19 wat ratchasit

ในบั้นปลายพระชนม์ชีพ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (2406-2490) ผู้ทรงได้รับการยกย่องในฐานะ “สมเด็จครู” หรือ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” ทรงหวนระลึกถึงจุดเริ่มต้นของความสนพระทัยในเชิงช่างว่า

“…วิชาเขียนนั้นตั้งแต่ฉันยังเล็กๆ อยู่ก็ให้นึกรักเป็นกำลัง พอดีกันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรัสมอบหมายให้เป็นหน้าที่เลี้ยงพระฉันเวร คือพระฉันทุกวันบนพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ แต่พอประเคนสำรับแก่พระแล้วก็เตร่ไป…เข้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เดินดูพระระเบียงเสียรอบหนึ่งแล้วจึงจำเอาอะไรมา ครั้นกลับมาถึงเรือนก็เขียนสิ่งที่จำมานั้นไว้ ในการเขียนก็ง่ายๆ ใช้ดินสอขาวเขียนกับบานตู้ซึ่งเขาแขวะผนังเรือนทำบานทาสีน้ำเงินด้วยสีน้ำมันปิดไว้ ขอให้เข้าใจว่ารูปนั้นไม่เหมือนเลย เป็นแต่ได้เค้าว่า รูปนั้นเป็นอยู่อย่างนั้นเท่านั้น ดูก็สมด้วยคำกรมหมื่นมหิศรราชหฤทัยกล่าวว่า วัดไหนมีเขียน วัดนั้นก็มีพระช่างเขียน ด้วยดูจำอย่างรูปที่เขียนไว้นั้น ถ้าวัดใดที่ไม่มีเขียนก็หาพระช่างเขียนในวัดนั้นไม่ได้…”

จะเห็นได้ว่าจากที่พระองค์เคยทรงเดินดูภาพจิตรกรรมฝาผนังพระระเบียง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่เมื่อทรงพระเยาว์ จึงนำไปสู่การหัดเขียนภาพจากความทรงจำ อันเป็นต้นทางของการเรียนรู้วิชาช่างในเวลาต่อมา

นับแต่ขั้นตอนแรกของการฝึกฝนวิชาช่างเขียนอย่างไทย การดูตัวอย่างจากลายเส้นของครู แล้วคัดลอกเขียนตาม ถือเป็นหัวใจสำคัญ ดังที่กล่าวกันว่าลูกศิษย์ต้องเริ่มต้นด้วยการฝึกเขียน “กนก-นารี-กระบี่-คชะ” (กนก-นาง-ช้าง-ลิง) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จนเมื่อมีความเชี่ยวชาญแล้ว สำหรับช่างจำนวนมาก การคัดลอกก็ยังคงเป็นส่วนสำคัญของงาน โดยเฉพาะภาพ “ครู” ที่ถือกันว่ามีความงดงามเป็นพิเศษ ถือเป็น “แบบฉบับ” ที่ใครๆ ก็ต้องใช้

นั่นจึงเป็นเหตุให้มีภาพลักษณะคล้ายคลึงกัน ปรากฏขึ้น ณ ต่างสถานที่

ดังที่ คุณไมเคิล ไรท์ (2483-2552) นักเขียนนักค้นคว้าผู้สนใจอุษาคเนย์ศึกษา เคยประหลาดใจว่า รูปขบวนแถวนางกำนัลที่เดินถือข้าวของต่างๆ ที่เป็นภาพลายรดน้ำบนฝา “หอเขียนวังสวนผักกาด” (ซึ่งกล่าวกันว่าได้มาจากวัดบ้านกลิ้ง พระนครศรีอยุธยา) เหตุใดจึงมีรายละเอียดเหมือนกับภาพจิตรกรรมฝาผนังฉากหนึ่งของพระอุโบสถวัดราชสิทธาราม กรุงเทพฯ ทุกประการ เพียงแต่กลับด้าน ซ้ายเป็นขวา

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงบันทึกไว้ด้วยว่า ในหมู่ช่างเขียน นิยมคัดลอกภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ถือกันว่างาม ไปเขียนเป็นลายรดน้ำบนตู้พระธรรมอีกทอดหนึ่ง ดังที่ทรงกล่าวถึงลวดลายบนตู้พระธรรมลายรดน้ำใบหนึ่งว่า “ไม่ใช่รูปภาพที่ช่างผู้เขียนตู้ผูกขึ้น เห็นจะคัดมาจากภาพห้องในพระอุโบสถวัดอรุณที่ไฟไหม้เสียแล้ว รูปภาพที่นั้นดีๆ พวกเขียนตู้คัดมาเขียนมาก เช่นมโหสถปางปากอุมงค์ของคงแป๊ะ ได้เคยเห็นมากทีเดียว”

ยิ่งในกรณี “สมุดภาพ” ยิ่งชัดเจน ว่ามักเป็นการคัดลอกทั้งเนื้อความและรูปภาพจากสมุดเล่มที่เก่ากว่า ไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์ที่จะสร้างคัมภีร์เล่มใหม่เพื่อประโยชน์สุขในทางศาสนา หรือเพื่อต่ออายุหนังสือ ทดแทนฉบับที่ชำรุดลบเลือน ดังเช่นสมุดไตรภูมิฉบับกรุงธนบุรี ซึ่งคัดลอกขึ้นใหม่ในปี 2319 กล่าวไว้ใน “บานแผนก” (คำนำ) ว่าจากที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทอดพระเนตร “พระสมุดไตรภูมบุราณ” แล้วจึงมีพระราชดำรัสสั่งให้คัดลอกขึ้นใหม่อีกฉบับหนึ่ง

“สมเด็จบรมกระษัตตราธิราช เสดจออกพระธินั่งตำหนักแพ กรุงธนบุรีศรีมหาสมุท มีราชเสวกเฝ้าอยู่เปนอันมาก ทรงพิจารณาเรื่องราวในพระสมุดไตรภูมบุราณ แจ้งในพระราชหฤไทยแล้ว มีพระราชประสงจใคร่ให้สามัญชน และจัตุเภทบรรพสัตวเข้าใจในภูมทั้ง ๓ และคติทั้ง ๕ อันเปนที่เกิดแห่งเทวดามนุษยนรก หมู่อสุรเปรตวิไสยแลสัตวเดียรฉาน จึงตรัสสั่งเจ้าพญาศรีธรรมาธิราชผู้เปนอรรคมหาเสนาธิบดี ให้จัดพระสมุดเนื้อดีแล้วให้ส่งไปแก่ช่างเขียนให้เขียนไตรภูม ให้ไปเขียนในสำนักสมเด็จพระสังฆราช ให้สมเด็จพระสังฆราชบอกกล่าวบังคับให้ เขียนตามเรื่องราวมีในพระบาฬี”