เรื่องและภาพ : ธีรเมธ เชิดวงศ์ตระกูล
ภายใต้โครงการ Human Made in Rayong ร่วมกับ EPIGRAM, Thai News Pix, ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และ Dot to Dot

nongfab16

ยามค่ำคืนที่แสงไฟจากโรงงานสว่างไสวดุจเมืองสวรรค์ แต่เบื้องล่างคือเพิงพักอันมืดสลัวของชาวประมง เรื่องราวจากเงามืดที่ถูกบดบังภายใต้ความเจริญทางเศรษฐกิจของเมืองแห่งอุตสาหกรรมก้าวหน้า

มาบตาพุด เมืองเล็กๆ ริมฝั่งทะเลในจังหวัดระยองในอดีตที่เคยเงียบสงบ ก่อนจะถูกขับเคลื่อนด้วยคลื่นการพัฒนา จนแปรเปลี่ยนเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และกลายเป็นเสาหลักของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

ภายใต้อาณาจักรที่ดูยิ่งใหญ่ แม้จะนำความเจริญมาสู่ประเทศ แต่กลับทิ้งซากปรักหักพังและความบอบช้ำไว้เบื้องหลัง เกิดความสูญเสียทางสภาพแวดล้อม ผืนทะเลที่เคยไหลเวียนเลี้ยงชีวิต กลายเป็นอ่างรองรับเศษซากจากสายพานการผลิต

สัตว์ทะเลที่เคยอุดมสมบูรณ์ถูกแทนที่ด้วยขยะอุตสาหกรรมและกลิ่นสารเคมี ก่อพิษร้ายเรื้อรังที่บ่อนทำลายลมหายใจของคนพื้นที่ไปทีละน้อย ไม่นับคราบน้ำมันที่ฉาบเปื้อนลึกในจิตใจของชาวบ้านอย่างไม่อาจลบล้าง

บนผืนดินซึ่งเคยเป็นที่พักพิงและหล่อเลี้ยงครอบครัวมาหลายชั่วอายุคน แปรสภาพเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ภายใต้ข้อกำหนดทางกฎหมายที่เย็นชา ป้ายประกาศ “ที่ดินสาธารณะ” และ “ห้ามบุกรุก” ตั้งตระหง่านหน้าเพิงพักสังกะสี ดั่งกำแพงล่องหนที่บอกว่า พื้นที่ที่พวกเขาเคยเรียกว่าบ้านไม่มีอีกต่อไป

ภาพความโอ่อ่า ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาณาจักรปิโตรเคมี อาจเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จบนหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย

ทว่าเราอาจต้องหยุดพิจารณาว่า หากความเจริญที่ได้มาต้องแลกด้วยลมหายใจของผู้คนตัวเล็กๆ แล้ว

ปลายทางความรุ่งโรจน์นี้ทิ้งใครไว้ข้างหลังบ้างหรือไม่

nongfab01
ในคืนที่แสงไฟจากโรงงานสว่างไสวดุจเมืองสวรรค์ เบื้องล่างที่เพิงพักริมชายหาดหนองแฟบ กลุ่มประมงเรือเล็กพื้นบ้านหนองแฟบสามัคคี ยังคงฝากชีวิตไว้กับท้องทะเลที่กำลังแปรเปลี่ยนภายใต้ความเจริญทางเศรษฐกิจของเมืองแห่งอุตสาหกรรมก้าวหน้า
nongfab02
ชาวบ้านบริเวณพื้นที่หาดหนองแฟบกำลังเผชิญหน้ากับมรสุมจาก คลื่นความเจริญที่พัดพามลพิษและสารเคมีมาทำลายตู้กับข้าวผืนสุดท้ายของชุมชน จนวิถีชีวิตดั้งเดิมแทบล่มสลายลงไปต่อหน้า
nongfab03
“เราต้องออกเรือไกลกว่าเดิมให้เลยเขตบริเวณปนเปื้อน ค่าน้ำมันก็เพิ่มขึ้น แต่พวกปูปลาที่หาได้กลับลดลง”
ในวัย 19 ปี ขณะเพื่อนรุ่นเดียวกันอาจเริ่มต้นชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย หรือแสวงหาความฝันในเมืองใหญ่ แต่ นิว – ธนฤกต นกกระจาบ เลือกหันหน้าเข้าหาคลื่นลมเพื่อสืบทอดวิถีประมงจากครอบครัว ทว่ามรดกที่เขาได้รับไม่ใช่ท้องทะเลอุดมสมบูรณ์เหมือนรุ่นพ่อแม่ แต่กลับเต็มไปด้วยคราบมลพิษและต้นทุนชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้น
ภาพที่ 4 : “แต่ก่อนเราออกไปวางรอบละ 3 ห่อยังได้มากกว่า 10 ห่อตอนนี้เลย”
nongfab04
แต่ก่อนเราออกไปวางรอบละ 3 ห่อยังได้มากกว่า 10 ห่อตอนนี้เลย”
เสียงสะท้อนผ่านอวนกองพะเนินตรงหน้า คือหลักฐานของแรงกายที่ต้องจ่ายเพิ่มหลายเท่า แต่ผลตอบแทนกลับมีเพียงปูไม่กี่ตัวในถาดพลาสติกใบเล็ก
nongfab05
เศษซากในอวนคือหลักฐานของระบบนิเวศที่ล่มสลาย เมื่อสารสลายคราบน้ำมัน (dispersant) บีบให้มลพิษจมสู่ก้นทะเล เปลี่ยนบ้านของสัตว์หน้าดินให้กลายเป็นสุสาน ทิ้งซากความตายไร้มูลค่าที่ชาวประมงต้องกู้ออกมาแทนสัตว์น้ำที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิต

สารสลายคราบน้ำมันหรือสารกระจายคราบน้ำมัน (dispersant) คือสารผสมของสารลดแรงตึงผิว และตัวทำละลาย ใช้ฉีดพ่นเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างของคราบน้ำมันบนผิวน้ำให้แตกตัวเป็นละอองขนาดเล็กจมลงใต้น้ำ เพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสให้จุลินทรีย์ย่อยสลายได้เร็วขึ้น
nongfab06
ผืนน้ำสีครามถูกกลืนกินด้วยความมืดมิด มวลของเหลวสีดำข้นหนืดแผ่ขยายปกคลุมราวฝันร้าย จากโศกนาฏกรรมสิ่งแวดล้อมบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ในปี 2565 เกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ทะเลจำนวน 4 แสนลิตร วิกฤตการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงทิ้งคราบสกปรกบนผิวน้ำ แต่สารพิษมากมายมหาศาลได้แทรกซึมลงสู่ก้นบึ้ง ทำลายระบบนิเวศจนพังทลาย
nongfab07
พื้นที่ริมหาดปกคลุมด้วยมวลขยะ ปะปนกับคลื่นทะเลสีดำจากคราบน้ำมันและสารเคมี ที่ยังคงวนเวียนซัดเข้าชายฝั่งอย่างไร้จุดจบ
nongfab08
“ผมหากินกับพื้นที่ตรงนี้มาตั้งแต่ยังไม่มีผืนทรายหน้าหาด ยังเป็นเหว เป็นป่าอยู่เลย จนตอนนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนก่อน มันอยู่ยากขึ้นทุกวัน”

คุณตาก้อน สินนอก ชาวบ้านผู้ผูกพันกับชายหาดหนองแฟบ ย้อนภาพจำในอดีตก่อนเกิดโครงการถมทะเล จุดเริ่มต้นความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาสั่นคลอนวิถีชีวิตเดิมของเขา
nongfab09
ช่วงปี 2532-2542 มีการถมทะเลเพื่อสร้างท่าเรือและพื้นที่อุตสาหกรรมบริเวณมาบตาพุด เฟสที่ 1 และ 2 กว่า 3,000 ไร่ ตามด้วยเฟสที่ 3 ปี 2562 เพิ่มอีก 1,000 ไร่ ผนวกกับการก่อสร้างสถานีขนส่งก๊าซ LNG ขนาดใหญ่ ที่มีสะพานทอดยาวออกไปในทะเลถึง 6 กิโลเมตร สิ่งก่อสร้างเหล่านี้เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าและโครงสร้างระบบนิเวศทางทะเลแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง
nongfab10
“ตอนนี้พวกผมก็โดนไล่ที่ด้วย ทั้งที่เราก็หากินอยู่ตรงนี้มากว่า 30 ปี”
คำบอกเล่าสั้นๆ ของนิวสะท้อนวิกฤตซ้อนวิกฤตที่ชาวบ้านหาดหนองแฟบกำลังเผชิญ เมื่อการขยายตัวของเขตอุตสาหกรรมและโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกไม่ได้พรากเพียงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ แต่รุกคืบเข้าสู่ที่มั่นผืนสุดท้ายที่พวกเขาตั้งหลักแหล่งมาหลายทศวรรษ
nongfab11
ป้ายประกาศย้ำเตือนบทบาทความเป็นอยู่ เมื่อผืนดินทำกินถูกประกาศเป็นพื้นที่สาธารณะ จากผู้อิงอาศัยกลายเป็นผู้บุกรุก เส้นแบ่งทางกฎหมายนี้กำลังตัดขาดลมหายใจสุดท้ายของชาวประมงพื้นบ้านผู้ไร้เอกสารสิทธิ์บนถิ่นฐานเดิม
nongfab12
“เรามีกันอยู่สองคนตายาย ถ้าเขาบอกให้ย้ายก็ต้องย้าย คงหาบ้านเช่าข้างบนอยู่ แต่เรามันคนทะเล จะไปอยู่สังคมเมืองแบบนั้นก็ไม่มีความสุขเท่ากับอยู่ตรงนี้”

แววตาผสมน้ำคำของยายบาหยันและคุณตาชูชาติ สะท้อนความกังวลต่ออนาคตอันพร่ามัว เมื่อนิยามความสุขซึ่งผูกพันกับเกลียวคลื่นมาทั้งชีวิตกำลังถูกลบเลือนด้วยข้อบังคับทางกฎหมาย บีบให้ทั้งคู่กลายเป็นคนพลัดถิ่น
nongfab13
เฉกเช่นเดียวกับคุณตาบุญชู ปิ่นแก้ว วัย 75 ปี ผู้ยังยึดอาชีพประมง ณ หาดแห่งนี้ ในอดีตเคยสละผืนดินดั้งเดิมให้กับการขยายตัวของเขตโรงงานอุตสาหกรรม ก่อนย้ายมาตั้งหลักปักถิ่นอาศัยริมชายหาดหนองแฟบ ทว่าวันนี้วงจรอพยพหวนมาบรรจบอีกครั้ง เมื่อแหล่งพึ่งพิงสุดท้ายกำลังจะถูกทวงคืน
“ผมไม่รู้จะไปอยู่ไหนแล้ว ที่ข้างบนก็ไม่มีเหลือ อายุก็ปูนนี้ ขอยอมตายอยู่ที่นี่ดีกว่า”
nongfab14
ท่ามกลางวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ถูกออกแบบให้มนุษย์กับธรรมชาติเกื้อกูลกัน วันนี้กลับถูกคุกคามด้วยอาณาจักรเมืองสวรรค์ทางเศรษฐกิจ ขณะที่ฟันเฟืองอุตสาหกรรมหมุนวนสู่ความรุ่งโรจน์ แหล่งพึ่งพิงของผู้คนท้องถิ่นกลับหดแคบลงจนแทบไม่เหลือที่ว่างให้ลมหายใจเดิมดำรงอยู่ต่อ ความเจริญซึ่งพุ่งทะยานสู่เส้นขอบฟ้า มีราคาที่ต้องจ่ายด้วยการสูญเสียที่ดินทำกินและรากเหง้าของคนพื้นที่อย่างไม่อาจหวนคืน
nongfab15
ภาพครอบครัวของนิว หลักฐานความทรงจำถึงการมีอยู่ของชีวิต ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลง…