNA จากการบริจาคของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยของจะเข้ามาในเวลาไม่กี่อาทิตย์

เล่นเอาคนเสียเงินซื้อวัคซีนทางเลือกที่พรีออเดอร์นานเกือบครึ่งปีงงงวย

อีกหลายสิบปีข้างหน้า เรื่องนี้คงมีคำตอบ และใครหลายคน ก็คงถูกจารึกว่า

พวกเขาทำอะไรในวิกฤติโรคระบาดรอบนี้

เครดิตภาพ : U.S. Air Force photo by Airman 1st Class Anna Nolte