เรื่อง : วรัชยา สุริยะพันธุ์
ภาพ : ต้นกล้า สิทธิเวช

วันหยุดยาวของหมู่บ้านปิยะมิตร 1 ในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและจีนตั้งแต่เช้าเพื่อถ่ายรูปคู่กับอุโมงค์ปิยะมิตร แลนด์มาร์กและสถานที่แห่งประวัติศาสตร์การต่อสู้ของนักรบคอมมิวนิสต์
ทางเข้าอุโมงค์นั้นปรับเปลี่ยนให้ดูตระการตาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แต่เป้าหมายหลักของพวกเราคืออุโมงค์อีกแห่งในป่าสงวนแห่งชาติเบตง ซึ่งต้องเดินขึ้นเทือกเขาสันกาลาคีรีนาน 5 ชั่วโมง เหนือระดับน้ำทะเลราว 900 เมตร
“ต้าสวุ่ยต้อ” อุโมงค์ดินอันเป็นฐานบัญชาการใหญ่สำหรับผู้นำระดับสูงของนักรบคอมมิวนิสต์มาลายากลุ่มจางจงหมิง ซึ่งจะพัฒนาเป็นป่านันทนาการในอีก 4-5 ปี
เมื่อเตรียมรองเท้าเดินป่าเสร็จ พวกเราจึงออกเดินทางไปกับชาวบ้านผู้อาสานำทางและบอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน


จากนักรบสู่ชาวสวน
“ทางเดินไปอุโมงค์เป็นป่าดิบ ๆ เลยนะ จะไปจริงใช่ไหม” สิวพงษ์ พิทักษ์ทักษิณ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านปิยะมิตร 1 ย้ำตั้งแต่ติดต่อกันครั้งแรกจนถึงวันลงพื้นที่
ตอนแรกฉันคิดว่าสิวพงษ์อาจประสานให้ชาวบ้านผู้ชำนาญเส้นทางเป็นคนนำทาง แต่เขามาพร้อมพร้าคู่ใจและเสื้อทำสวนแขนยาวสีแดงสด รู้ตัวอีกทีก็พาฉันนั่งท้ายรถกระบะขนทุเรียนมาจอดตรงทางเข้าสวนผักน้ำจื้อหวู่
“ผู้ช่วยฯ จะเป็นคนพาไปเหรอคะ” ฉันถามอีกครั้งเพราะไม่อยากเชื่อว่าชายสวมแว่นท่าทางใจดีซึ่งเป็นถึงผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านจะสละเวลามานำทาง
“ผมไปบ่อยแล้ว ตอนมีกรุ๊ปทัวร์เดินป่าผมก็เป็นคนพาเดินเข้าไปเอง” สิวพงษ์ตอบพร้อมรอยยิ้ม ระหว่างนั้นก็ให้ ไฉน วงค์วิทย์ และ พิทักษ์พงศ์ แซ่ย้า สองอาสารักษาหมู่บ้าน จุดยากันยุงใส่ตลับและเตรียมสเปรย์ยาเส้นแช่น้ำกันทากดูดเลือด
จากจุดจอดรถกระบะถึงอุโมงค์ต้าสวุ่ยต้อราว 2.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางไป-กลับประมาณ 5 ชั่วโมง กิโลเมตรแรกผ่านสวนผักน้ำจื้อหวู่ ซึ่งสองข้างทางขนาบด้วยสวนทุเรียน บรรยากาศสงบสุขจนดูไม่ออกว่าเมื่อ 60 ปีก่อนเคยเป็นฐานทัพของนักรบคอมมิวนิสต์
หลังการเจรจาสนธิสัญญาหาดใหญ่เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2530 กลุ่มนักรบคอมมิวนิสต์บางส่วนเข้ามอบตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยภายใต้ข้อตกลงว่าจะได้รับที่ดินทำกินครอบครัวละ 15 ไร่ รวมถึงสัญชาติไทยหลังผ่านไป 5 ปี ซึ่งบางส่วนจัดสรรให้อยู่ในบริเวณตำบลตาเนาะแมเราะ และรวมตัวกันเป็นหมู่บ้านปิยะมิตร 1 ในเวลาต่อมา
แรกเริ่มเดิมทีชาวบ้านใช้ที่ดินปลูกยางพารา แต่ช่วงราคายางตกต่ำ ประจวบเหมาะกับกระแสนิยมทุเรียนของประเทศจีน จึงเปลี่ยนมาปลูกทุเรียนกันอย่างล้นหลามจนเบตงกลายเป็นแหล่งทุเรียนแห่งใหม่ อย่างไรก็ตามชาวหมู่บ้านปิยะมิตร 1 ซึ่งยึดถือแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 นั้นนิยมทำสวนผสมผสานโดยมีทุเรียน มังคุด อาโวคาโด ผักน้ำ และทุเรียนเทศ พืชในวงศ์เดียวกับน้อยหน่า จึงมีรายได้ทั้งปีและทำการเกษตรเป็นอาชีพหลักได้
ช่วงต้นเดือนสิงหาคมเป็นฤดูเก็บเกี่ยวทุเรียนเบตง ฉันเห็นชาวบ้านช่วยกันเก็บทุเรียนใส่กระสอบแล้วยกขึ้นรถกระบะนำไปขายให้พ่อค้าคนกลางหรือ “ล้ง” ส่วนชาวสวนผู้มีที่ดินติดลำธารจะปลูกผักน้ำกอใหญ่กั้นทางน้ำไว้คล้ายเขื่อนย่อม ๆ เวลาเก็บเกี่ยวก็นำมาแบ่งเป็นช่อและฝากขายที่ตลาดสด
ยิ่งใกล้ทางเข้าป่าเบตง ทางเดินยิ่งเต็มไปด้วยดินโคลนชุ่มน้ำฝน ช่างภาพผู้มีประสบการณ์เดินป่าสลับตำแหน่งกับฉันเพื่อเดินตามสิวพงษ์ให้ทัน โดยมีไฉนและพิทักษ์พงษ์ตามหลังเพื่อความปลอดภัย
“ทางนี้ใกล้ที่สุดแต่เป็นทางลาดขึ้นเขาตลอดเวลา ไหวใช่ไหม” สิวพงษ์หันมาถามฉันอีกครั้ง ท่าทางเขายังคงเป็นห่วง แต่ฉันเตรียมตัวมาพร้อมแล้วทั้งร่างกายและอุปกรณ์ อย่างไรเสียก็เป็นลูกหลานชาวสวนเบตงที่คุ้นเคยกับการเดินขึ้นเขาอยู่บ้าง
“ไหวค่ะ” พูดจบการเดินป่าของจริงก็เริ่มขึ้น



เผยอุโมงค์ในตำนานสู่สายตาชาวโลก
“ผมเดินช้าแล้วนะ” สิวพงษ์หันมายิ้มให้ฉันกับช่างภาพที่ยืนหอบ สีหน้าเขายังคงสดใสราวกับเดินเล่นในสวนหลังบ้าน
หลังพักจนหายเหนื่อยฉันเงยหน้ามองยอดไม้สูงใหญ่เหนือหัว ฝนเริ่มพรำลงมาแต่ใบหนาทึบของต้นไม้ใหญ่รับไว้เหมือนหลังคา นกเงือกที่บินจากป่าฮาลา-บาลา มากินผลไทรสุกในป่าเบตงร้องเสียงทุ้มอยู่เหนือหัว ไล่สายตาลงมาก็พบรอยเท้าช้างป่าในโคลนชวนให้ช่างภาพยกกล้องขึ้นมาถ่าย และทากดูดเลือดที่เจาะกางเกงฉันจนขาดแล้วเริ่มฝังเขี้ยวลงข้อเท้า
“ป่าไหนมีทากแสดงว่าป่านั้นยังสมบูรณ์อยู่” ไฉนเอ่ยก่อนใช้สเปรย์ยาเส้นแช่น้ำฉีดไล่ทากดูดเลือด
เราเดินเข้ามาในป่าเบตงไม่ถึงกิโลเมตรระบบนิเวศก็แปลกตาและอุดมสมบูรณ์ราวกับป่าลึก ฉันจึงนึกถึงป้ายหน้าทางเข้าว่า “โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและประวัติศาสตร์ อุโมงค์ใหญ่ต้าสวุ่ยต้อ” ของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้เขตที่ 13 สาขานราธิวาส ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ป่าเบตง
โครงการต้าสวุ่ยต้อเกิดจากความร่วมมือระหว่างศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้เขตที่ 13 ซึ่งร่วมกันสำรวจบริเวณอุโมงค์แล้วเห็นศักยภาพในการพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามหลักการคณะรัฐมนตรี (ครม.) “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ให้อำเภอเบตงเป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน มีจุดมุ่งหมายพัฒนาอุโมงค์ต้าสวุ่ยต้อเป็น “ป่านันทนาการ” โดยในเดือนมีนาคม ปี 2568 ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาให้ศึกษาและออกแบบสิ่งก่อสร้าง รวมถึงทำประชาคมกับกลุ่มชาวหมู่บ้านปิยะมิตร 1
แม้จะมีการวิจัยโดยมหาวิทยาลัย แต่โครงการที่มีสิ่งก่อสร้างนั้นย่อมรบกวนระบบนิเวศป่าไม่มากก็น้อย ฉันจึงหันไปทางสิวพงษ์ผู้รู้เห็นเรื่องนี้ในฐานะผู้นำชุมชน แต่ก่อนจะเอ่ยปากถามเขาก็ให้พวกเราฮึดแรงขึ้นอีกครั้ง
“เดินต่อกันดีกว่า อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว”


ป่าของนักผจญภัย สู่ป่าที่ใครก็เที่ยวได้
“อีกนิดเดียว” ของสิวพงษ์หมายถึงระยะทาง 500 เมตรสุดท้ายซึ่งต้องไต่หน้าผาสูงชัน เมื่อมาถึงฐานชั้นล่างสุดของอุโมงค์ต้าสวุ่ยต้อ ฉันก็เกือบนอนหมดสภาพบนผืนป่า
บริเวณรอบอุโมงค์ต้าสวุ่ยต้อเป็นทางราบที่ค่อยไต่ระดับขึ้นเป็นชั้นคล้ายนาขั้นบันได ชั้นล่างสุดคือปราการด่านหน้าและโรงครัว ชั้นที่ 2 เป็นลานกว้างสำหรับเก็บตู้เสบียงอาวุธและอาหาร ส่วนชั้นที่ 3 ซึ่งกว้างสุดเป็นที่อยู่อาศัย มีทั้งลานบาสเกตบอล โรงอาบน้ำแยกชาย-หญิง ที่สำคัญคือทางเข้า-ออกแยกย่อยของอุโมงค์ต้าสวุ่ยต้อซึ่งกระจายตามทางเดิน
อุโมงค์ปิยะมิตรเป็นหลุมหลบภัยสำหรับนักรบทั่วไปและเป็นเขตแนวปะทะ มีทางเข้า-ออกเก้าทาง ปัจจุบันใช้ได้หกทางและมีสาธารณูปโภคทั้งหมดภายในตัวอุโมงค์ แต่อุโมงค์ต้าสวุ่ยต้อนั้นเป็นฐานทัพของผู้บัญชาการ มีทางเข้า-ออกถึง 16 ช่องทาง แต่ปัจจุบันใช้ได้เพียงทางเดียว เนื่องจากดินถล่ม อีกทั้งมีพื้นที่โดยรอบมากกว่า สาธารณูปโภคส่วนใหญ่จึงสร้างอยู่นอกอุโมงค์ ส่วนภายในเป็นห้องประชุม ชุมสายวิทยุและคลังอาวุธ
หากเปรียบอุโมงค์ปิยะมิตรเป็นโฮมออฟฟิศที่มีทั้งห้องพักและห้องทำงานในตัว แล้วให้อุโมงค์ต้าสวุ่ยต้อเป็นโครงการหมู่บ้านจัดสรรของพนักงานที่อยู่ใกล้สำนักงานก็ไม่ผิดนัก
“ความจริงแล้วคนเก่าแก่เรียกอุโมงค์นี้ว่า ‘ต้าตี้เต้า’ แปลว่าอุโมงค์ดิน ส่วน ‘ต้าสวุ่ยต้อ’ แปลว่าอุโมงค์ใหญ่ เป็นชื่อที่ลูกหลานตั้งให้ทีหลัง โครงการพัฒนาเลยเรียกตามนั้น” สิวพงษ์ว่าพลางช่วยไฉนกับพิทักษ์พงศ์ขึงผ้าใบกับต้นไม้เป็นหลังคากันฝน แล้วมาล้อมวงนั่งกินซาลาเปารอฝนซา
ผ่านไปพักหนึ่งพิทักษ์พงศ์ก็ชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ข้างสนามบาสเกตบอล
“เห็นต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นไหม ตอนแรกจะใช้เป็นฐานของหอชมวิวสูง 50 เมตร”
“ตั้ง 50 เมตร ฐานต้องหนาขนาดไหนเชียว” ฉันถาม
“ต้องเทปูนถมป่าตรงนี้ให้หมด เราต่อรองกรมป่าไม้ให้เหลือแค่ 30 เมตรแล้ว ถ้าเขาเอาตามเราฐานอาจจะเล็กลงก็ได้” สิวพงษ์หัวเราะแม้จะไม่ใช่เสียงแห่งความสุข
“จะให้เปลี่ยนไปหมดก็น่าเสียดาย น่าจะทำเป็นทางวิ่งเทรลหรือตั้งแคมป์แบบที่ผ่านมานะ” ไฉนทักขึ้นอีกเสียงแล้วชี้ไปยังป้ายสีซีดที่เห็นเป็นระยะตั้งแต่ตีนเขา
ฉันเดาว่าคงเป็นป้ายสำหรับโครงการวิ่งเทรล Amazean Jungle Thailand โดยรายการแข่งขันวิ่งเทรลระดับโลกอย่าง Ultra-Trail du Mont-Blanc (UTMB) เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2568 ซึ่งวิ่งผ่านอุโมงค์ต้าสวุ่ยต้อและมีนักวิ่งเทรลชื่อดังจากทั่วโลกเข้าร่วม รวมถึง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า
“พวกฝรั่งเขาชอบมากนะ เขาบอกว่ามัน ‘ดิบ’ ดี ว่าไปแล้วการท่องเที่ยวแบบนั้นมันยังคงความ ‘ดิบ’ เพราะทุกคนเป็นคนเดินป่า รู้ว่าห้ามทิ้งขยะ ห้ามรบกวนสัตว์ป่า แต่ถ้าเปิดให้เป็นที่เที่ยวสำหรับคนทั่วไปมันก็ควบคุมยาก ถ้าอยากจะพัฒนาจริงให้มันเป็นแนว ‘ดิบ’ ดีกว่า อะไรที่เคยอยู่เป็นของเดิมก็ให้มันได้อยู่เป็นร่องรอยประวัติศาสตร์” พิทักษ์พงศ์เสริมพลางมองป่าดินชุ่มฝนรอบตัว
ไฉนก็จินตนาการถึงทางเดินป่าที่เปิดให้เข้าช่วงสัตว์ป่าไปหากินที่อื่น เส้นทางวิ่งเทรลที่เรียบร้อยกว่าตอนนี้แต่ยังคงต้นไม้น้อยใหญ่สองข้างทางไว้ ลานบาสเกตบอลถางหญ้าไว้พอให้เหล่านักผจญภัยกางเต็นท์นอนได้ อยู่เคียงคู่กับตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นสนิมบรรจุเครื่องใช้สอยของเหล่านักรบคอมมิวนิสต์ โดยไม่มีภาพรถเทคอนกรีตหรือโครงสร้างพันรุงรังกับต้นไม้ใหญ่ แต่ก็เป็นเพียงจินตนาการอันยิ่งใหญ่เกินกว่าไฉนหรือชาวหมู่บ้านปิยะมิตร 1 จะร้องขอ
ในอีก 4-5 ปีข้างหน้าเหล่าต้นไม้ สัตว์ป่า หรือแม้แต่สิ่งของอันเป็นร่องรอยของนักรบแห่งอุดมการณ์จะฝังอยู่ใต้คอนกรีตและเสาเข็ม แม้ฉันหรือไฉนจะไม่ใช่คนที่ออกรบ แต่ก็ไม่อยากเห็นสิ่งที่คนในอดีตปกป้องด้วยชีวิตหายไปต่อหน้าต่อตา
“ฟ้าเปิดแล้ว เข้าอุโมงค์กันไหม” คำชักชวนของสิวพงษ์ทำลายความเงียบ ฉันกับคนที่เหลือจึงเดินตามไปยังปากอุโมงค์ต้าสวุ่ยต้อหลังฝนซา
สิวพงศ์ ไฉน และช่างภาพมุดเข้าไปในอุโมงค์เพื่อเก็บภาพที่เหลือ ส่วนฉันรออยู่ด้านนอกกับพิทักษ์พงศ์เพราะภายในอุโมงค์ดินที่ยังไม่บูรณะอาจเกิดอันตรายหากเข้าพร้อมกันหลายคน
ฉันย้อนนึกถึงวันก่อนที่จะลงพื้นที่มายังป่าเบตง ซึ่งได้พบกับอีกฝั่งที่วางแผนพัฒนาอุโมงค์แห่งนี้


ต้าสวุ่ยต้อในมุมมองผู้วาดพิมพ์เขียว
ก่อนมาอำเภอเบตงฉันได้แวะพักที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และพบกับ บุญเสริม พรมเสนะ ผู้อำนวยการส่วนโครงการพระราชดำริและกิจการพิเศษ – สำนักจัดการป่าไม้ที่ 13 สาขานราธิวาส ซึ่งรับผิดชอบโครงการพัฒนาพื้นที่อุโมงค์ต้าสวุ่ยต้อ ที่สนามบินหาดใหญ่
“สถานที่ท่องเที่ยวตั้งแต่สกายวอล์คอัยเยอร์เวงไปจนถึงอุโมงค์ต้าสวุ่ยต้อ กรมป่าไม้ใช้หลักการ ‘คนอยู่ร่วมกับป่า’ ที่ผ่านมาเราปล่อยให้ป่าอยู่ตามลำพังภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ซึ่งมีอยู่จำกัด ทำให้มีผู้แสวงหาผลประโยชน์จากป่า ทำลายป่าให้ลดลงเรื่อย ๆ แต่หากป่าบริเวณนั้นกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดคนได้จำนวนมากและชุมชนได้ประโยชน์จากมัน ชุมชนจะรักและหวงแหนป่า จะทำให้ป่าอยู่อย่างยั่งยืน นักท่องเที่ยวจะเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานป่าไม้ในการตรวจป่า ดูแลป่าร่วมกับกรมป่าไม้” บุญเสริมบอกถึงแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ในเบตง
“แล้วการพัฒนา ‘ป่านันทนาการ’ ที่อุโมงค์ต้าสวุ่ยต้อจะออกมาในรูปแบบไหนคะ” ฉันถาม
“เราไม่ได้ทำสถานที่ท่องเที่ยวนี้ไว้ให้คนรุ่นหลังรำลึกถึงอดีต แต่เราทำให้คนรุ่นใหม่ไปเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจโดยมีประวัติศาสตร์เป็นพื้นหลัง รุ่นพวกหนูชื่นชมประวัติศาสตร์อย่างจริงจังอาจจะมีน้อยแล้ว กรมป่าไม้เลยเลือกพัฒนาพื้นที่เป็นป่านันทนาการที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของรุ่นหนูและรุ่นหลังจากหนู” บุญเสริมว่าต่อ ขณะเดียวกันก็บอกเล่าแผนสิ่งก่อสร้างที่กรมป่าไม้และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาร่วมกันจัดทำ อย่างซิปไลน์ที่เชื่อมจากสนามบาสเกตบอลลงมาถึงหมู่บ้านปิยะมิตร 1 ซึ่งจะเป็นซิปไลน์ที่ยาวสุดในทวีปเอเชีย และทางเดินลาดคอนกรีตที่จะเปลี่ยนเส้นทางลำเลียงเสบียงยาว 4.5 กิโลเมตรเป็นถนนคอนกรีตให้รถกอล์ฟไฟฟ้าวิ่งรับ-ส่งนักท่องเที่ยว
ภาพจำลองนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของ ‘คนรุ่นใหม่ที่สนใจประวัติศาสตร์เป็นเรื่องรอง’ ใกล้เคียงกับสวนสนุกหรือรีสอร์ตทันสมัย
“โครงการนี้กรมป่าไม้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ทำประชาคมกับชาวบ้านหมู่บ้านปิยะมิตรมาแล้วสองครั้ง ชาวบ้านเขาให้เราแก้แบบสิ่งก่อสร้างบางส่วน อะไรที่เขาไม่เห็นด้วยก็นำออกไปหรือไม่ก็ทำให้อนุรักษ์ธรรมชาติมากขึ้น” บุญเสริมปิดท้าย
ฉันเบาใจลงเมื่อทราบว่ามีการร่วมมือและรับฟังความเห็นระหว่างคนในพื้นที่กับภาครัฐ ไม่ใช่การเวนคืนหรือไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ป่าแบบภูมิภาคอื่น
น่าเสียดายที่ฉันไม่อาจหยุดพักในตัวเมืองหาดใหญ่ได้นาน เพราะการเดินทางผ่านจังหวัดปัตตานีและบางส่วนของยะลาในตอนกลางคืนยังคงอันตราย จึงต้องลาบุญเสริมเพื่อเดินทางให้ถึงเบตงก่อนพระอาทิตย์ตก


ไพ่ตายล่องหนจากเบื้องบน
ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ คณะเดินป่าจึงเร่งฝีเท้าออกจากป่าก่อนพลบค่ำเพื่อเลี่ยงอันตราย โชคดีที่ฉันและช่างภาพเริ่มคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมจนเดินได้เร็วเกือบเท่าสิวพงศ์ แล้วจึงเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาใจ
“เรื่องที่กรมป่าไม้มาทำประชาคมที่หมู่บ้าน ชาวบ้านต่อรองได้มากแค่ไหนคะ”
“เรียกว่ากึ่งรับกึ่งสู้ดีกว่า เราจะให้มันเป็นไปตามเราทั้งหมดไม่ได้หรอก” สิวพงษ์ยิ้มปนขมเหมือนตอนพูดถึงต้นไม้ใหญ่ที่จะกลายเป็นฐานหอชมวิว ไฉนและพิทักษ์พงศ์ที่พูดคุยกันสนุกสนานอยู่ด้านหลังก็เงียบลง
มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ปี 2507 บัญญัติไว้ว่า เพื่อประโยชน์ในการควบคุม ดูแล รักษา หรือบำรุงป่าสงวนแห่งชาติ อธิบดีมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้ หมายถึงกรมป่าไม้สามารถดำเนินการพัฒนาพื้นที่ภายในป่าสงวนได้โดยไม่จำเป็นต้องทำประชาคม
ทีแรกฝั่งกรมป่าไม้เสนอแผนการก่อสร้างที่รบกวนระบบนิเวศมากเกินไป จึงเกิดข้อตกลงระหว่างทั้งสามฝ่ายให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมออกแบบ นำไปสู่การทำประชาคมครั้งที่ 2 โดยให้หมู่บ้านปิยะมิตร 1 จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนเพื่อบริหารรายได้จากโครงการ เช่นเดียวกับวิสาหกิจชุมชนโครงการสกายวอล์คอัยเยอร์เวงที่มีวิสาหกิจชุมชนบริการรถรับ-ส่ง
“ก็ยังดีที่มีการทำประชาคม แต่เรื่องรายได้สำหรับหมู่บ้านเราไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นเพราะที่นี่เราทำเกษตรผสมผสานที่มีรายได้ทั้งปี ถ้าการท่องเที่ยวจะเข้ามามันก็เป็นแค่รายได้เสริมเหมือนอุโมงค์ปิยะมิตร” สิวพงษ์กล่าว
วิสาหกิจชุมชนอุโมงค์ปิยะมิตรมาจากการลงขันและแบ่งหุ้นส่วนของชาวบ้านเกือบทุกหลังคาเรือนและบริหารโดยสมาชิกหมู่บ้าน รายได้ส่วนใหญ่จะเป็นเงินปันผลตามจำนวนหุ้นในสหกรณ์ ส่วนที่เหลือจะเป็นค่าใช้จ่ายการบูรณะภายในอุโมงค์หรือสิ่งก่อสร้างภายนอก โดยให้ถือไม่เกิน 10 หุ้นต่อหลังคาเรือนเพื่อป้องกันการผูกขาด
“สำหรับแลนด์มาร์กของอำเภอเบตงอย่างอุโมงค์ปิยะมิตรที่มีผู้เข้าชมแต่ละปีเกิน 200,000 คนและสร้างรายได้มากกว่า 10 ล้านบาทต่อปี เงินปันผลจากหุ้นเดียวก็มีมูลค่าราว 30,000 บาท 10 หุ้นก็ 300,000 แล้ว”
“ส่วนของกรมป่าไม้ หรือว่าถ้าสู้ไปแล้วจะโดนอิทธิพลอะไรบางอย่างหรือเปล่าครับ” ช่างภาพถามติดตลกร้าย ทำให้สิวพงษ์หัวเราะ
“ก็กลัวอยู่ เพราะหมู่บ้านนี้ก็ขาดสัญญาอนุญาตการใช้พื้นที่กับกรมป่าไม้มา 8 ปีแล้ว ถ้าเกิดเราขัดแข้งขาเกินไปแล้วโดนไล่ที่ขึ้นมาล่ะ”
ที่ดินครัวเรือนละ 15 ไร่ซึ่งชาวบ้านหมู่บ้านปิยะมิตร 1 ได้รับตามสนธิสัญญาหาดใหญ่เพื่อแลกกับการวางอาวุธ ไม่ได้เป็นที่ดินในกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ แต่กรมป่าไม้อนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้เป็นเวลา 30 ปีตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ปี 2507 นั่นหมายถึงสัญญาการให้สิทธิ์ใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าเริ่มขึ้นในปี 2530 ซึ่งหมู่บ้านเริ่มก่อตั้งขึ้น และสิ้นสุดลงในปี 2560 โดยในปี 2564 ได้ขอสัญญาอนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนของหมู่บ้านปิยะมิตร 1-4 แล้วแต่ยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนั้นหากกรมป่าไม้ต้องการให้ชาวหมู่บ้านปิยะมิตร 1 ออกจากพื้นที่ก็ย่อมมีสิทธิชอบธรรมตามกฎหมาย
เมื่อฝ่ายหนึ่งอยู่ในพื้นที่มานานเกินกว่ากฎหมายอนุญาตแต่ไม่อาจย้ายถิ่นฐานได้ ส่วนอีกฝ่ายมีสิทธิ์ในพื้นที่อย่างสมบูรณ์ หมู่บ้านปิยะมิตร 1 จึงกลายเป็นลูกไก่ในกำมือที่แม้จะอยากปฏิเสธโครงการ “ป่านันทนาการ” ซึ่งรบกวนระบบนิเวศและละเลยประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษเพียงใด สุดท้ายก็ไม่อาจต่อต้านได้เต็มที่เพราะเกรงว่ากรมป่าไม้จะใช้ “ไพ่ตาย” ที่ไม่อาจต่อกรได้
“ถ้าเราไปรื้อหมดมันก็หาย ถ้าทำให้ทันสมัยหมดมันก็ไม่มีคุณค่า แต่ถ้าไม่ยอม ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนี้จะได้มายืนคุยกับพวกคุณไหม” สิวพงษ์เล่นมุกตลกร้าย


เสียงกระซิบแห่งการต่อรอง
คณะเดินป่ากลับลงมายังหมู่บ้านปิยะมิตร 1 ในสภาพมอมแมมจนชาวสวนทุเรียนหันมามอง แต่พวกเขาก็ไม่ลืมทักทายสิวพงษ์
“ผู้ช่วยฯ พาคณะไปต้าสวุ่ยต้อมาเหรอ” ชาวสวนที่เพิ่งปิดท้ายรถกระบะขนทุเรียนตะโกนจากอีกฝั่งถนน เขาจึงยิ้มตอบเช่นเคย
“เขามาทำสารคดี กลุ่มแรกเลยที่เป็นพวกสื่อ”
“ไปไม่ชวนเลยนะ ทีหลังถ้ามีมาอีกชวนด้วยสิ” ชาวสวนหัวเราะร่าก่อนหันไปง่วนกับทุเรียนเต็มคันรถ เป็นบทสนทนาที่สั้นแต่สะท้อนว่าคนในหมู่บ้านสนิทสนมกันเพียงใด
เสียงกระซิบของชาวบ้านคนหนึ่งแม้จะเป็นผู้นำอย่างสิวพงษ์อาจไม่ดังนัก แต่พวกเขาก็พยายามตะโกนสุดเสียงโดยแขนข้างหนึ่งถือการรักษาไว้ซึ่งรากเหง้าของบรรพบุรุษ อีกข้างคือการจำนนต่ออำนาจเบื้องบนที่ใช้กฎหมายมัดมือไว้อย่างหลวม ๆ
แม้เสียงตะโกนกลายเป็นเพียงเสียงกระซิบที่อาจนำภัยมาถึงตัวได้ทุกเมื่อ แต่พวกเขาก็ยังคงอยากร้องตะโกนต่อไปให้ใครสักคนได้ยินเสียงแห่งความภาคภูมิใจที่ดังก้องอุโมงค์กลางป่าลึกแห่งนี้
ฉันเป็นเพียงผู้โชคดีที่ได้ยินเสียงกระซิบนั้น แต่ใครกันจะเป็นโทรโข่งขยายเสียงให้ดังขึ้นได้
อ้างอิง
- UTMB World Series. (2568). UTMB World Series Events. สืบค้นจาก https://utmb.world/utmb-world-series-events
- สำนักจัดการป่าไม้ที่ 13 สาขานราธิวาส. (2564). ผอ.ส่วนจัดการที่ดินป่าไม้ ร่วมประชุมหารือและติดตามการต่อสัญญาอนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ บ.ปิยะมิตร 1-4 ณ ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี. สืบค้นจาก https://www.forest.go.th/narathiwat/?p=54685
- กรมประชาสัมพันธ์. (2560). บทความ เมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน“. สืบค้นจาก https://multi.dopa.go.th/isab/news/cate2/view157
- กลุ่มนิติการกรมป่าไม้. (2562). พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม สืบค้นจาก https://www.forest.go.th/law/th
- พรชัย และ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. (2557). โจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายา สืบค้นจาก https://wiki.kpi.ac.th/index.?title=โจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายา
ผู้ให้สัมภาษณ์
- นายบุญเสริม พรมเสนะ
- นายสิวพงษ์ พิทักษ์ทักษิณ
- นายไฉน วงค์วิทย์
- นายพิทักษ์พงศ์ แซ่ย้า
ขอขอบคุณ
- นางสาวดาวสินธ์ แซ่พัง
- นางต่อมุ้ย แซ่พัง
- นายภูมินทร์ ท่อตระกูล
- นายศุภสวัสดิ์ วัฒนากิจจากุล
