เรื่อง : วิลาสินี หงษ์ศา
ภาพ : ทิพวรรณ มาประสพ

หากท่านเป็นคนหนึ่งคนที่ชายตามองไปเห็นปุ่มเล็กๆ กลมๆ ปูดนูน หรือเส้นนูนยาวบนแถบสีเหลืองหรือสีเงินตามทางเดินในสถานที่สาธารณะ อย่างสถานีรถไฟฟ้า สวนสาธารณะ ร้านอาหาร ห้างร้าน แล้วสงสัยว่าสิ่งที่หน้าตาช่างไม่พึงพิสมัยและไม่มิกซ์แอนด์แมชกับพื้นผิวที่มันอยู่ว่านี้คืออะไร
นี่คือเบรลล์บล็อก (Braille Block)
เบรลล์บล็อกมีต้นกำเนิดจาก เซะอิชิ มิยะเกะ (Seiichi Miyake) คุณครูสอนคนตาบอดชาวญี่ปุ่น นำมาทดลองใช้ใน ค.ศ. ๑๙๖๗ และได้รับความนิยมอย่างมากจากสัญลักษณ์ที่จำได้ง่ายและใช้งานได้จริง โดยมีรูปแบบสองลักษณะคือ ปุ่มหยุด กับ แถบเดิน
ปุ่มหยุด เป็นแผ่นวงกลมนูนกระจายตัวอยู่ทั่วแผ่นบล็อก ใช้ปูใกล้ทางที่ค่อนข้างมีอันตราย ให้ระมัดระวัง อย่างริมถนน ทางม้าลาย บันได เป็นการบอกให้ หยุด หรือเปลี่ยนทิศทาง
แถบเดิน เป็นเส้นนูนต่ำยาวตรง ใช้ปูตามทางที่ให้เดินยาวๆ จนกว่าจะมีปุ่มหยุด
คนใช้ทางเท้าโดยปรกติมักไม่รู้จักสิ่งนี้และไม่ทราบเหตุผลของการมีอยู่ อาจเพราะไม่มีความจำเป็น
สิ่งนี้มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนตาบอด


๑
เทอดเกียรติ บุญเที่ยง หรือ แก็ป อายุ ๓๕ ปี ผู้เป็นทั้งคนขายลอตเตอรี่ หมอนวด และวิทยากรตามงานต่างๆ เช่น การสอนใช้เทคโนโลยีให้คนตาบอด เขาเป็นผู้พิการทางสายตาตั้งแต่กำเนิด บอกเล่าความแตกต่างของคนตาบอดตั้งแต่เกิดกับตาบอดภายหลังให้ฟังว่า “คนตาบอดทีหลังจะมีจินตนาการถึงสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าคนตาบอดตั้งแต่เกิด”
“แล้วจะจินตนาการอย่างไรคะ ถ้าสมมุติว่ามีลูกหมาอยู่ตัวนึง จะเห็นภาพมันอย่างไร”
“ถ้าสมมุติว่าไม่เคยจับ ก็จะไม่รู้เลยครับ”
คนตาบอดภายหลังมีภาพที่เคยเห็นในความทรงจำ พวกเขาจึงเข้าใจ สี ว่าเป็นอย่างไรและให้ความรู้สึกแบบใด เช่น สีแดง ให้ความรู้สึกร้อนแรง สีเขียว ให้ความรู้สึกสงบร่มเย็น และยังเข้าใจรูปร่างของสิ่งที่เคยได้เห็น เมื่อคนตาดีมาอธิบายให้ฟัง พวกเขาจะนึกคิดหรือจินตนาการได้ง่าย
แต่แก๊ปบอกกับฉันว่า คอนเซ็ปต์ของสีคือสิ่งที่ใช้ท่องจำตอนเด็กในวิชาศิลปะอย่างแม่สีและการผสมสี และจำไปใช้สอบ O-NET A-NET เท่านั้น
“วันหนึ่งฝนทำท่าจะตกเหมือนเคย” ถ้าเป็นคนตาดีก็มักจะสังเกตเห็นว่า “ฟ้ามืดมาแล้วโว้ย” หรือ “ฟ้าครึ้มมาเลย” แต่คนตาบอดจำต้องรับรู้ด้วยวิธีอื่น เช่น ฟังเสียง “ฟ้าร้องคำราม” สัมผัสลมที่เริ่มพัดแรงขึ้นทุกขณะราวกับว่าตัวจะปลิวไปตาม หรืออากาศชื้นขึ้นจนผิวหนังรู้สึกถึงความเย็น
วันนี้แก๊ปรับรู้สภาพอากาศได้ว่าคงขายลอตเตอรี่ได้น้อยเหมือนเคย
การขายลอตเตอรี่ก็เหมือนการท่องเที่ยว มีช่วง Low season หมายถึงช่วงเงียบเหงา ซบเซา และขายยาก ไปจนถึงขายไม่ออก ถ้าฝนตกก็ต้องรีบเก็บ จากที่เคยมีเวลาขายเยอะ โอกาสจะขายได้ก็ลดลง รวมถึงช่วงเปิดเทอมที่ผู้บริโภคสลากกินแบ่งขาประจำไม่มีเงินเหลือมาซื้อ เพราะหมดไปกับค่าใช้จ่ายอย่างค่าเทอม อุปกรณ์การเรียน และชุดนักเรียนแล้ว
แต่ช่วง High season อย่างปีใหม่ คนมีเงินซื้อกันมากเนื่องจากโบนัสปลายปีพึ่งออก เป็นช่วงมือเติบจับจ่ายใช้สอยในเทศกาลแห่งความสุข ลอตเตอรี่ขายดีมาก แต่ต้นทุนก็จะสูง ต่างจากหน้าฝนที่ต้นทุนต่ำ
คนขายลอตเตอรี่ต้องนำปัจจัยภายนอกเหล่านี้มาคำนวณ
“ก็เป็นไปตามกลไกตลาดนั่นแหละครับ ถ้าขายมากก็ได้กำไรมาก”
กำไรแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับจำนวนที่นำมาขายและจำนวนที่ขายออก ขายได้มาก ก็กำไรมาก
แก๊ปยังเล่าอีกว่าในช่วงโรคระบาดใหญ่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขาไม่กล้าออกไปขายลอตเตอรี่ข้างนอกเนื่องจากกลัวจะติดเชื้อโควิด-๑๙ หรือหากซ้ำร้ายอาจนำมาติดคนในบ้าน เขาเคยเก็บลอตเตอรี่ไว้เองทั้งหมด ๑,๐๐๐ ใบ และขาดทุนไปเกือบแสน ถึงแม้จะถูกพวกเลขท้ายบ้างแต่ก็ไม่พอนำมาหักล้างต้นทุน
ยังมีอีกปัจจัย…นอกเหนือจากฟ้าฝน ช่วงเวลาเปิดเทอม หรือโรคระบาด สิ่งนี้ไม่มีวันหยุด ไม่มาตามปฏิทิน หรือวัคซีน…
โจรขโมยลอตเตอรี่
วิธีที่โจรเหล่านี้มักใช้ก่อคดี คือ
๑. จับดึงครั้งละหลายแผ่นให้มีเสียงดึง ๑ ครั้ง
๒. กรีดด้วยของมีคม
๓. ใช้จังหวะชุลมุน
๔. ทำมึนดึงแล้วเดินหายไป
๕. ดึงแล้วคืนใบลอตเตอรี่งวดอื่นที่ไม่ถูก พลางบอก ไม่เอาแล้ว
๖. ประยุกต์จากวิธีที่กล่าวมา
การนำเสนอวิธีเหล่านี้ไม่ได้สนับสนุนให้โจรกรรมลอตเตอรี่ แต่ตีแผ่ให้คนในสังคมรู้เท่าทันเท่านั้น
กว่าจะรู้ตัวโจรก็หนีหายไปไกลแล้ว รวมถึงความไม่สะดวกเวลาไปแจ้งความ ที่คนตาบอดจะถูกถามถึงรูปร่างลักษณะของโจร
“ขโมยคนตาบอดมันง่ายด้วยแหละ” แก็ปเอ่ย
สิ่งน่าสนใจอีกอย่างคืออาชีพขายลอตเตอรี่น่าจะเป็นจินตนาการแรกของหลายคนเมื่อพูดถึงคนตาบอดที่หาเลี้ยงชีวิต แต่เมื่อสังเกตลึกลงไป
ลอตเตอรี่ไม่มีอักษรเบรลล์


๒
เสียงดนตรีบรรเลงคลอเบา ๆ แม้ไม่ใช่ดนตรีสด แต่เสียงเพลงจากเปียโนกล่อมฉันให้อิ่มบรรยากาศ ปล่อยใจผ่อนคลายไปกับกลิ่นกาแฟที่อวลทั่วร้าน ขณะที่เธอถามฉันถึงบรรยากาศภายในร้าน ฉันก็อธิบายเงอะๆ งะๆ
จากนั้น กัลธิชา รัตกี หรือ บุ๋ม อายุ ๓๑ ปี ก็แนะนำตัวอย่างเป็นทางการ
เดิมทีบุ๋มมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่เหตุที่เธอได้มานั่งคุยกับฉันที่คาเฟ่แห่งนี้ก็เพราะมา “เทสมือ”
เธอมาทดสอบมือในกระบวนการสมัครงานเป็นหมอนวด เปลี่ยนจากเดิมที่เคยเป็นแม่ค้าทำขนมขาย รวมถึงคอยช่วยงานในศูนย์วิจัย สาธิต และฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถานที่ซึ่งจบการศึกษามา
“ในระยะยาวมองว่ามาทำงานที่คนตาบอดทำได้คนเดียว งานเดิมทำเป็นทีม…เราไม่สามารถซับพอร์ตทีมได้ตลอด บ้างครั้งทำให้การทำงานของเขายากขึ้น คือความรับผิดชอบที่เราควรรับน่ะ บางทีเพื่อนร่วมงานต้องทำแทน”
เธอบอกกับฉันว่าการจ้างงานคนพิการเกี่ยวข้องโดยตรงกับพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๖ มาตรา ๓๓ ไม่ก็มาตรา ๓๕
ที่จริงแล้วการจ้างงานผู้พิการไม่ซับซ้อนนัก แค่ภาษาทางกฎหมายอาจทำให้ดูซับซ้อนเพื่อให้ ครอบคลุมทุกข้อกังขา…สรุปทุกอย่างให้ง่ายๆ ว่า
มาตราที่เกี่ยวข้องหลักๆ จะมีสามมาตราจาก พ.ร.บ. ข้างต้นได้แก่ ม.๓๓ ม.๓๔ และ ม.๓๕
มาตรา ๓๓ เป็นการจ้างงานผู้พิการโดยตรงเหมือนการจ้างงานแรงงานทั่วไป เช่น พนักงานประจำ ข้าราชการ โดยมีสัดส่วนแรงงานทั่วไปกับผู้พิการที่ ๑๐๐ : ๑ หมายถึงในพนักงาน ๑๐๐ คน จะต้องมีผู้พิการ ๑ คนอยู่ในสถานประกอบการนั้นๆ ด้วย ถ้ามีเศษเกิน ๕๐ คนปัดขึ้น เช่น บริษัทมีพนักงานทั้งหมด ๑๖๗ คน เท่ากับว่าต้องจ้างผู้พิการ ๒ คน
หากไม่ประสงค์จ้างงานตามมาตราข้างต้น สามารถดำเนินการตามมาตรา ๓๔ หรือ ๓๕ ได้
มาตรา ๓๔ คือการจ่ายเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็นรายปี
มาตรา ๓๕ คือการส่งเสริมอาชีพ โดยมีวิธีการหลายวิธีด้วยกัน เช่น การให้สัมปทาน หรือที่นิยมมากที่สุดคือการจ้างเหมา
การมาทดสอบงานครั้งนี้ของบุ๋มก็อยู่ใน ม.๓๕ ข้อการจ้างเหมา โดยบริษัทมักจ้างเหมาผู้พิการ อย่างในกรณีนี้คือจ้างหมอนวดไปนวดให้พนักงานคนอื่นๆ ในสถานประกอบการ เป็นทั้งสวัสดิการให้พนักงานและส่งเสริมอาชีพผู้พิการในเวลาเดียวกัน
คำบอกเล่าของเธอยังมีเรื่องที่เกี่ยวกับคุณครูคนหนึ่ง ครูกล่าวกับเธอหลังจากที่ทั้งสองสนทนากันเรื่องสีที่ชอบ ซึ่งสีโปรดของบุ๋มคือสีชมพู
“เดี๋ยววันหนึ่งที่บุ๋มมองไม่เห็นน่ะ บุ๋มจะลืมว่าชมพูมีกี่เฉด…”


๓
อาจเป็นเรื่องน่ายินดีที่คนตาบอดทุกคนที่ฉันไปสัมภาษณ์ มักกล้าออกมาใช้ชีวิต เปิดประสบการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาของโลก แต่ถึงอย่างนั้น ฉันมักได้ยินคำพูดจุกอกว่า “เสียเวลาเรียนไปทำไม…สุดท้ายก็ออกมาขายลอตเตอรี่อยู่ดี” เพราะหลายคนที่จบปริญญาตรีก็ไม่สามารถหางานอื่นทำ นอกจากงานที่คนตาบอดส่วนใหญ่ทำกันอย่างหมอนวด ขายลอตเตอรี่ หรือขายเสียงเพลงตามตลาดนัดและใต้สถานีรถไฟฟ้า
ฉันยังไม่เคยสัมผัสคนตาบอดจากหลายแหล่งของสังคมเพื่อเข้าใจให้ลึกซึ้งกว่านี้ เท่าที่ฉันมีโอกาสสัมผัส ทุกคนมีความกลัว
เพราะมองไม่เห็น จึงกลัวสะดุด
เพราะมองไม่เห็น จึงกลัวเดินชนเสาหรือกำแพง
ไม้เท้าขาวยาวอันเดียวนั้นไม่ใช่สิ่งตอบโจทย์ ไม่ใช่เบรลล์บล็อก ไม่ใช่สุนัขนำทาง แต่คือ “ความปลอดภัย”
เหมือนกับฉันที่ทุกวันก็ต้องการความมั่นใจและปลอดภัยในการใช้ชีวิต Inclusive Design จะมาแก้ไขปัญหานั้นได้ สิ่งนี้ไม่ใช่การออกแบบเพื่อคนตาบอด แต่คือการออกแบบเพื่อทุกคน
หากเราออกแบบผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้น เราควรออกแบบโดยคิดถึงผู้บริโภคที่อาจมีความจำเป็นบางอย่างที่ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์
ถ้ามีผลิตภัณฑ์ที่แก้ไขปัญหาให้กลุ่มเปราะบางที่สุดได้แล้ว เท่ากับว่าทุกคนก็จะใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นได้เหมือนกัน
“เพราะชีวิตไม่แน่นอนและเราก็ต่างใช้ชีวิตในสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนเดิมตลอดช่วงชีวิตของเรา”
อ้างอิง
กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ. (ม.ป.ป.). ถาม-ตอบ จ้างงานคนพิการ. กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ. สืบค้นจาก https://dfund.dep.go.th/ถาม-ตอบ-จ้างงานคนพิการ/
คำอธิบายการรายงานตามแบบรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม. สืบค้นจาก https://personnel.moi.go.th/recruitment/2566/Pr/คำอธิบายการรายงาน.pdf
“เบรลล์บล็อก” (Braille Block) ภาษาบนทางเท้าสำหรับผู้พิการทางสายตาที่เรามักมองข้าม. สืบค้นจากhttps://kindconnext.com/mankind/เบรลล์บล็อก-braille-block-ภาษาบนท/
Nature Crete. (ม.ป.ป.). แผ่นทางเดินผู้พิการทางสายตาคืออะไร มีความจำเป็นและความสำคัญอย่างไร?.สืบค้นจาก https://nc-th.com/all-article/what-is-braille-block-visually-impaired/
ขอขอบคุณ
- มานิตย์ อินพิมพ์ อัฑฒกร มหาอุดม ชุมนุมเพื่อนโดมสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สัมภาษณ์
- นนทวัฒน์ นพรัตน์ สุพัชณีย์ กัญจะลา อิษวัต บัลลพ์วานิช เรนาโต้ เคิร์น
