เรื่อง : ไตรรัตน์ พุทธรักษา
ภาพ : วีรภัทร ทรงรุ่งเรือง

ระยะทางเกือบครึ่งโลกจากทิศตะวันออกของนครเมกกะ มีมัสยิดหลังเล็กหลบเร้นในเมืองมอญขอบชายแดน สะพานไม้ที่มีสายหมอกและภูเขาเป็นอาภรณ์โดดเด่นจนเบี่ยงเบนความสนใจผู้คนไปจากศูนย์รวมชาวมุสลิมเชื้อสายเอเชียใต้แห่งนี้ “มัสยิดฎียาอุ้ลอิสลาม”
เมื่อเอ่ยถึงเมืองสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ภาพจำของใครหลายคนอาจเป็นสะพานไม้ทอดยาวเหนือแม่น้ำซองกาเลีย หรือวัดวังก์วิเวการามและหลวงพ่ออุตตมะของชาวมอญ แต่ห่างไปอีกไม่ไกลบนเนินเขาหลังตลาดสดข้างเทศบาลตำบลวังกะ ยังมีมัสยิดขนาดเล็กที่แม้ไม่โอ่อ่าหรือโดดเด่น แต่ผู้คนใต้โดมสีเขียวแห่งนี้มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันรุ่มรวยและน่าสนใจ
อำเภอสังขละบุรีเป็นเมืองชายแดนที่เต็มไปด้วยชาวชาติพันธุ์หลากหลาย แต่ทว่าเรื่องราวของคนชายขอบเหล่านี้กลับไม่เคยได้รับการบันทึก โดยเฉพาะชุมชนชาวมุสลิม พวกเขามีที่มาอย่างไร เดินทางมาถึงที่นี่เมื่อใด ผ่านเส้นทางไหน เหตุใดจึงตั้งรกรากบริเวณนี้ และรู้สึกอย่างไรที่ต้องย้ายถิ่นฐานมายังพื้นที่แห่งนี้ เหล่านี้คือคำถามที่ข้าพเจ้าอยากค้นหาคำตอบ



ที่มา : ประวัติศาสตร์
หลังการละหมาดผู้คนก็กลับออกมาใช้ชีวิตทางโลก การสืบเสาะหาที่มาชาวมุสลิมสังขละบุรีของข้าพเจ้าจึงเริ่มขึ้น หมุดหมายแรกคือตลาดสดเทศบาลตำบลวังกะทางใต้ของมัสยิดราว 200 เมตร ซึ่งศาสนาผสมกลมกลืนเข้ากับวิถีชีวิตผู้คนได้อย่างแนบเนียนผ่านข้าวของเครื่องใช้ วัตถุดิบหรืออาหาร
กลิ่นเครื่องเทศที่ไม่คุ้นเคยสะกิดต่อมสงสัยของข้าพเจ้า อาหารที่นี่ไม่ใช่แกงกะทิแบบไทย ไม่ใช่ต้มแบบมอญ
ณ ร้านโรตีโอ่ง ขณะ ยูซูปอารีย์ เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา(บังยูซูป) กำลังตระเตรียมแป้ง ข้าพเจ้าได้เข้าไปซักไซ้ประวัติศาสตร์ของชุมชนแห่งนี้ เขาตอบเท่าที่จะตอบได้ พร้อมย้ำว่าสมัยที่อาศัยอยู่ในอำเภอเก่านั้นเขายังเล็ก จึงอาจเล่าได้ไม่ดีเท่าคนอื่น
“คนนี้รู้จริง เขาแก่กว่าผม บ้านอยู่ใกล้กันสมัยอำเภอเก่า” เขาจึงชี้ไปยังหนุ่มใหญ่ที่เพิ่งเข้ามานั่งในร้าน เมื่อพบแหล่งข้อมูลประวัติศาสตร์รายใหม่ ข้าพเจ้าก็ไม่ปล่อยให้หลุดมือไป
“มูฮัมหมัดอีซา เรียกบังซ่าก็ได้ครับ เป็นลูกครึ่งบังกลาเทศ” หนุ่มใหญ่ผิวคล้ำท่าทางใจดีแนะนำตัว
มูฮัมหมัดอีซา ธารพนาไพร หรือบังซ่า เกิดในสังขละบุรีรุ่นแรกของตระกูล เขาเคยช่วยแม่วิ่งเร่ขายโรตีในหมู่บ้านที่อำเภอเก่า และอาศัยอยู่ที่นั่นยาวนานจนถึงช่วงที่ต้องช่วยพ่อขนของย้ายบ้านหนีน้ำท่วมมายังอำเภอใหม่เมื่อ 41 ปีก่อน
“อำเภอเก่า” คือพื้นที่ดั้งเดิมของอำเภอสังขละบุรีบริเวณปลายลุ่มน้ำรันตี ก่อนจะย้ายขึ้นมาบนที่สูงหลังการก่อสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ ซึ่งทำให้น้ำจากแม่น้ำหลายสายท่วมพื้นที่ลุ่ม รวมถึงตัวอำเภอเก่าและชุมชนโดยรอบ
“บุกเบิกเข้ามา” ลูกหลานชาวบังกลาเทศพลัดถิ่นกล่าวถึงที่มาของตนเองอย่างสั้น ๆ ก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วค่อยเท้าความถึงชาวมุสลิมกลุ่มแรกที่ข้ามพรมแดนจากเมียนมา
“คือคนมุสลิมสมัยก่อนมาขายของ มาแรก ๆ ก็ไม่ได้ตั้งถิ่นฐานหรอก พาลูกเมียมาขายของ มาค้าขายผ่านทางนี้ พออยู่แล้วมันดีก็อยู่ยาว”
ข้าพเจ้าจึงได้รู้ว่าคนมุสลิมเริ่มเข้ามาสู่พื้นที่นี้ในฐานะพ่อค้าเร่ก่อนจะตั้งถิ่นฐานถาวร เพราะ “อยู่ดีกว่า” และชุมชนก็ต้อนรับ
ชุมชนชาวมุสลิมในสังขละบุรีส่วนใหญ่ย้ายถิ่นฐานจากรัฐมอญของเมียนมา ในอดีตเป็นพื้นที่ชายฝั่งและท่าเรือสำคัญซึ่งรับเรือค้าจากอินเดียใต้และอ่าวเบงกอล สมัยอาณานิคมอังกฤษรัฐมอญอยู่ในเมียนมาและขึ้นกับบริติชอินเดีย อังกฤษจึงนำแรงงานทมิฬ เบงกาลี และมุสลิมอินเดียใต้ เข้ามาเป็นแรงงานในท่าเรือและเหมือง
เมื่อสถานการณ์การเมืองในเมียนมานำไปสู่ความไม่สงบ เหล่าพ่อค้าก็เริ่มออกเดินทางค้าขายจากเมืองท่ามะละแหม่งและเมืองใกล้เคียง ข้ามพรมแดนโดยใช้เกวียนบรรทุกสินค้า ลัดเลาะผ่านช่องทางซองกาเลีย และต่อเรือยนต์ล่องลงมาผ่านดินแดนชนพื้นเมืองอย่างกะเหรี่ยงและมอญ มาจบที่ชายแดนฝั่งไทยบริเวณสังขละบุรี ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นพื้นที่ป่ารกและมีชุมชนกระจัดกระจาย
ด้วยโอกาสทางการค้าและเศรษฐกิจที่มั่นคงในไทย หลายครอบครัวจึงเลือกลงหลักปักฐาน สร้างบ้านเรือน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ผสมผสานทั้งพม่า มอญ และเอเชียใต้
บังซ่าเสริมว่าชีวิตความเป็นอยู่ของชาวมุสลิมผู้บุกเบิกในอำเภอสังขละบุรีเก่านั้นเกาะเกี่ยวกันแน่นแฟ้น บ้านเรือนเรียงชิดกัน โดยในยุคนั้นมีเพียงไม่กี่สิบครัวเรือน อยู่เคียงข้างกับชุมชนชาวกะเหรี่ยง จากเดิมที่เคยค้าขายสินค้าข้ามพรมแดนก็เปลี่ยนเป็นขายสินค้าทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะอาหาร ซึ่งจะวางขายหน้าบ้านหรือข้างทาง
พ่อของบังซ่าก็เคยเปิดร้านกาแฟกับโรตีกรอบสูตรบังกลาเทศ ไม่ต่างจากพ่อของบังยูซูปที่เปิดร้านข้าวบิรยานี สูตรปากีสถาน ส่วนบางครอบครัวอาจยังชีพโดยการรับจ้างทั่วไป เนื่องจากที่นี่เป็นชุมชนเล็ก ทุกครอบครัวจึงรู้จักมักจี่และอยู่กันอย่างปรองดองโดยมีมัสยิดไม้หลังเก่าเป็นศูนย์กลาง
อย่างไรก็ตามแผนการเปิดใช้งานเขื่อนวชิราลงกรณในปี 2529 ทำให้ชุมชนหลายแห่ง รวมถึงชุมชนชาวมุสลิมดั้งเดิมต้องโยกย้ายขึ้นไปยังพื้นที่สูง เนื่องจากพื้นที่อำเภอเก่าจะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ
แม้บางครอบครัวหวังว่าน้ำจะไม่สูงถึงบ้านตน บางคนไม่เชื่อว่าพื้นที่นี้จะกลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ได้ แต่บ้านของพวกเขาก็ยังคงจมบาดาลจนถึงทุกวันนี้
ตั้งแต่นั้นมาชุมชนชาวมุสลิมเดิมหายไปโดยไม่เหลือร่องรอย ต่างจากวัดวังก์วิเวการามเก่าของชาวมอญที่ยังเห็นโบสถ์โผล่พ้นน้ำในช่วงหน้าแล้ง
การอพยพหนีน้ำครั้งใหญ่มาพร้อมกับแผนจัดสรรพื้นที่ใหม่ โดยรัฐจะชดเชยด้วยที่ดินเหนือระดับน้ำ ชาวมอญและกะเหรี่ยงได้สิทธิ์ผ่านระบบจับฉลาก ต่างจากชาวเอเชียใต้จากเมียนมาที่ต้องเผชิญชะตากรรมด้วยตนเองอยู่ในพื้นที่ชายขอบของเขตอำเภอใหม่
คนมุสลิมส่วนใหญ่ต้องกระจายตัวกันอยู่ตั้งแต่บริเวณกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 134 ถึงสะพานซองกาเลีย หมู่บ้านที่เกาะเกี่ยวกันแน่นแฟ้นไม่มีอีกแล้ว เหลือเพียงภาพทรงจำใต้บาดาล
เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ของพ่อค้าชาวมุสลิมในสังขละบุรีไม่ได้อยู่ในเอกสารราชการหรือบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษร หากแต่อยู่ในเรื่องเล่าของผู้คนที่ส่งต่อกันผ่านความทรงจำ ด้วยมุขปาฐะที่ถักทอเรื่องราวให้ดำรงอยู่ต่อไป



ที่อยู่ : ชาติ
หลังได้ฟังเรื่องราวข้าพเจ้าก็เข้าใจพวกเขามากขึ้น แต่ก็เป็นเพียงข้อมูลในอดีตและความรู้สึกที่มีต่อประวัติศาสตร์ของตนเอง
อริสมันต์ ปาทาน หนุ่มใหญ่ เชื้อสายเมียนมา หลานปู่ของทหารอินเดียในบังคับอังกฤษ ขาประจำร้านโรตีโอ่ง บอกข้าพเจ้าด้วยน้ำเสียงจริงจังถึงผู้ปกครองดินแดนที่จากมาว่า
“รัฐบาลนี่ห่วยมาก” เขากล่าวอย่างละเหี่ยใจ
“ในบ้านเราเนี่ย หัวหน้าครอบครัวเสาหลักคือพ่อ ประเทศก็เหมือนกับเป็นพ่อ ถ้า(พ่อ)ทำตัวไม่ดีเอาเปรียบลูก… ใครจะทนได้ เช้ามาเขา(รัฐบาล)จะเก็บเท่านู้นเท่านี้ เราอยู่สู้ไม่ไหวเราก็ถอยมา”
สิ่งที่เขากล่าวมิได้เป็นเพียงคำเปรียบเปรย แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงราว 60 ปีก่อน หลังการรัฐประหารของนายพลเนวินซึ่งปกครองด้วยระบอบ “สังคมนิยมพม่า” รัฐบาลเข้ายึดกิจการเอกชนและควบคุมเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด พ่อค้าแม่ค้าถูกเก็บภาษีซ้ำซ้อน ข้าวของขาดแคลน ชาวชาติพันธุ์ในรัฐมอญต้องเผชิญทั้งข้อจำกัดการเดินทาง การเกณฑ์แรงงาน และการปราบปรามจากทหาร การดำรงชีพจึงเต็มไปด้วยแรงกดดันจนหลายครอบครัวเลือกเดินทางออกจากบ้านเกิด
“พ่อใหม่ก็ดีกว่าพ่อแท้ๆ เยอะเลย” เขาย้ำถึงความรู้สึกที่มีต่อดินแดนแห่งนี้
แม้เมืองไทยในช่วงที่เข้ามามิได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ ยังอยู่ภายใต้รัฐบาลทหาร แต่ก็มีการพัฒนา ถนน โรงเรียน และระบบสาธารณูปโภค เริ่มเข้าถึงพื้นที่ชนบทมากขึ้น เศรษฐกิจมีช่องทางให้ค้าขายและสร้างฐานะ แตกต่างจากฝั่งเมียนมาที่ปิดกั้นตลาด เสรีภาพ และโอกาสทางอาชีพ การมาอยู่ไทยจึงเหมือนได้อยู่กับ “พ่อใหม่” ที่แม้จะไม่ได้เข้ามาส่งเสริมอะไรมากนัก แต่ก็ปล่อยให้ลูกเติบโตได้โดยไม่ขูดรีด
คำพูดของเขาสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่จากมากับรัฐที่เกิดและใช้ชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าจึงถามว่าสำนึกความเป็นชาติ ความเป็นพลเมืองของเขาผูกกับที่ใด
“ผมเกิดที่ไหนก็เป็นคนที่นั่น ถ้าผมเกิดที่พม่าผมก็เป็นคนพม่า แต่ผมนี่เกิดที่ไทยก็เป็นคนไทย” ชายผู้ไร้บัตรประชาชนตอบอย่างภูมิใจ
ข้าพเจ้าจึงถามเขาต่อว่ายังมีความผูกพันหรืออยากกลับไปยังดินแดนของบรรพบุรุษหรือไม่
“แต่ผมไม่เหลือใครที่นู่นแล้ว อยู่ที่นี่แหละ ที่นู่นก็ไม่มีอะไรจะน่าไป”
ระยะห่างจากรัฐมะละแหม่งกับอำเภอสังขละบุรีนั้นเพียง 214 กิโลเมตร การไปมาหาสู่ของคนเมียนมาพลัดถิ่นกับญาติพี่น้องที่ยังอยู่ในดินแดนเดิมก็เกิดขึ้นอยู่เป็นนิจ เนื่องจากชายแดนไทยโดยเฉพาะเมืองสังขละบุรีเปิดโอกาสให้ผู้คนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาพำนักชั่วคราวและเยี่ยมญาติ แต่ไม่สามารถออกจากตัวอำเภอเข้าไปในเมืองกาญจนบุรีได้
ระหว่างการสนทนาชายไทยเชื้อสายเมียนมาผู้นี้มักจะหันไปคุยกับเพื่อนด้วยภาษาพม่า และเคี้ยวหมากพม่าอย่างออกรส ก็คงจะจริงที่ว่าถิ่นฐานของบรรพบุรุษนั้นไม่สำคัญ หากรากวัฒนธรรมทั้งหมดถูกย้ายมาอยู่ที่นี่พร้อมกับชีวิตของพวกเขาแล้ว

เด็กชายกำลังละหมาด


ที่ไป:อุมมะฮ์
ยามเย็นก่อนการละหมาดมัฆริบ มัสยิดแห่งเดียวในสังขละบุรีเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็กที่เพิ่งเรียนวิชาศาสนา วิ่งเล่นอยู่หน้าลานตะกร้อ ขณะข้าพเจ้าเดินเข้าไปอย่างเก้ๆ กังๆ เพื่อเปลี่ยนจากกางเกงขาสั้นเป็นโสร่งที่ยืมจากบังอริสมันต์ เด็กชายกลุ่มหนึ่งก็หันมาพร้อมเสียงหัวเราะ
“โอ้โห ขาสั้นเชียว !” เด็กคนหนึ่งร้องขึ้น ก่อนจะวิ่งเข้ามาช่วยนุ่งโสร่ง
เมื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเรียบร้อย การพูดคุยก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นกันเอง “พี่เป็นมุสลิมใช่ไหม” คือคำถามที่เด็กๆ ถามด้วยความอยากรู้ เมื่อข้าพเจ้าเล่าให้ฟังว่าเคยไปเยี่ยมเยือนมัสยิดหลายแห่งในกรุงเทพ เด็กๆ เริ่มสบตาข้าพเจ้าด้วยความประหลาดใจ
เมื่อเสียงอาซานดังขึ้นผ่านลำโพงเก่าในมุมอาคาร ผู้คนทุกเชื้อชาติเคลื่อนไหวอย่างสงบเงียบเข้าสู่สถานที่ละหมาด โค้งศีรษะลงพร้อมกัน หันหน้าไปทางเดียวกัน และหันหัวใจไปสู่พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว
ตลอดเวลาที่อยู่ในชุมชนแห่งนี้ ข้าพเจ้าพยายามมองหาความแตกต่าง พยายามจำแนกว่าคนนั้นเป็นแขก คนนี้เป็นบังคลา คนโน้นเป็นอินเดีย พยายามตีความต่างๆ นานาว่าเขารู้สึกอย่างไรต่อที่มาและที่อยู่ปัจจุบันแห่งนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งเหล่านั้นกลับไม่สำคัญเท่ากับการได้เห็นและเข้าใจความเป็นหนึ่งเดียวของพวกเขา
มัสยิดฎียาอุ้ลอิสลามนั้นมิได้เป็นเพียงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หากแต่เป็นหัวใจของชุมชนเล็กๆ ที่แม้จะแตกต่างด้วยภาษา สำเนียง หรือรากเหง้า แต่ก็รวมกันภายใต้คำเดียว “อุมมะฮ์” ประชาคมของชาวมุสลิมทั่วโลก ที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว (อัลลอฮ์) และคำสอนของศาสดามูฮัมหมัด ที่โอบอุ้มทุกเชื้อชาติไว้ในศรัทธาเดียวกัน เชื่อมโยงผู้คนจากต่างภูมิหลังให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเดียว
บรรณานุกรม
จรัญ มะลูลีม. (2562). “จุดเริ่มต้นของ ‘อุมมะฮ์'”. มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นจาก https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_368838
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ. (2544). “สามสบและความหลากหลายทางชาติพันธุ์”. มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์. สืบค้นจาก https://lek-prapai.org/home/view.php?id=771
Unger, D., & Schraufnagel, S. (2017). “Neither Refugee nor Migrant: Comparative-Historical Study of Burmese Migration into Thailand”. Northern Illinois University.
Steinberg, D. I. (2015). “Burma/Myanmar: What Everyone Needs to Know”. Oxford University Press.
ขอขอบคุณ
- คุณอริสมันต์ ปาทาน ผู้ให้ข้อมูลคนสำคัญและเป็นผู้นำพาไปสู่แหล่งข้อมูลต่าง ๆ อีกมากมายภายในมัสยิด ซึ่งช่วยเปิดมุมมองและทำให้การศึกษาครั้งนี้มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น
- คุณมูฮัมหมัดอีซา ธารพนาไพร ที่ให้ข้อมูลอันล้ำค่าเกี่ยวกับประวัติอำเภอเก่าและชุมชนมุสลิมดั้งเดิมในสังขละบุรี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเข้าใจรากเหง้าของชุมชน
- คุณยูซุปอารีย์ เดชาวงศ์ ณ อยุธยา ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ ต้อนรับและเติมกำลังใจให้ข้าพเจ้าด้วยข้าวหมกสูตรเด็ดจากปากีสถาน
- ขอขอบคุณผู้ร่วมเดินทางทุกท่านที่เป็นส่วนสำคัญในการเดินทางครั้งนี้
- ขอขอบคุณครูค่ายทุกคนผู้คอยตักเตือนและคอยผลักดัน กระตุ้นข้าพเจ้าให้งานสำเร็จลุล่วงด้วยดี
