
ในวัดหลายแห่งยังปรากฏภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีเนื้อหาทางเพศ ตั้งแต่กิจกรรมทางเพศ ไปจนถึงอวัยวะนานา อย่างที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า erotic art หรือที่มีผู้คิดบัญญัติศัพท์ภาษาไทยให้ว่า “กามิกศิลป์” หรือ “ศิลปะกามวิสัย”
ฉากยอดนิยมที่จะมีภาพเหล่านี้โผล่มาให้เห็นวับๆ แวมๆ ได้แก่ตามซอกหลืบลับตา ข้างกำแพง ภายในห้อง ในเหตุการณ์เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตัดสินพระทัยเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (คือออกบวช) หลังจากเห็นฝูงนางกำนัลนอนอล่างฉ่าง ฉากความสับสนอลหม่านที่เกิดขึ้นในบางสถานการณ์ เช่น บรรยากาศหน้าโรงละครที่ผู้ชมเบียดเสียดล้วงควัก คนที่หกล้มหกลุกวิ่งหนีช้างตกน้ำมัน จนร่างบังเอิญทับทาบกัน ขณะเมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ กองทัพมารแตกพ่าย พลพรรคถูกสัตว์ร้ายฉีกกัดเป็นภักษาหาร ผ้านุ่งผ้าห่มหลุดลอยไปกับกระแสน้ำ เป็นต้น
เนื่องจากภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งนำเสนอเนื้อหาทางเพศอย่าง “โจ๋งครึ่ม” นั้น ส่วนใหญ่แล้วนับเนื่องเป็นส่วนของ “ภาพกาก” คือตัวละครประกอบในเรื่องพุทธประวัติหรือชาดก ไม่ใช่เนื้อเรื่องหลักอันว่าด้วยการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ หรือพุทธกิจในพุทธประวัติ ทั้งยังมักอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ซึ่งเรียกกันว่า “ตีนห้อง” คือขอบล่างของภาพแต่ละผนัง จึงมักได้รับคำอธิบายว่าเป็นแต่เพียง “อารมณ์ขันของช่าง” หรือบางครั้งก็ว่าเป็นการ “ส่งเดช” หรือแสดง “อิทธิฤทธิ์” ของนายช่างบางคน ดังปรากฏในหนังสือ “สาส์นสมเด็จ” ลายพระหัตถ์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ฉบับวันที่ 22 พฤษภาคม 2480 ว่าด้วยกรณีที่ทรงเคยพบเห็นเมื่อครั้งมีการเขียนซ่อมภาพจิตรกรรมฝาผนังพระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในโอกาสฉลองพระนครครบ 100 ปี เมื่อปี 2425 ซึ่งในเวลานั้น สมเด็จฯ ทรงมีพระชันษาราว 19 ปี
“เมื่อครั้งซ่อมวัดพระแก้วคราวร้อยปี เกล้ากระหม่อมกำลังหนุ่มรักการช่างเป็นชีวิตจิตใจ มีหน้าที่เป็นนายด้านซ่อมหอพระคันธารราษฎร์อยู่ด้วย เมื่อไปดูงานแล้วก็ออกเดินดูเขา เขาเขียนกันรอบพระระเบียง ในการไปเที่ยวเดินดูนั้น มักลากเอากรมหมื่นวรวัฒน์ ซึ่งท่านไปรับเขียนห้องพระระเบียงถวายอยู่นั้นไปด้วย ไปเห็นช่างคนหนึ่งชื่อนายอยู่ มีคนนับถือเรียกกันว่าครูอยู่ก็มี เห็นจะส่งเดชให้สมกับที่เป็นครูเขียนภาพตีนห้องมากมาย เป็นรูปช้างน้ำมันไล่คน คนแตกหนีล้มลุกคลุกคลานผ้านุ่งห่มหลุดหลุ่ย นุ่งไม่รู้จักแน่นตามเคย ผู้ชายหกล้มจมทับผู้หญิง สกปรกเหลือทน เกล้ากระหม่อมเห็นไม่ไหว แต่ไม่กล้าพูด เพราะรู้ตัวว่าเป็นเด็ก กรมหมื่นวรวัฒน์อดไม่ได้ถามว่า ที่เขียนนี่นะได้นึกหรือเปล่าว่าเมื่องานเสร็จแล้ว ในหลวงจะต้องเสด็จมาทอดพระเนตรตรวจงาน ลางทีจะมีข้างในตามเสด็จออกด้วย เมื่อท่านเห็นรูปนี้เข้า ท่านจะว่ากะไรบ้าง ตาอยู่ได้ฟังตกใจมาก ว่าจริงทีเดียว เกล้ากระหม่อมไม่ทันคิด ต่อมาอีกสองสามวันไปดูเห็นลบหมด”
“กรมหมื่นวรวัฒน์” ที่ทรงกล่าวถึง คือกรมหมื่นวรวัฒน์สุภากร (2396-2456) พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ “ทรงปรีชาชำนาญในการจิตรกรรม แม่นยำในแบบอย่างหลักฐานของการช่างโบราณ”
คำวิจารณ์ทำนองเดียวกันยังปรากฏในหนังสือ “วิวัฒนาการแห่งจิตรกรรมฝาผนังของไทย สถานจิตรกรรมและสารบาญภาพจิตรกรรมฝาผนังในหอศิลป” (2502) ของกรมศิลปากร เมื่อกล่าวถึงจิตรกรรมฝาผนังที่อุโบสถวัดหน้าพระธาตุ (วัดตะคุ) อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเต็มไปด้วย “ศิลปะกามวิสัย” ว่า
“คงจะเป็นเพราะช่างเขียนเคยเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ และแสดงตนเป็นผู้รู้เห็นดีกว่าชาวพื้นเมืองจึงแสดงฝีมือและอารมณ์อิสระของตนไว้เป็นภาพโดยปราศจากการควบคุมของผู้ใหญ่ ดังจะเห็นได้ว่าช่างเขียนได้วาดภาพสังวาสและภาพแสดงเพศไว้จนเกินขอบเขต”
ในที่นี้ ผู้เขียนใคร่ขอเสนอการตีความอีกแนวทางหนึ่งว่า จิตรกรรมฝาผนังอาจมิได้ทำหน้าที่เพียงเป็นภาพประกอบของคัมภีร์ศาสนา และการสั่งสอนศีลธรรม ดังที่เคยได้รับการอธิบายกันมาแต่ไหนแต่ไร หากแต่ในอดีต ในบางกรณี จิตรกรรมฝาผนังยังอาจมีหน้าที่ทางสังคมบางอย่างในลักษณาการเดียวกันกับ “หนังสือวัดเกาะ” หรือข่าวหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์สมัยก่อน หรือรายการเล่าข่าวทางโทรทัศน์ช่วงเย็น คือนำเสนอ “เรื่องประโลมโลกย์” ชิงรักหักสวาท อาชญากรรม ความรุนแรง รวมถึงเรื่องทางเพศ เพื่อให้ “ถึงอกถึงใจ” มหาชนที่เป็นผู้ดูผู้ชมอีกด้วย

