
แน่นอนว่า แหล่งข้อมูลสำคัญว่าด้วย “ขรัวอินโข่ง” อีกพระองค์หนึ่ง ย่อมได้แก่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
“สมเด็จครู” ทรงเขียนเรื่อง “ประวัติขรัวอินโข่ง” ประทานแก่นิตยสาร “สิลปิน” (ศิลปิน) ฉบับปีที่ 1 เล่มที่ 2 วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2485 ต่อไปนี้จะคัดลอกมาลงไว้ตามต้นฉบับ เพราะเป็นข้อมูลซึ่งอาจไม่ได้พบเห็นกันบ่อยนัก แต่เนื่องจากขณะนั้นอยู่ในยุค “ภาสาไทยแบบไหม่” ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งตัดทอนพยัญชนะและสระที่เสียงซ้ำกัน เช่น ณ ศ ษ ใ ออกไป ดังนั้น คนยุคปัจจุบันจึงต้องตั้งใจอ่านเป็นพิเศษสักหน่อย
“ทีแรกจะแปลชื่อเสียก่อน คำว่า ‘ขรัว’ หมายความว่าคนแก่ (เปนภิกขุเปนพื้น) ‘อิน’ นั่นแหละคือชื่อ ‘โข่ง’ หรือโค่ง หมายความว่าบวชเปนเนรหยู่จนโต คำ ‘โข่ง’ นั้นไม่ไช่ผิด คำเทียบมีเช่น ‘หอยโข่ง’ ก็คือ หอยโค่ง หมายความว่าเปนหอยตัวไหย่หยู่ในบ้าน
“ท่านบวชเปนภิกขุหยู่วัดราชบูรนะจนถึงที่สุด เปนช่างเขียนที่ถือกันว่าฝีมือดี ที่ว่าดีก็เพราะเขียนยักย้ายไปได้หลายหย่าง เปนหย่างเก่าก็ได้ เปนอย่างเทียบด้วยของจิงก็ได้ หรือเปนฝรั่งทีเดียวก็ได้ ไนการเขียนเปนฝรั่งนั้นท่านจำเอาหย่างกะดาดปิดฝาครั้งกะโน้นท่านจะได้ไปเมืองฝรั่งก็หาไม่ การเขียนหย่างฝรั่งนั้นท่านเปนทำก่อนคน (อาจตกคำว่า “อื่น” ? – ศรัณย์) พระบาทสมเด็ดพระจอมเกล้าเจ้าหยู่หัวไนรัชกาลที่ ๔ โปรดท่านยิ่งนัก มักจะตรัดไห้หาท่านมาเขียนอะไรบ่อยๆ ฝีมือเขียนของท่านที่วัดบวรนิเวสก็มี (ที่นั้นเหมือนจะเปนไนรัชกาลที่ ๓) ที่วัดพระสรีรัตนสาสดารามก็มีสองแห่ง คือไนพระอุโบสถกับหอราชกรมานุสร ทั้งที่วัดบรมนิวาสและพระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ (คือพระที่นั่งบนเขาวังเมืองเพ็ชร) ด้วย ที่บานประตูโบสถ์วัดพิกุลไนคลองบางกอกน้อยก็มี นี่กล่าวแต่ที่จำได้ ลางทีจะมีอีกนอกจากนี้
“ท่านถึงมรนะภาพเมื่อไรนั้นไม่ซาบ แต่ฉันไม่รู้จักท่าน รู้จักแต่สิสย์ของท่านเช่น ‘ขรัวยม’ เปนต้น นั่นก็แก่มากแล้ว บวชหยู่วัดราชบูรนะเหมือนกัน เปนผู้รับมรดกของท่านผู้เปนอาจารย์ แต่มรดกนั้นจะเปนทรัพย์สินสิ่งไดบ้างฉันไม่ซาบ ฉันเคยไปกติท่านก็เห็นแต่สมุดซึ่งท่านผู้เปนอาจารย์เขียนไว้ ท่านเอาออกมาไห้ดู ไนเล่มหนึ่งมีเขียนเครื่องผูกช้างไว้ ท่านอธิบายว่าอาจารย์ของท่านไปเขียนถ่ายเอามาเมื่อคราวจะต้องเขียนพระนเรสวรชนช้างที่หอราชกรมานุสร ฉันจึ่งรู้สึกไนไจว่าท่านไม่ได้เขียนเดา ท่านจึงเปนช่างที่ลือชื่อ ช่างที่ลือชื่อนั้นจะต้องดีอะไรหย่างหนึ่ง การทำอะไรเดาแต่น้อยนั้นคิดว่าเปนองค์อันหนึ่งไนการทำไห้ลือชื่อ
“เรื่องของท่านได้ยินเล่ากันมา 2 หย่าง หย่างหนึ่งว่ากติท่านนั้นประตูไส่ประแจ แม้จะเข้าออกก็ทางหน้าต่าง ที่ทำดังนั้นก็เพื่อจะกันคนมาหาไห้เห็นว่าไม่หยู่ แต่ที่จิงท่านก็หยู่ไนกติของท่านนั้นเอง ท่านมีช่องจะเขียนอะไรเล่นได้ตามสบายไจ เพราะคนเข้าไจว่าไม่หยู่ ข้อนี้ไห้นึกชอบไจไนการกระทำของท่าน อีกข้อหนึ่งเปนทางปติบัติไนการเขียนซึ่งฉันคิดจะจำวิธีของท่านไช้บ้างคือน้ำที่จะไช้ละลายน้ำยา ท่านจัดขวดหลายไบถ่ายน้ำไห้ตะกอนลงนอนก้นขวดไบหนึ่งแล้วก็ถ่ายต่อไปจนได้น้ำไสไช้ ท่านว่าถ้าไช้น้ำไสด้วยกวนสารส้มแล้วทำไห้สีเสีย ข้อนี้ถูกของท่าน
“เสียดายที่ได้พบสิสย์ของท่านแต่ไล่เลียงเอาเรื่องของท่านได้น้อยไป เพราะเวลาที่ได้พบนั้นไม่ได้คิดเขียนประวัติ ถึงบัดนี้จะต้องเขียนแต่จะถามไครก็ไม่ได้ ต่างก็ตายกันไปหมดแล้ว”
อนึ่ง มีหลักฐานสนับสนุนพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ ว่าจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศฯ น่าจะเขียนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 คือ “ประกาศเรื่องจะพระราชทานเบี้ยหวัดพระโอรสพระธิดา ในพระบวรราชวัง” ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2408 (พิมพ์รวมอยู่ในหนังสือ “ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2408-2411”) ที่กล่าวเท้าความถึงเรื่องเมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่ในรัชกาลที่ 3 แล้ว ทรงได้รับมรดกจากสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชชนนี (2310-2379) เป็นจำนวน 50 ชั่ง ซึ่ง “ได้จ่ายจ้างช่างเขียนวัดบวรนิเวศ 11 ชั่งเศษ เหลือนั้นทำบุญพระอัฐิสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์หมดเมื่อเวลาภายหลัง”

