เรื่อง : วรรณพร กิจโชติตระการ
ภาพ : ธเนศ แสงทองศรีกมล

parknaisuan

เมื่อ 9 มีนาคม 2569 Parkใจ พาเพื่อนๆ ไปสวนธนบุรีรมย์ กับกิจกรรม “Parkใจในสวนฝั่งธนฯ คู่มือแผนที่ Parkใจ” ชวนทุกคนกลับมาเชื่อมต่อกับธรรมชาติอีกครั้ง

จากประสบการณ์การลงพื้นที่จริงใน 5 สวน ตลอดปีที่ผ่านมา วันนี้เราได้รวบรวมลายแทงสำคัญอย่าง “แผนที่ Healใจ Parkใจในสวนฝั่งธนฯ” มาส่งต่อให้ทุกคน เพื่อเป็นคู่มือในการพาตัวเองไปสัมผัสธรรมชาติในชีวิตประจำวัน เพราะการได้อยู่กับความสงบของสวน คือวิธีหลีกหนีความวุ่นวายที่ง่ายและใกล้ตัวที่สุดโดยไม่ต้องไปไกลถึงป่านอกเมือง

เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้สำรวจธรรมชาติหลายมิติ กิจกรรมทั้งหมดตลอดปีจึงจัดขึ้นในสถานที่เดียว โดยมีวิทยาการ 5 คน เป็นผู้นำ ได้แก่

Sexy Senses โดย มล สิรามล ตันศิริ

บางคนไม่รู้มาก่อนว่าร่างกายของเรามีมากถึง 32 เซนส์ เพราะมักจะรับรู้ได้แบบชัดเจนเพียง 5 เซนส์ คือ การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับรส และการสัมผัส แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะใช้งาน 5 เซนส์นี้ได้อย่างเต็มที่..

การ Grounding หรือ การเชื่อมต่อร่างกายกับโลก จึงเป็นหนึ่งสิ่งที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เปิดผัสสะของตัวเอง โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ

เริ่มจากพาทุกคนยืนเท้าเปล่าอยู่บนพื้น กำหนดลมหายใจเข้าออกช้าๆ หลับตา ค่อยๆ เรียนรู้ร่างกายของตัวเองไปทีละส่วน ตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า ทำความเข้าใจร่างกายและความรู้สึก

อีกหนึ่งกิจกรรมน่าสนใจ คือได้ลองจินตนาการว่าตัวเองเป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง อาจมีอยู่จริงหรือไม่ก็ได้ แล้วสังเกตดูว่าเราเป็นต้นไม่แบบไหน บางคนเล่าว่าตัวเองรู้สึกเหมือนเป็นต้นไม้ใหญ่ เป็นที่พึ่งให้กับสิ่งมีชีวิตเล็กๆ บางคนกลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นหญ้าเตี้ย มีต้นไม้คอยบังลมบังแดด สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของเราทั้งสิ้น

“การกลับมารับรู้ร่างกายของตัวเอง อาจเป็นประตูบานแรกที่พาเราเชื่อมต่อกับธรรมชาติอีกครั้ง”

แมลง แมง เมือง โดย เจ็ดส์ อธิปัตย์ อู่ศิลปกิจ

“กิจกรรมวันนี้ไม่ใช่เพื่อบอกว่าแมลงตัวนั้นชื่ออะไร แต่อยากให้ทุกคนรู้หน้าที่ของมัน ว่าเกี่ยวข้องและสำคัญกับโลกใบนี้ยังไง”

นอกจากผู้ใหญ่ที่เข้าร่วมแล้ว ยังได้รับความนิยมจากผู้นักสำรวจตัวจิ๋วชาย-หญิงมากที่สุดด้วย ทำให้บรรยากาศคึกคักขึ้นไม่น้อย ถึงแม้วันนี้จะไม่ได้พบแมลง-แมงมากนัก เพราะอากาศร้อนยามบ่ายทำให้ความชื้นไม่พอ สิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่บอบบางหลายชนิดเลยต้องหลบซ่อน แต่การพบแมลงธรรมดาอย่างแมลงหวี่ หรือแมลงวันในสวน ก็เป็นสัญญาณแล้วว่าระบบนิเวศยังคงทำงานอยู่

ตลอดเส้นทางคดเคี้ยวที่เจ็ดส์พาผู้เข้าร่วมเดินสังเกตธรรมชาติ ทุกคนจะได้เห็นสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไปตามพื้นที่ของสวน บางจุดถูกขุดเป็นคลอง มองลงไปเห็นจิงโจ้น้ำ หรือโซนต้นไม้ใหญ่ ดูบนใบไม้ก็จะเห็นรอยถูกกัดแทะจากหนอนชนิดต่างๆ นี่ก็คือสัญญาณของการดำรงชีวิต

ลองคิดดูว่า ถ้าวันหนึ่งต้นไม้ใบหญ้าถูกฉีดยาฆ่าแมลงหรือปนเปื้อนสารพิษปริมาณมาก ประชากรหนอนหรือแมลงก็มีโอกาสลดลงอีกเยอะ จนทำให้ขาดผู้ช่วยขยายพันธุ์ไม้ ความหลากหลายก็จะน้อย ดอกไม้ที่เราเคยเห็น ผลไม้ที่เราเคยกินก็อาจไม่มีอีกแล้วก็ได้

ท้ายที่สุดเพื่อรักษาความสมดุลของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในโลกใบนี้ สิ่งที่ควรทำก็คือการช่วยกันดูแลธรรมชาติ

“ขอแค่เราใช้ชีวิตให้ช้าลงหน่อย สังเกตให้มันขึ้นอีกนิด เราจะพบร่องรอยสิ่งมีชีวิตมากขึ้น”

บันทึกสัมผัสใจในสวน โดย ครูกุ้ง ธัญลักษณ์ สุนทรมัฏฐ์

อีกมุมของสวนแห่งนี้ พวกเรานั่งอยูบนพื้นใต้ร่มไม้พร้อมอุปกรณ์บันทึกธรรมชาติ อย่างสีไม้ กระดาษ ดินสอ ครูกุ้ง วิทยากรของกิจกรรมบันทึกสัมผัสใจในสวน กำลังสอนเทคนิคที่เรียกว่า Modified Contour การวาดเส้นต่อเนื่องโดยไม่ยกมือเพื่อฝึกความกล้าในการวาด ฝึกการมองรูปทรงอย่างตั้งใจ

มือข้างหนึ่งวาดไปบนกระดาษที่แขวนติดกับกระดานขาตั้งสูง ส่วนสายตากลับมองไปที่หุ่นต้นแบบรูปเป็ด ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามืออย่างไม่ลดละ

ไม่ว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมนี้จะเป็นใคร อายุเท่าไหร่ หรือมีความสามารถทางศิลปะหรือไม่ ครูกุ้งจะพาปลดล็อกจากความกลัว และสร้างความมั่นใจจากการเรียนวิธีบันทึกธรรมชาติไปด้วยกัน พร้อมทั้งฝึกความช่างสังเกต หัดมองความงามเล็กๆ ที่มักจะมองข้าม จากต้นไม้ดอกไม้ สัตว์ และบรรยากาศรอบๆ

“ไม่ต้องกลัวว่าจะสวยหรือไม่สวย เราเน้นการสังเกต ขอแค่วาดตามรูปทรงที่มองเห็นก็พอ”

อีกโจทย์ที่ถูกมอบหมาย คือให้หาจุด Sit spot แล้วบันทึกธรรมชาติใดก็ได้ด้วยการวาดรูป 3 ระยะ ลงไปในสมุดบันทึก ได้แก่ ระยะใกล้ (zoon in วาดเฉพาะจุด) ระยะไกล (zoom out วาดภาพรวม) และระยะจริง คือการวาดขนาดใกล้ความเป็นจริงที่สุด และต้องบันทึกข้อความสำคัญประกอบด้วย เช่น วันที่ ขนาด ลักษณะเพิ่มเติมอื่นๆ

หลังจากจบกิจกรรม ผู้เข้าร่วมคนหนึ่งบอกว่า “แม้อากาศวันนี้จะร้อน แต่ก็ยังไหวเพราะมีลมพัดมาบ้าง มีเสียงนกร้องให้ได้ยินแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว”

ปักผ้าในสวน ชวนใจกลับบ้าน โดย แซน ศกลวรรณ แก้วสมบูรณ์

ใครที่ชอบงานฝีมือ จะพลาดการปักผ้าได้อย่างไร แซน เจ้าของเพจ Sandmade เล่าว่าเธอชื่นชอบการปักผ้าในสวน เพราะช่วยสะท้อนความเป็นตัวเอง และทำให้ได้กลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติไปพร้อมกัน

ผู้เข้าร่วมเกือบ 20 คน นั่งล้อมวง หลับตา เพ่งสมาธิไปยังมือที่กำลังคลำวัตถุบางอย่างตรงหน้าเงียบๆ บ้างก็เป็นวงกลม บ้างเป็นแท่งยาวๆ หรือบางอย่างก็ดูแบนๆ ผิวสัมผัสขรุขระ-เรียบลื่นต่างกันไป ใช้เวลาไม่นานหลายคนก็เดาได้ว่าสิ่งที่หยิบมาคืออะไร ที่น่าสนใจคือบางคนหยิบวัตถุชนิดเดียวกัน แต่เพราะประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกันก็สามารถทำให้เดาไปคนละทางได้

สาเหตุที่ให้ทำกิจกรรมนี้ก่อนปักผ้านั่นเป็นเพราะว่า การสัมผัสคือหนึ่งผัสสะที่สำคัญไม่แพ้การใช้สายตาเลย การจับเข็ม ดึงด้าย กะระยะลงฝีเข็ม ต้องสัมพันธ์กันทั้งหมดหากไม่อยากได้ผ้าเป็นลายจุดสีแดง การเปิดประสาทสัมผัสก่อนลงมือจริงจึงจำเป็น ทั้งยังช่วยเพิ่มความละเอียดอ่อน

ช่วงเวลาสร้างสรรค์ผลงานเริ่มต้นขึ้น สามารถปักลวดลายอะไรก็ได้ในธรรมชาติ ไม่มีผิดไม่มีถูก ผลงานที่ได้จึงมีความหลากหลายมาก หากถามว่าการปักผ้าในสวนนั้นต่างจากการปักผ้าอยู่บ้านยามปกติอย่างไร ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องสภาพแวดล้อมแปลกใหม่ที่ทำให้หลายๆ คนรู้สึกพิเศษกว่าที่เคย

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมคนหนึ่งบอกว่า “ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้มานั่งปักผ้าอยู่ในสวน ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในนวนิยายมาก ได้แลกเปลี่ยนกับคนที่ชอบงานปักผ้าเหมือนกัน ได้สื่อสารผ่านงานฝีมือ เป็นการเก็บความทรงจำ ได้ยินเสียงนก ได้คอยหลบแดด ได้ขยับร่างกายไปด้วย ต่างจากปักอยู่ในบ้านที่ไม่เคยสังเกตอะไรเลย”

แซนกล่าวปิดท้ายว่า งานปักผ้าบางครั้งก็สะท้อนตัวตนของเราออกมาอย่างตรงไปตรงมา ใจร้อนหรือใจเย็น ก็อาจเห็นร่องรอยนั้นปรากฏอยู่บนผืนผ้า ท้ายที่สุดผ้าที่เราปักก็จะกลายเป็นเครื่องมือบันทึกความทรงจำของเรา

Capture Nature โดย ต้น สุรศักดิ์ เทศขจร

การถ่ายภาพเป็นกิจกรรมที่ใครๆ ก็ทำอยู่ทุกวัน แต่วันนี้พิเศษกว่าเดิมเพราะเป็นการรวมตัวของคนที่มีความสนใจธรรมชาติ และชื่นชอบการถ่ายภาพมาไว้ด้วยกัน เป็นโอกาสดีที่จะได้แลกเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสรรพสิ่ง ผ่านการมองรายละเอียดช้าๆ และโฟกัสสิ่งเล็กๆ

ต้น ผู้นำกิจกรรม Capture Nature วันนี้ ชวนทุกคนนั่งพักนิ่งๆ ก่อนครู่หนึ่งเพื่อให้ใจและกายสงบลง ก่อนจะชวนเปิดผัสสะแห่งการมองเห็น ด้วยการชวนมองดูต้นไม้ และสังเกตรายละเอียดไปทีละนิด

การมองครั้งแรกอาจไม่ได้เห็นอะไรมากนักนอกจากต้นไม้ต้นหนึ่ง แต่ถ้ามองซ้ำหลายๆ ครั้ง อาจจะเห็นลายไม้แตกตรงลำต้น เห็นใบไม้สีเหลืองปนอยู่บนกิ่งก้านไหม

เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ฝึกสังเกตรายละเอียดสิ่งต่างๆ มากขึ้น กรอบฟิล์มสไลด์รูปทรงสี่เหลี่ยมจึงถูกแจกให้เป็นตัวช่วยกำหนดขอบเขตการมองเห็น ก่อนจะแยกย้ายกันไปบันทึกภาพในสายตาของตัวเอง แล้วกลับมาแบ่งปันมุมมองความงามที่ได้พบเห็นในวันนี้

ผู้เข้าร่วมเล่าว่า นอกจากได้รู้ว่าการถ่ายรูปมุมไหนให้ความรู้สึกอย่างไรแล้ว ยังได้เรียนรู้ธรรมชาติผ่านการสังเกตด้วย หรือบางคนก็เล่าว่าเขาถ่ายรูปต้นไม้ตอนแดดตกกระทบพอดี ก็รู้สึกว่าสวยงามมาก

กิจกรรมในวันนี้ไม่ใช่เพียงการถ่ายภาพ แต่คือการทำสมาธิผ่านการมองเห็นและทำความรู้จักธรรมชาติผ่านเครื่องมือถ่ายภาพที่เรามี

เมื่อกิจกรรม Parkใจ ในสวน จบลง จึงหวังว่านี่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้หลายๆ คน หันมาสนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว และเรียนรู้ว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่มนุษย์เท่านั้นที่อยู่อาศัย แต่ยังคงเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ ที่คอยรักษาความสมดุลและสำคัญไม่ด้อยไปกว่ากันอยู่ด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจอยากร่วม Park ใจ ในกิจกรรมรูปแบบอื่นหรือแลกเปลี่ยนเรื่องการสัมผัสธรรมชาติด้วยกัน สามารถติดตามกิจกรรมได้ที่เฟซบุ๊กกรุ๊ป Parkใจ

กิจกรรมดำเนินการโดย นิตยสารสารคดี เพจ Sarakadee Magazine และ Nairobroo – นายรอบรู้ นักเดินทาง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), และ มูลนิธิเล็กประไพวิริยะพันธุ์