ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล : รายงาน

จากแม่เมาะถึงหงสา โลกร้อนกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน

เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๕ เครือข่าย Thai Climate Justice for All (TCJA) จัดเสวนาออนไลน์หัวข้อ “บทเรียนและอนาคตของโรงไฟฟ้าถ่านหินและภาวะโลกร้อน” โดยมี มะลิวรรณ นาควิโรจน์ ประธานสิทธิเครือข่ายผู้ป่วยแม่เมาะ, สมพร เพ็งค่ำ นักวิจัยอิสระการประเมินผลกระทบสุขภาพโดยชุมชน, ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ กรีนพีช ประเทศไทย, ประสิทธิชัย หนูนวล เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ใต้ เข้าร่วมเป็นวิทยากร มี กฤษฎา บุญชัย ผู้ประสานงานเครือข่าย TCJA เป็นผู้ดำเนินรายการ

เครือข่าย TCJA เกิดจากการรวมตัวของภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนเรื่องมลภาวะอุตสาหกรรม เกษตรกรรมยั่งยืน พลังงานหมุนเวียน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างความตระหนักต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน อันเป็นปัญหาเร่งด่วนของมนุษย์

ทุกวันนี้หลายประเทศทั่วโลกแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะลด ละ เลิก เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะถ่านหิน เพื่อหาทางลดอุณหภูมิของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในยุคอุตสาหกรรม หันมาใช้พลังงานหมุนเวียนที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า และเล็งเห็นว่าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน จากยุคเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่ยุคพลังงานสะอาด

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ประเทศไทยยังพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินกว่าร้อยละ ๒๒ ล่าสุดรัฐบาลยังอนุมัติให้ต่ออายุโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ด้วยการสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ ๘-๙

maemo hongsa1
เหมืองแม่เมาะเป็นเหมืองถ่านหินแบบเปิดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังการผลิต ๑๖ ล้านตันต่อปี มีภารกิจหลักในการจัดหาถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงส่งให้โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ปัจจุบันบ่อเหมืองแม่เมาะมีความกว้างประมาณ ๔ กิโลเมตร ความยาวประมาณ ๗ กิโลเมตร และมีระดับความลึกจากพื้นดินเดิมประมาณ ๓๐๐ เมตร (ภาพ : egat.co.th)

แม่เมาะ

โรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง แม้จะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เป็นแหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้าหลักให้กับชุมชนทางภาคเหนือ แต่ตลอดเวลาที่โรงไฟฟ้าเปิดให้บริการ ก็มีคำถามมากมายเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้โรงไฟฟ้า

โรงไฟฟ้าแม่เมาะมีเครื่องจักรผลิตไฟฟ้า ๑๔ เครื่อง กำลังการผลิตรวม ๒,๒๒๐ เมกกะวัตต์ แบ่งออกเป็น

เครื่องที่ ๑-๓ กำลังผลิตรวม ๒๒๕ เมกะวัตต์ สถานะปัจจุบัน ปลดออกจากระบบไฟฟ้า หลังเปิดใช้งานมานานหลายปี

เครื่องที่ ๔-๗ กำลังผลิตรวม ๕๖๐ เมกะวัตต์ สถานะปัจจุบัน ปลดออกจากระบบไฟฟ้า

เครื่องที่ ๘-๑๓ กำลังผลิตรวม ๑,๖๒๐ เมกะวัตต์ ยังคงเปิดใช้งาน

และเครื่องที่ ๑๔ กำลังผลิต ๖๐๐ เมกะวัตต์ ถูกสร้างขึ้นเพื่อทดแทนเครื่องที่ ๔-๗ ที่ปิดตัวลง

ยังมีอีกหลายเครื่องที่จะต้องถูดปลดออกจากระบบไฟฟ้าตามกำหนด ได้แก่ เครื่องที่ ๘-๑๑ ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสให้เกิดการลดใช้ถ่านหิน อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก่อสร้างและติดตั้ง “โรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน” เพื่อทำหน้าที่แทนเครื่องที่ใกล้จะถูกปลดออกจากระบบไฟฟ้า ที่สำคัญคือหมายเลข ๘-๙ ที่จะต้องถูกปลดระวางในปี ๒๕๖๕ และ ๒๕๖๘ ตามลำดับ

อีกครั้งเดือนต่อมา คือวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๕ ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)​ ยังมีมติอนุมัติแผนเลื่อนปลดระวางโรงไฟฟ้าแม่เมาะทั้งสองหมายเลข

เครื่องที่ ๘ ที่มีกำลังการผลิต ๒๗๐ เมกะวัตต์ เคยเลื่อนปลดระวางมาแล้วหนึ่งครั้ง จากวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕ เป็น ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ ก็ให้เลื่อนออกไปอีก ๓ ปี เป็นวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘

และเครื่องที่ ๙ จากที่เตรียมปลดระวางในปี ๒๕๖๗ ก็ให้เลื่อนออกไปเป็นปี ๒๕๖๘ ด้วยเหตุผลว่าเพื่อให้เกิดความมั่นคงในระบบการผลิตไฟฟ้า รักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ รวมทั้งลดต้นทุนค่าไฟเมื่อเทียบกับราคา Spot LNG​ นำเข้าที่มีราคาแพง

เว็บไซด์ www.egat.co.th/home/20220526-mis01/ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ให้รายละเอียดว่า โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ ๘-๙ มีระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ ๔๘ เดือน กำลังการผลิตไฟฟ้า ๖๐๐ เมกะวัตต์ ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง ๔๗,๔๗๐ ล้านบาท กำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี ๒๕๖๙ อายุการทำงาน ๒๕ ปี ใช้พื้นที่ก่อสร้าง ๑๔๕ ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะเดิม เป็นพื้นที่ที่ กฟผ. ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้ใช้ประโยชน์ยาวนานไปจนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๙๓

เว็บไซด์อย่างเป็นทางการของ กฟผ.ระบุด้วยว่าการต่ออายุโรงไฟฟ้าจะไม่กระทบเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Net Zero ของประเทศชาติ

“โครงการดังกล่าวจะไม่กระทบต่อเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี ค.ศ. ๒๐๖๕-๒๐๗๐ ของรัฐบาล เนื่องจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้งาน เช่น เครื่องผลิตไอน้ำแรงดันเหนือวิกฤต (Ultra-Supercritical : USC) สามารถผลิตไอน้ำได้ดีขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้มากขึ้น ทำให้ปริมาณการใช้ถ่านหินลดลง และมีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าดีขึ้น นอกจากนี้ ยังได้มีการติดตั้งระบบควบคุมการปล่อยมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าให้อยู่ ในค่ามาตรฐาน ได้แก่ ระบบดักจับฝุ่นและขี้เถ้าลอย (PM) ระบบกำจัดซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และระบบควบคุมก๊าซออกไซด์ ของไนโตรเจน (NOX)”

maemo hongsa2
โรงไฟฟ้าแม่เมาะ กำลังการผลิตรวม ๒,๒๒๐ เมกกะวัตต์ มีเครื่องจักรผลิตไฟฟ้าสร้างเสร็จทั้งสิ้น ๑๔ เครื่อง หรือ ๑๔ หน่วย ปัจจุบันบางเครื่องถูกปลดออกจากระบบไฟฟ้าตามอายุขัย บางเครื่องได้รับการต่ออายุ และยังมีเครื่องที่ถูกสร้างขึ้นทดแทนเครื่องเดิมที่ปิดตัวลง (ภาพ : egat.co.th)

แม่เมาะ

เครือข่าย Thai Climate Justice for All (TCJA) เห็นว่าการเลื่อนกำหนดปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะไม่สอดรับกับเป้าหมาย “คาร์บอนเป็นกลางสุทธิ” หรือ “Net Zero” ในปี ๒๕๙๓ (ค.ศ.๒๐๕๐) หรืออีก ๒๘ ปีข้างหน้า

แม้ กุลิศ สมบัติศิริ ประธานคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะเคยเอ่ยถึงโครงการ Mae Moh Smart City และ Solar Farm ที่ต้องการรองรับผู้คนรอบโรงไฟฟ้าให้คุณภาพชีวิตที่ดีหลังถ่านหินปลดระวาง แต่ Roadmap ของโครงการดังกล่าว ก็ยังถูกตั้งคำถามว่า ไม่มีความชัดเจน อีกทั้งยังวางแผนไว้ระยะสั้นเพียงแค่ ๓-๔ ปี (๒๕๖๕-๒๕๖๙)

มะลิวรรณ นาควิโรจน์ ประธานเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ ให้ความเห็นว่า ช่วงที่ผ่านมา กลุ่มชาวบ้านในอำเภอแม่เมาะยังคงได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีดั่งคำโฆษณา เมื่อคณะรัฐมนตรี มีมติให้ดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งโรงไฟฟ้าหน่วยที่ ๘-๙ ซึ่งจะมีอายุสัมปทานอย่างน้อย ๒๕ ปี ลูกหลานชาวแม่เมาะก็คงจะต้องทนอยู่กับวิบากกรรมเดิมๆ ต่อไป เธอและชาวบ้านแม่เมาะแทบไม่มีความหวังใดๆ ต่อนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานและปลดระวางถ่านหินของไทยในอนาคต

ขณะที่ ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ กรีนพีช ประเทศไทย ให้ความเห็นถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ก่อสร้างและติดตั้งโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ ๘-๙ ว่า แม้โรงไฟฟ้าใหม่จะมีเทคโนโลยีทันสมัย มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าสูง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ส่วนหนึ่ง แต่ภาครัฐก็ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการลงทุน และยังคงพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ไม่ได้ช่วยให้รัฐบาลไทยมุ่งสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นกลางสุทธิเร็วขึ้นแต่อย่างใด

maemo hongsa3
โรงไฟฟ้าหงสา กำลังการผลิต ๑,๘๗๘ เมกกะวัตต์ ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นวัตถุดิบ ไฟฟ้าที่ผลิตได้เกือบทั้งหมดถูกขายให้กับไทยตัวโรงไฟฟ้าตั้งอยู่ห่างจากชายแดนจังหวัดน่านประมาณ ๓๕ กิโลเมตร เป็นตัวอย่างโรงไฟฟ้าที่สร้างผลกระทบข้ามพรมแดนมายังฝั่งไทย (ภาพ : transbordernews.in.th/home/?p=18453)
maemo hongsa4
กราฟอัตราส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองรายปีของกรีนพีช ประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าแม้ยกเลิกกำลังผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ประเทศไทยจะยังสามารถรักษาระดับพลังงานสำรองไว้ได้สูงกว่าค่ามาตรฐานร้อยละ ๑๕ ตลอดช่วงปี ๒๕๖๔-๒๕๘๐ (ภาพ : กรีนพีช ประเทศไทย)

หงสา

เมื่อพิจารณาจากปัจจัยความมั่นคงทางพลังงาน การผลิตไฟฟ้าตามมาตรฐาน ควรมีกำลังการผลิตสำรองประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ประเทศไทยกลับมีกำลังการผลิตสำรองมากถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์

ปริมาณไฟฟ้าสำรองที่มีอยู่ในระบบมากเกินไป ทำให้ต้องจ่ายค่าตอบแทนการลงทุนในการสร้างโรงไฟฟ้า หรือ “ค่าพร้อมจ่าย” ให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน และ กฟผ. ในราคาสูง

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ กรีนพีช ประเทศไทย แสดงความเห็นเกี่ยวกับอนาคตของการใช้งานถ่านหินในประเทศไทยว่า ด้วยปริมาณไฟฟ้าสำรองที่มีอยู่อย่างล้นเกิน มากกว่าความจำเป็น เราจึงสามารถพิจารณาปลดระวางถ่านหินได้โดยไม่ต้องกังวลถึงผลกระทบเรื่องระดับการสำรองไฟฟ้า

“ประเทศไทยสามารถทะยอยปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินให้หมดภายในปี ๒๕๘๐ หรือ เร่งปลดทั้งหมดภายในปี ๒๕๗๐ โดยที่ยังเหลือไฟฟ้าสำรองใช้และคงความมั่นคงทางพลังงาน การปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน นอกจากจะทำให้เกิดการใช้งานโรงไฟฟ้าที่เหลืออย่างเต็มศักยภาพ รัฐบาลยังสามารถนำค่าความพร้อมจ่ายที่ต้องจ่ายให้เอกชนมาเป็นค่าชดเชยสัญญาซื้อไฟฟ้าเพื่อปลดโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งจะไม่เป็นภาระในอนาคตให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟราคาสูง หรือสามารถนำไปลงทุนกับเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า หรือ Energy storage ได้”

ประสิทธิชัย หนูนวล เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ใต้ แสดงความคิดเห็นในวงเสวนาว่า การใช้งานถ่านหินไม่ใช่แค่เรื่องของพลังงานแต่เป็นเรื่องของธุรกิจ พร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้บ้านเกิดของตัวเอง

ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ภาคใต้มีการเคลื่อนไหวต่อสู้เกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่ง่ายเลยที่จะทำให้ภาครัฐตื่นตัว ทุกวันนี้หลายพื้นที่ทางภาคใต้ยังคงถูกกำหนดให้เป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ภาคประชาสังคม นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม เรียกร้องให้มีการประเมินทางยุทธศาสตร์ (SEA) แต่ก็แทบไม่ได้รับการตอบสนอง

“วันนี้ภาครัฐควรนำข้อมูลทั้งหมดมาคลี่กางบนโต๊ะ และหาคำตอบว่าโรงไฟฟ้าแบบใดที่จะตอบโจทย์ความมั่นคงทั้งทางพลังงาน การรักษาระบบนิเวศ และทำให้เกิดการจ้างงาน ตัวชี้วัดทั้งสามข้างต้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในกรณีถ่านหิน แหล่งเชื้อเพลิงจากฟอสซิลชนิดนี้น่าจะตอบโจทย์ตัวชี้วัดทั้งสามข้อได้น้อยที่สุดด้วยซ้ำ”

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีทั้งความแตกต่างและคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในต่างประเทศ

maemo hongsa5
โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นตัวการสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปลดระวางถ่านหินจะช่วยลดปริมาณสารพิษในอากาศ ลดปริมาณฝุ่น PM2.5 และมีส่วนสำคัญสำหรับเป้าหมาย “คาร์บอนเป็นกลางสุทธิ” หรือ “Net Zero” (ภาพ : สมพร เพ็งค่ำ)

หงสา

นอกจากไฟฟ้าที่มาจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ประเทศไทยยังรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหงสา โรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองหงสา แขวงไชยะบุรี สปป.ลาว

โรงไฟฟ้าหงสาเริ่มก่อสร้างปี ๒๕๕๓ เปิดดำเนินการเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๘ ใช้ถ่านหินลิกไนต์ที่ผลิตจากเหมืองแร่ในพื้นที่โครงการเป็นเชื้อเพลิง (เหมืองดังกล่าวมีปริมาณสำรองแร่ลิกไนต์มากถึง ๕๗๗.๔ ล้านตัน) กำลังการผลิต ๑,๘๗๘ เมกกะวัตต์ ไฟฟ้าเกือบทั้งหมดที่ผลิตได้ประมาณ ๑,๔๗๓ เมกกะวัตต์ ถูกขายให้กับประเทศไทย

ห่างออกไปประมาณ ๓๕ กิโลเมตรจากเส้นพรมแดน ไทย-สปป.ลาว ที่บริเวณด่านห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน  แม้โรงไฟฟ้าหงสาจะตั้งอยู่ในเขตประเทศเพื่อนบ้าน แต่การดำเนินกิจการได้ส่งผลผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ทั้งประชาชนลาวที่อาศัยตั้งอยู่ใหล้โรงไฟฟ้า และประชาชนไทย

พื้นที่บริเวณกลุ่มโรงไฟฟ้าแม่เมาะ และโรงไฟฟ้าหงสาเป็นแหล่งอาศัยและทำกินของผู้คนจำนวนมาก รวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องเผชิญผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งสุขภาวะ และคุณภาพชีวิต

โดยทั่วไปแล้วการเผาไหม้ถ่านหินลิกไนต์เพื่อผลิตไฟฟ้า จะก่อให้เกิดปัญหามลพิษอันเนื่องจากสารโลหะหนักที่ถูกปล่อยออกมา นำไปสู่การปนเปื้อนในพืช อาหาร ระบบนิเวศ

แม้จะมีรายงานว่าสารปรอทที่ปนเปื้อนในแหล่งอาหารและธรรมชาติอยู่ในระดับไม่เกินมาตรฐาน แต่การอุปโภคบริโภคของปนเปื้อนเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เกิดการสะสมสารพิษในร่างกาย ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้

เมื่อโรงไฟฟ้าหงสาตั้งอยู่ในเขต สปป.ลาว เสียงของชาวบ้านในเขตประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบ และความต้องการของชุมชนตามแนวพรมแดน จึงขาดการเหลียวแล เนื่องจากไม่มีกฎหมายใดที่จะช่วยดูแลผลกระทบข้ามพรมแดน ที่ผ่านมารัฐบาลไทยไม่มีส่วนตัดสินใจร่วมกับรัฐบาลลาวในการเฝ้าระวังความเสียหาย เรียกได้ว่าเป็นเรื่องของกฎหมายทางฝั่งลาวเท่านั้น

มลพิษข้ามพรมแดนจากโรงไฟฟ้าหงสาเกิดจากกระแสลมพัดพาสารพิษและฝุ่นละอองเข้าสู่ประเทศไทย ล่าสุดชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่า ส้มที่ปลูกในอำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน อาจได้รับผลกระทบจากมลพิษที่ตกค้าง ทำให้ส้มยืนต้นตายและมีผลส้มร่วงจำนวนมาก จนเกษตรกรบางกลุ่มต้องล้มสวนและเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น

สมพร เพ็งค่ำ นักวิจัยอิสระด้านการประเมินผลกระทบสุขภาพโดยชุมชน อธิบายถึงมิติผลกระทบด้านพรมแดนที่ไม่เป็นธรรมนี้ว่า “ขณะที่ฝั่งลาวสนับสนุนชาวบ้านและชุมชนในเขตแดนที่อาศัยอยู่ในบริเวณกลุ่มโรงไฟฟ้าหงสา จัดหาที่ทำกินและจัดสรรอาหารให้ แต่ในฝั่งไทย ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากทิศทางลมกระจัดไม่ถึง ๑๐ กิโลเมตร ซึ่งใกล้มาก กลับกลายเป็นกลุ่มที่ถูกทิ้งราวกับไม่ได้รับผลกระทบ”

ผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นปัญหาที่ไม่สามารถมองแค่พรมแดนประเทศใดประเทศหนึ่ง และไม่ได้ส่งผลเฉพาะมิติสิ่งแวดล้อม หากยังเชื่อมโยงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน

กรณีโรงไฟฟ้าแม่เมาะและหงสาเป็นบทเรียนว่าวันนี้เรายังไม่สามารถก้าวข้ามหรือแก้ไขได้