เรื่องและภาพ: สุภัชญา เตชะชูเชิด

“เต็มไปด้วยความแปลกใหม่ โกลาหล และอึดอัดระคนกัน”
คือความรู้สึกของ ดร. แอน หรือ ดร. สุภัชญา เตชะชูเชิด กับเวทีการประชุมโลกร้อน COP 30 ในฐานะนักวิชาการที่เคยเดินทางไปเข้าร่วมเวทีการประชุมโลกร้อน หรือ COP มาหลายครั้งแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เธอขยายความว่า
แปลกใหม่ เพราะเป็น COP ครั้งแรกที่พูดถึงป่าไม้เป็นประเด็นสำคัญ และมีกลุ่มชาติพันธุ์เข้าร่วมจำนวนมาก
โกลาหล เพราะหลายอย่างไม่เรียบร้อยดี โดยเฉพาะเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ฝนตก ไฟไหม้
อึดอัด เพราะบรรยากาศที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อยากจะทำแต่ก็ทำอะไรได้ไม่เต็มที่
นี่คือเป็นการประชุมที่มีคนบอกว่า เป็นความหวัง “For me, it is a COP of HOPE”
แต่กลับเป็นการประชุมที่ยังหาข้อตกลงร่วมกันหลายๆ อย่างไม่ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การเลิกใช้พลังงานฟอสซิล”
เหตุไฟไหม้ในพื้นที่การประชุม ทำให้ ดร. แอน เปรียบเทียบกับสถานการณ์ของโลกว่า
“ความสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราหยุดเพื่อซ่อมแซมและเยียวยา แต่การแก้ปัญหากลับยังไม่ไปถึงไหน”
สิ้นปีวันที่ 30 ธันวาคม สารคดีชวนอ่านรายงานของ ดร. แอน กับ 30 ปีของการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ผ่านเวที COP30
เพื่อเตรียมใจสำหรับทุกสิ่งที่โลกกำลังต้องเผชิญต่อไปในอนาคต





30 ปีของการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ผ่านเวที COP30
COP30 หรือการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 30 ในเมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นประตูสู่ผืนป่าแอมะซอน
เมืองนี้เป็นเมืองท่าเล็กๆ ที่บ้านเรือนดูทรุดโทรม ขยะตามท้องถนนเกลื่อนกลาด ระบบระบายน้ำส่งกลิ่นเหม็น และที่พักไม่ยังเพียงพอต่อผู้มาร่วมประชุมซึ่งมากถึง 56,000 คนจากทั่วโลก จนบางหน่วยงานต้องนำเรือมาเทียบท่าและนอนบนเรือ
ฉันได้ความจาก ChatGPT ว่า เบเล็งอาจเป็นเมืองที่ยากจนที่สุดตั้งแต่เคยจัดการประชุม COP มา
แม้จะเคยมีประเทศเจ้าภาพที่จนกว่าบราซิล แต่ก็มักเลือกจัดในเมืองหลวงที่มีความพร้อมมากกว่า ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากความบกพร่องในการจัดการ หากแต่เป็นการตัดสินใจของประเทศเจ้าภาพอย่างตั้งใจ
บราซิลอยากให้ผู้นำประเทศต่างๆ มาสัมผัสกับปัญหาของประชาชนในพื้นที่ที่ยังไม่พัฒนา เพื่อจะชี้ให้เห็นถึงปัญหา และความสำคัญของผืนป่าแอมะซอน รวมถึงบทบาทของกลุ่มชนเผ่าท้องถิ่นที่อาศัยและดูแลป่ามาอย่างยาวนาน
และฉันเชื่อว่าในประเด็นเหล่านี้ พวกเขาทำสำเร็จ

ความหวัง: “For me, it is a COP of HOPE”
“ฉันใช้เวลาเดินทางมาที่นี่ 16 วัน (โดยการล่องเรือ) เพราะสำหรับฉันแล้ว การประชุมครั้งนี้คือ COP แห่งความหวัง”
Metana ชนเผ่าทิคูนา (Tikuna, ชนเผ่านี้ไม่ใช้นามสกุล) ที่ฉันได้มีโอกาสคุยด้วยผ่านล่ามแปลภาษา เล่าให้ฉันฟังว่าพื้นที่ของเขากำลังเผชิญกับวิกฤตอย่างหนัก
“แต่ก่อน ป่ามีชีวิตกว่านี้มาก และก็แม่น้ำเช่นกัน ไม่กี่ปีมานี้มันเปราะบางขึ้นจากการถูกบุกรุก การทำเหมือง อุตสาหกรรมยางพารา แม่น้ำของเราปนเปื้อนด้วยสารเคมี ป่าถูกตัดทำลาย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องมาที่นี่
“เราต้องการมาแสดงให้เห็นว่าเราอยู่กันยังไง มันเกิดปัญหาอะไรขึ้น ปลาตายมากขึ้น แม่น้ำกำลังค่อยๆ ตายลง พวกเราต้องการแสดงความจริง ความจริงที่ว่าเราต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง”
ในขณะที่ Katilcia Oliveira สาวจากชนเผ่าบารี สะท้อนปัญหาคล้ายกันว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้น และมันผลักดันให้คนรุ่นราวคราวเดียวกับเธอต้องออกจากป่า
“เดี๋ยวนี้เราไม่รู้เลยว่าฝนจะมาเมื่อไหร่ เราจะอยู่รอดจากการเก็บเกี่ยวหรือการหาปลาไหม เราต้องพยายามหาทางเลือกในการมีชีวิตอยู่ ผู้คนเลยหันไปพึ่งพาอุตสาหกรรมมากขึ้น บางคนออกไปอยู่ในเมือง แต่อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมต่างๆ ก็ต้องพึ่งพาผลผลิตจากธรรมชาติทั้งนั้น”
เธอเป็นวัยรุ่นที่เรียนจบในเมืองและกลับไปส่งเสริมการสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้กับคนในชุมชน
เธอทิ้งท้ายถึงความคาดหวังในการประชุมครั้งนี้ว่า
“ฉันอยากให้คนที่มีอำนาจตัดสินใจเข้าใจคุณค่าของใบไม้ในป่า ว่ามันมีค่ามากกว่าเงิน ถ้าคนเข้าใจคุณค่านี้ พวกเขาจะเข้าใจคุณค่าของชีวิต”


กองทุน TFFF อนุรักษ์ป่าด้วยกลไกการเงิน
COP ครั้งนี้แตกต่างจากหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะไม่มีวาระที่เป็นภารกิจหลัก (mandate agenda) แต่รัฐบาลบราซิลตั้งใจยกระดับ “ป่า” ให้เป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน จึงเสนอให้จัดตั้งกองทุนถาวรเพื่ออนุรักษ์ป่าเขตร้อน (Tropical Forest Forever Fund: TFFF)
TFFF เป็นกลไกทางการเงินรูปแบบใหม่ แตกต่างจากกองทุนสิ่งแวดล้อมแบบเดิมที่ขอให้ประเทศผู้บริจาคใส่เงินเข้ากองทุนเพื่อใช้จ่ายกับโครงการต่างๆ โดยตรง
กองทุนนี้จะอาศัยเงินสำรองของรัฐหรือกองทุนความมั่นคงของประเทศต่างๆ มาลงทุน และนำดอกเบี้ยมาใช้เป็นแรงจูงใจให้ประเทศที่มีป่าเขตร้อนรักษาป่าไว้
ประเทศที่เข้าร่วมจะได้รับเงินประมาณ 4 ดอลลาร์ต่อเฮกตาร์ต่อปี (ราว 20 บาทต่อไร่) หากสามารถรักษาพื้นที่ป่าไว้ได้
แต่หากความเสื่อมโทรมหรือการตัดทำลายป่า จะถูกหักเงินสูงถึง 400 ดอลลาร์ต่อเฮกตาร์ (ราว 2,000 บาทต่อไร่)
ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณการภายใต้สมมติฐานว่ากองทุนสามารถระดมเงินลงทุนได้ครบตามเป้าหมาย
เขาคาดหวังว่าเงินจำนวนนี้จะช่วยดูแลรักษาป่าและจูงใจให้แต่ละประเทศมีพื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือเป็นอีกกลไกที่น่าสนใจ และได้รับการตอบรับเพราะไม่ต้องพึ่งพาคาร์บอนเครดิตมากจนเกินไปนัก
การเจรจาเกี่ยวกับกองทุนนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น และมีการประกาศความคืบหน้าเพียงไม่กี่วันก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม กลไกทางการเงินเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอ หากโลกยังไม่สามารถรับมือกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้วได้อย่างเป็นธรรม



การสูญเสียที่ไม่เคยได้รับการทดแทน
กองทุนความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage) ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Fund for Responding to Loss and Damage (FRLD)
เป็นกองทุนที่ใช้เยียวยาความสูญเสียจากภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ตั้งแต่จัดตั้งขึ้นครั้ง COP27 มีเงินใส่เข้ามากองทุนแล้วกว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เงื่อนไขและกลไกการให้ทุนกลับใช้เวลาการเจรจายาวนานถึง2 ปี กว่าที่กองทุนจะเริ่มใช้งานได้จริง
ขณะที่เราเห็นได้ชัดว่าช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมามีภัยพิบัติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพายุถล่มในญี่ปุ่น ไฟป่าครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ภัยแล้งในแถบแอฟริกา น้ำท่วมหลายประเทศในเอเชีย
และแน่นอนว่าประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน
“คุณรู้ไหมเขาบอกว่านี่เงิน เขาจะลงเงิน เขาบอกแค่นั้น แต่เราจะได้เงินได้ยังไง? ถ้าคุณรู้คุณบอกผมที…”
รูเบอร์ริก หนึ่งในตัวแทนเข้าร่วมประชุมที่มาจากทวีปแอฟริกาสะท้อนความอึดอัดใจของประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียจริง
“เขาบอกว่าเขาจะทำอะไร แต่ไม่เคยบอกว่าอย่างไร?”
ในการประชุม COP ครั้งนี้เอง เพิ่งมีประกาศ เปิดให้ยื่นคำขอรับทุนจากกองทุนความสูญเสียและความเสียหายเป็นครั้งแรก ในวงเงินประมาณ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับช่วงปี 2025–2026
แม้จะเป็นก้าวสำคัญ แต่เมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในหลายภูมิภาคของโลก ตัวเลขนี้ยังห่างไกลจากคำว่า “เพียงพอ”

ยุติการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล ทางตันของการเมืองโลก
อีกประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างดุเดือดที่สุดคือ การลดและเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล!
เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่านับตั้งแต่ COP28 ที่ดูไบ แต่แนวโน้มของโลกกลับยังไม่ดีขึ้น ทั้งที่คำถามเดิมก็ยังเป็นคำถามเดิม
เราจะ phase-out fossil fuels ได้หรือไม่ ??
แม้งานวิจัยแทบทุกชิ้นในโลกจะชี้ตรงกันว่า หากต้องการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เราจำเป็นต้องลดและเลิกใช้พลังงานฟอสซิลอย่างเป็นระบบและรวดเร็ว แต่ภาษาที่ปรากฏในข้อตกลงระหว่างประเทศกลับไม่เคยไปถึงจุดนั้น
ผลลัพธ์ของการประชุมที่ดูไบคือการประนีประนอมด้วยถ้อยคำว่า transitioning away from fossil fuels – เปลี่ยนผ่านออกจากพลังงานฟอสซิล
แทนการระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า phase-out – เลิกใช้
ความพยายามในการประชุมที่จะผลักดันให้คำว่า เปลี่ยนผ่าน ถูกยกระดับเป็น เลิกใช้ ก็กลายเป็นชนวนให้สนามรบทางการเมืองปะทุขึ้นอีกครั้ง
ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศที่พึ่งพาอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซอย่างหนัก ยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้คำว่า phase-out fossil fuels ปรากฏในข้อตกลงไม่ว่ากรณีใด
ถึงกับขั้นขู่ว่า หากยังยืนยันจะใส่ถ้อยคำเรื่องการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การเจรจาอาจล้มเหลวทั้งกระบวนการ!
ขณะเดียวกัน หลายประเทศพยายามผลักดันให้มีแผนแม่บท (Road map) ที่ชัดเจน ว่าแต่ละประเทศจะลดการใช้ฟอสซิล อย่างไร เมื่อใด และเร็วแค่ไหน
แต่ข้อเสนอนี้ก็ถูกปฏิเสธอย่างหนักจากฝ่ายคัดค้านเช่นกัน
บทสรุปสุดท้ายจึงเหลือเพียงการให้แต่ละประเทศ ส่งแผนการเปลี่ยนผ่านตามความสมัครใจ เพื่อแสดงออกถึงความตั้งใจของแต่ละประเทศเอง
ซึ่งนี่ไม่อาจเรียกว่าข้อตกลงร่วมกันได้




โลกบทใหม่ เมื่อไม่มีอเมริกาในเวที
การไม่เข้าร่วมประชุมของสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเจรจาอย่างชัดเจน ทั้งในแง่น้ำหนักทางการเมือง การระดมเงินทุน และความมั่นใจของประเทศอื่นๆ การขยับประเด็นการลดใช้พลังงานฟอสซิลทำได้ยากขึ้น
กลุ่มประเทศอย่าง EU บางประเทศก็รู้สึกกังวลว่าการผลักดันเรื่องกองทุนต่างๆ หากขาดเงินทุนหนุนจากประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา หากเดินหน้าเร็วเกินไป ก็อาจเสียความสามารถในการแข่งขัน
ก่อนวันสุดท้ายของการประชุม ยังเกิดเหตุไฟไหม้ในพื้นที่ Blue Zone
ผู้คนหลายหมื่นชีวิตต้องอพยพออกจากพื้นที่
แม้จะควบคุมเพลิงได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่การประชุมก็ต้องหยุดชะงักไปกว่าครึ่งวัน
สำหรับฉันเหตุการณ์นี้ไม่ต่างอะไรสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญอยู่…
บทสรุปที่ยังตกลงกันไม่ได้ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เราหยุดเพื่อซ่อมแซมและเยียวยา แต่การแก้ปัญหากลับยังไม่ไปถึงไหน
30 ปีของการแก้ไขปัญหานี้ “COP of HOPE” อาจยังเป็นความหวัง แต่ก็เป็นความหวังที่ยังไม่เห็นแสงสว่างนัก

