
ดังกล่าวมาแล้วว่า “สมเด็จครู” สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเริ่มต้นความสนพระทัยในงานช่างด้วยการเดินดูภาพจิตรกรรมที่พระระเบียงวัดพระแก้ว แต่ขณะเดียวกัน ในสยามยุคใหม่ที่ทรงเติบโตขึ้นมา ยังมีภาพต้นแบบหรือ “แรงบันดาลใจ” จากแหล่งใหม่ นั่นคือ “สิ่งพิมพ์” จากโลกตะวันตกด้วย ดังที่ทรงเล่าถวายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพไว้ในลายพระหัตถ์ (จดหมาย) ชุด “สาส์นสมเด็จ” เมื่อปี 2479 ว่า
“เมื่อประมาณอายุเกล้ากระหม่อมได้สัก 11 หรือ 12 ขวบ ให้มีใจรักการวาดเขียนเป็นกำลัง เวลาขึ้นไปบน เพื่อรับใช้ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็เอาสมุดติดกระเป๋าขึ้นไปด้วย แล้วก็ดูอะไรต่ออะไรอย่างเหลวแหลก กำหนดใจจำมา พอมีเวลาว่างก็ควักสมุดออกมาเขียนตามที่จำมาได้ วันหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จมาทอดพระเนตรเห็นเข้า เก็บไม่ทัน ตรัสเรียกเอาไปทอดพระเนตร คงทรงพิจารณาเห็นว่าจะมีประโยชน์จึงเสด็จไปหยิบหนังสือพิมพ์ “อิลลัสเตรตเตดลอนดอนนิวส์” หรือ “กราฟิก” อะไรมาฉบับหนึ่ง ซึ่งมีรูปพระเจ้ามินดง...ทรงเปิดพระราชทาน แล้วตรัสสั่งให้เขียนถ่ายรูปนั้นถวาย เกล้ากระหม่อมเหมือนจะตาย ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเขียนรูปผู้รูปคนเลย แต่จะทำอย่างไรได้ ต้องจำเพียรเขียนเลียนถวาย ช่างรู้สึกยากเสียเหลือล้นพ้นประมาณ ดูเหมือนทำอยู่ถึงสองหรือสามวันจึงสำเร็จ ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย...รูปพระเจ้ามินดงนี้เองที่เป็นสิ่งนำทางให้รู้เขียน โดยพระมหากรุณาธิคุณแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเป็นปฐม แล้วก็ตรัสใช้ให้เขียนอะไรๆ ต่อมาจนทำการได้ดี”
อันที่จริง ต้นแบบจากสิ่งพิมพ์ฝรั่งมิได้เพิ่งมีเข้ามาในรัชกาลที่ 5 หากแต่มีหลักฐานว่าอิทธิพลของภาพพิมพ์จากตะวันตกเริ่มปรากฏตามวัดวาอารามของสยามมาแล้วตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ในปี 2365 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 นายจอห์น ครอว์เฝิร์ด (John Crawfurd หรือที่ฝ่ายสยามออกนามว่า “ยอน การะฝัด”) ผู้แทนข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำแคว้นเบงกอลในอินเดีย เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อขอทำสัญญาทางพระราชไมตรี ทว่าการเจรจากลับล้มเหลว หากแต่สิ่งสำคัญที่เป็นผลพวงอย่างสำคัญของคณะทูตชุดดังกล่าว คือหนังสือเรื่อง “Journal of an embassy from the Governor-General of India to the courts of Siam and Cochin-China” (จดหมายเหตุทูตจากข้าหลวงใหญ่แห่งอินเดียสู่ราชสำนักสยามและโคชินจีน) อันเป็นหลักฐานว่าด้วยกรุงเทพฯ สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งไม่อาจหาได้จากเอกสารอื่นใด
วันที่ 12 เมษายน 2365 คณะนักการทูตชาวอังกฤษเดินทางไปเยือนวัดพระเชตุพนฯ และจดบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่พบเห็นไว้โดยละเอียด พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร (2428-2517) ทรงแปลจดหมายเหตุที่พรรณนาพระวิหารทิศเหนือ มุขหน้า อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธปาลิไลย ในพระนิพนธ์ “เรื่องวัดพระเชตุพนในรัชกาลที่ 2” ว่า
“ในวิหารที่สี่ (ทิศเหนือด้านนอก) มีพระพุทธรูปนั่งบนลูกเขาในป่า มีช้างนำน้ำมาถวาย และลิงถวายรวงผึ้งซึ่งติดอยู่กับกิ่งไม้ ตัวสัตว์ทั้งสองหล่อด้วยทองเหลืองไม่ปิดทอง ทั้งวัดนี้มีรูปหล่อที่ไม่ปิดทองอยู่เฉพาะสัตว์สองตัวนี้เท่านั้น ฝาผนังมีรูปโลกธาตุแบบฮินดู (ถูกตรงกับจารึกซึ่งว่าเรื่องไตรภูมิ) และภาพคนชาติต่าง ๆ คือ ลาว มอญ จีน ตารตาร ฮินดู อิหร่าน เขาอธิบายให้เราฟังว่า ภาพเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องประดับ หาใช่ปูชนียไม่ คำอธิบายนี้ดูสมจริง เพราะสังเกตว่ายังมีภาพฝีมือจีนคัดถ่ายภาพชิ้น ๆ ของอังกฤษ ฝรั่งเศสอยู่บ้าง เช่นภาพสตรีชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงภาพหนึ่ง ชื่อว่า la pensive anglaise ซึ่งดูออกจะไม่สมกับจะอยู่ในสถานที่เช่นนั้นอยู่บ้าง”
ข้อความตอนท้ายนี้ ในต้นฉบับภาษาอังกฤษกล่าวไว้ว่า
