ช่อฟ้า วัฒนานุกูลพงศ์ : เรื่อง
กมลทิพย์ ทันแจ้ง : ภาพ

“ทุกอย่างที่นี่ก็เปลี่ยนไปเรื่อยนั่นแหละ แต่ยังชอบฟังเพลงจีนทุกเช้านะ”
กิมเห่า แซ่ลิ้ม ชาวโพธาราม จังหวัดราชบุรี ผู้อาวุโสที่ได้รับความเคารพนับถือในชุมชนชาวจีน นักดนตรีจีนมากประสบการณ์ ผู้ถนัดทั้งกลองใหญ่และขิม อีกทั้งยังเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาการสวดมนต์แบบจีนให้แก่คนรุ่นลูกรุ่นหลาน
กาลเวลาผ่านมาราว ๘๐ ปี อากงเห็นทั้งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและไม่เปลี่ยนแปลงในพื้นที่บ้านเกิด
ในอดีตเด็กชายกิมเห่ากับเพื่อนมักพากันไปดูคนเพาะถั่วงอก นอนดูความสวยงามของพระจันทร์ยามค่ำคืน และชมภูมิทัศน์ตามธรรมชาติของหาดทรายแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งภายหลังถูกเททับเป็นลานคอนกรีต
เมื่อร้านสะดวกซื้อผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด กิจการโรงงานเส้นหมี่ของอากงก็ซบเซาลงไปพร้อมกับตลาดโพธาราม จากการเป็นผู้ผลิต ก็กลายเป็นผู้รับเส้นสำเร็จรูปมาบรรจุหีบห่อขาย
แต่ไม่ว่าเมืองโพธารามจะเปลี่ยนไปมากเพียงใด ความรักและความหลงใหลในดนตรีจีนของอากงนั้นยังคงเดิมเสมอมา
ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเล่นในวัย ๑๖ ปี จนถึงวันนี้ของชายชราวัย ๘๔ ปี


มือกลอง
อากงกิมเห่ายังจดจำความรู้สึกวันแรกที่ได้เล่นดนตรีประกอบพิธีได้อย่างดี ก่อนจะเป็นผู้ตีกลองด้วยจังหวะหลากหลายตามบทเพลง แวะเวียนเข้าโรงเจและศาลเจ้าหลายแห่ง เนื่องจากชาวจีนโพ้นทะเลในโพธารามมักจัดพิธีกรรมกันอย่างเข้มข้น มีผู้คนเข้าร่วมอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง เป็นส่วนลึกของความทรงจำในอดีตที่อากงไม่เคยลืม
ทุกจังหวะของไม้กระทบกลองในพิธีทำบุญศพไร้ญาติ และทุกท่วงทำนองที่บรรจงตีเป็นจังหวะ เพลงแล้วเพลงเล่า พร้อมกับความรู้สึกปลื้มปีติของการเป็นผู้ให้ ผู้สร้างกุศล ผู้ทำความดีให้สังคม
ต่อมาอากงกิมเห่าได้เป็นผู้จัดการวง คอยดูแลสมาชิกและจัดการงานต่างๆ ในสมาคมดนตรีและวัฒนธรรมจีน อากงตั้งใจถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านดนตรีและการประกอบพิธีกรรมให้คนรุ่นต่อมา จนกลายเป็นอาจารย์ให้แก่คนรุ่นใหม่ในวันนี้ ดังที่ “จิ๋ว” เฉลิมศักดิ์ คงสุวรรณ์ ผู้จัดการวงคนปัจจุบันกล่าวยกย่องว่า
“อากงกิมเห่าเป็นอาจารย์ของอาจารย์”
จิ๋วเล่าว่า เมื่อก่อนความรู้เกี่ยวกับตัวโน้ตจะถ่ายทอดแบบปากต่อปาก จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ที่ผ่านมาผู้สอนจะบรรเลงเพลงจากสิ่งที่จดจำมาและความช่ำชองจากการเทียบคีย์เสียงดนตรีตามเสียงสวดมนต์ แม้จะเล่นเพลงเดียวกันก็ตาม ผู้สอนแต่ละคนก็อาจสอนโน้ตแตกต่างกัน
จิ๋วหยิบกระดาษหลายแผ่นที่เต็มไปด้วยตัวอักษรมากางแผ่บนโต๊ะ เป็นโน้ตดนตรีปัจจุบันที่เขาถอดจากเสียงและจังหวะสวดมนต์ของอากงกิมเห่า เพื่อให้การถ่ายทอดความรู้ง่ายต่อคนรุ่นถัดไป โดยใช้จังหวะ โทนเสียงสูง-ต่ำ ของอากงเป็นมาตรฐาน
ปัจจุบันอากงกิมเห่าจึงเป็นดั่งลมใต้ปีก คอยสนับสนุนการเติบโตและการตัดสินใจของคนรุ่นใหม่ อีกทั้งยังชื่นชมยินดีหากลูกศิษย์ลูกหามีหน้าที่การงานเจริญรุ่งเรือง
นอกจากการเล่นดนตรีจะทำให้จิตใจสงบแล้ว อากงยังเชื่อว่าบุญกุศลนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น


สามัคคีธรรม
“สวดมนต์เฉยๆ ไม่ได้ มันต้องมีดนตรีประกอบ”
อากงกิมเห่ายืนยันว่าเสียงสวดมนต์กับเสียงจากเครื่องดนตรีจีนปราศจากกันและกันไม่ได้ แม้จะมีโน้ตตามมาตรฐานในกระดาษ แต่การเล่นดนตรีจีนก็ยังจำเป็นต้องอาศัยบทสวดมนต์เพื่อเทียบเสียง คีย์ และจังหวะ
การประกอบพิธีให้สำเร็จลุล่วงแต่ละครั้งจึงอาศัยความสามัคคีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสมาชิกทุกคนในวง ทั้งคนสวดมนต์และนักดนตรี โดยมีกลองใหญ่และซอช่วยคุมจังหวะ
แรกเริ่มเดิมทีชาวจีนในชุมชนตลาดโพธารามมารวมตัวกันเล่นดนตรีและสวดมนต์ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ โดยการนำของอาจารย์จากเมืองจีนที่อยู่ในเครือ “เม่งจิงเซี่ยงตั๊ว” หรือ “มูลนิธิสว่างสาธารณกุศลสถาน” ของจังหวัดชลบุรี ซึ่งเริ่มต้นมาจากการประกอบพิธีกรรมให้แก่ศพไร้ญาติตามป่าช้า เนื่องจากชาวจีนมักจะช่วยกันทำพิธีให้แก่ผู้ล่วงลับอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม เพื่อให้คนตายได้ไปสู่สุขคติ
ในประเทศจีนนั้นจะจัดมณฑลพิธีและนิมนต์พระสงฆ์จีนไปสวดพระพุทธมนต์อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลแก่ดวงวิญญาณ แต่ในพื้นที่อำเภอโพธารามไม่มีวัดและพระสงฆ์จีนอยู่ใกล้ ฆราวาสจึงต้องเป็นผู้ประกอบพิธีทั้งหมดเอง จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันขึ้นมา
พื้นที่ทางวัฒนธรรมแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจากชาวจีนในตลาด หากมีแรงก็จะมาช่วยกันทำงาน หากมีเงินก็บริจาคสนับสนุน ผู้ปกครองที่บ้านก็ยินดีให้ลูกหลานเข้ามาร่วมวงดนตรีเพื่อสร้างกุศลให้ตนเองและวงศ์ตระกูล และมองว่าลูกหลานจะได้รับการอบรมสั่งสอนโดยผู้ใหญ่ในวงเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมจีนไปพร้อมกัน
ผู้ใหญ่และคนในวงก็เห็นหน้าค่าตากันตามปรกติในตลาด หรือรู้จักสนิทสนมกันอยู่แล้ว จึงเป็นที่ไว้ใจ คนในวงก็จะชักชวนพี่น้องมาเข้าร่วม อากงกิมเห่าเองก็ยังชวนให้น้องชายอีกสองคนเข้ามาทำกิจกรรมในวง ดีกว่าไปเที่ยวเล่นเตร็ดเตร่

มิตรภาพขนมเปี๊ยะ
“กับคนนี้ ไม่ว่าจะไปเล่นที่ไหนก็ต้องนอนข้างกันนะ”
อากงกิมเห่าพูดพลางหัวเราะ เมื่อเอ่ยถึง อากงชอหยิ่ม เจ้าของร้านขนมเปี๊ยะเจ้าแรกของโพธารามที่นั่งอยู่ข้างๆ
อากงชอหยิ่มเป็นเพื่อนรักนักดนตรีที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยหนุ่ม เข้าวงกันมาใหม่ๆ ทั้งคู่มีโทนเสียงเข้ากัน จึงมักถูกเลือกให้สวดมนต์คู่กันในพิธีกรรมต่างๆ เสมอ แม้อากงกิมเห่าจะอายุน้อยกว่าถึง ๗ ปี แต่ไม่เคยเป็นอุปสรรคในความสัมพันธ์
นอกจากนิสัยใจคอใกล้เคียงกันแล้ว อากงกิมเห่ายังบอกว่า ทั้งสองไม่เคยปีนเกลียวทะเลาะเบาะแว้งกัน เช่นเดียวกับสมาชิกอื่นๆ ในวงดนตรีจีนและสมาคมดนตรีและวัฒนธรรมจีน ที่อยู่กันอย่างสามัคคี ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก
ชาวจีนโพ้นทะเลมักอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน โดยเฉพาะในชุมทางการค้าเพื่อหาโอกาสค้าขาย ตามลักษณะนิสัยขยันขันแข็งและมีหัวทางการตลาด เช่นเดียวกับในโพธาราม บริเวณตลาดกลางของอำเภอเคยมีชาวจีนอาศัยมากถึงร้อยละ ๙๐ โดยส่วนมากเป็นชาวจีนแต้จิ๋ว
แม้ในตลาดโพธารามจะมีร้านขนมเปี๊ยะอยู่หลายเจ้า แต่อากงกิมเห่าเลือกอุดหนุนเพียงร้านขนมเปี๊ยะชอหยิ่มของเพื่อนสนิทคนนี้
หลังจาก “ชอหยิ่ม แซ่อั๊ง” แต่งงานก็ย้ายออกจากบ้านเดิมมาเปิดร้านขนมเปี๊ยะอยู่บริเวณนอกตลาด ฝั่งตรงข้ามสถานีรถไฟ หลังการตัดถนนเส้นใหม่ขยายความเจริญของพื้นที่ซึ่งเคยกระจุกตัวอยู่บริเวณใกล้แม่น้ำแม่กลองและสถานีรถไฟ
เมื่อมีเวลาว่าง อากงกิมเห่าก็จะค่อยๆ ขับรถเครื่องมานั่งพูดคุยเรื่องราววันวานกับอากงชอหยิ่ม หรือหากไม่ว่างก็จะฝาก “นัท” หลานชายมาซื้อขนมเปี๊ยะไส้ตังกวย เมนูโปรด เพราะรสชาติขนมเปี๊ยะร้านชอหยิ่มยังคงรักษาสูตรต้นตำรับที่สืบทอดมาจากเมืองจีน
สำหรับชาวจีนโพ้นทะเลในฐานะผู้อพยพ การหาพื้นที่และสังคมให้ตนเอง ช่วยหวนคืนความรู้สึกของบ้านเกิดที่จากมา ทำให้รู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจแม้อยู่ต่างถิ่น

ดนตรี ศาลเจ้า ขงจื๊อ
ในอำเภอโพธารามมีโรงเจและศาลเจ้าอยู่หลายแห่ง อากงกิมเห่าเล่าความทรงจำช่วงวัยรุ่นว่า ชาวจีนมักทำกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่แห่งความศรัทธาเหล่านี้ ทั้งงานศาลเจ้า งานไหว้บรรพบุรุษ และเทศกาลกินเจ
สำหรับที่ศาลเจ้า “ฮั่งเม่งตั๊ว” ยังเป็นที่พบปะของคณะนักดนตรีจีน ทั้งการแสดงและเรียนรู้ดนตรีจีน หลังจากทุกคนทำหน้าที่ในอาชีพการงานและชีวิตประจำวันเสร็จ โดยสมาชิกวงยุคแรกเริ่มจนถึงปัจจุบันส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าขายในตลาด ทั้งการทำวัตถุดิบและอาหาร ไม่ว่าจะเป็นโรงงานเส้นหมี่ของอากงกิมเห่า ร้านขนมเปี๊ยะของอากงชอหยิ่ม ร้านซาลาเปา เต้าหู้ บะหมี่ เฉาก๊วย หรือถั่วงอก
เวลาไม่เคยเป็นข้อจำกัดของพื้นที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะอายุเท่าไร หากใครสนใจและใฝ่เรียนรู้ ก็เข้ามาฝึกฝนและร่วมบรรเลงในวงได้เสมอ ด้วยบรรยากาศอบอุ่นของผู้คนและสถานที่อันเปิดกว้าง
“ตอนเด็ก ๆ ผมตามอากงไปสวดมนต์ทุกที่แหละครับ”
นัท หลานชายของอากงกิมเห่า ยังจำภาพบรรยากาศของโรงเจและศาลเจ้าอันคึกคักและพลุกพล่านด้วยชาวจีน พิธีกรรมที่จัดงานถี่กว่าปัจจุบัน และทุกท่วงทำนองจากบทสวดที่อากงได้เอื้อนเอ่ย ล้วนสะท้อนเป็นจังหวะในห้วงความทรงจำ
ปัจจุบันนัทเป็นมือกลองที่กำหนดจังหวะให้วง เขาตีกลองได้ในเวลาอันสั้นในวัย ๓๐ กว่า ทั้งที่สวดมนต์ไม่เป็น และไม่เคยเรียนดนตรีมาตั้งแต่เล็กเหมือนเพื่อนร่วมวงคนอื่น จากการใช้ประสาทสัมผัสและความทรงจำครั้งที่ติดตามอากงไปทุกที่ หลังย้ายจากกรุงเทพฯ มาอยู่โพธารามเมื่อตอน ๑๐ ขวบ เขาก็ติดสอยห้อยตามอากงไปในงานพิธีกรรมต่าง ๆ ราวกับสายเลือดและจิตวิญญาณนักดนตรีจากอากงได้ส่งต่อมายังตัวเขา แม้ตอนเด็กเขาจะปฏิเสธทุกครั้งที่อากงกิมเห่าชักชวนให้มาเล่น
ศาลเจ้า “ฮั่งเม่งตั๊ว” สถานที่นัดพบของวงดนตรีจีน ยังเป็นที่ตั้งศาลเจ้าบรรพชนของชาวจีนในโพธาราม โดยจัดทำเป็นชั้นวางขนาดใหญ่สำหรับตั้งป้ายไม้สลักชื่อของบุคคลจากหลายตระกูลแซ่ มีคนคอยดูแลทำความสะอาดอยู่เสมอ เมื่อถึงเดือนสามของจีน ญาติจะมาร่วมทำพิธีไหว้บรรพบุรุษในพื้นที่เดียวกัน พร้อมสวดมนต์และบรรเลงดนตรีจีนประกอบ
การประกอบพิธีกรรมให้แก่บรรพชนผู้ล่วงลับไปแล้วอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงบทสวดมนต์ในพิธีอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ศพไร้ญาติ สะท้อนถึงการให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์อันฝังรากลึกของชาวจีน ที่ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ที่จากไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูตามหลักปรัชญาขงจื๊อที่ชาวจีนยึดมั่นเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมและคติธรรมที่หล่อหลอมจนเป็นเอกลักษณ์ เกิดความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและเมตตาต่อกัน เพราะทุกคนล้วนมีต้นตระกูลเดียวกัน
ด้านหน้าของศาลเจ้าฮั่งเม่งตั๊ว หรือโรงเจล่างศิลปะภาพจีนระบายด้วยสีสันฉูดฉาด เล่าเรื่องราว ๒๔ กตัญญู นิทานพื้นบ้านจีน คอยย้ำเตือนผู้เข้า-ออกศาสนสถานแห่งนี้ว่าสิ่งใดดีและควรปฏิบัติตาม

กิม แปลว่าแสงสว่างคล้ายเพชร
เห่า หมายถึงความกตัญญู
อากงกิมเห่าอธิบายความหมายชื่อภาษาจีนแต้จิ๋ว ว่าจากการรวมคำมงคลสองคำ และอาปาอาม้าตั้งใจเลือกให้เป็นชื่อติดตัวเขาไปตลอดชีวิต
เป็นชื่อที่แนบแน่นกับแก่นแกนวัฒนธรรมจีนในระบบความสัมพันธ์ของครอบครัว คือความกตัญญูที่บุตรพึงมีต่อบิดามารดา ทั้งตอนยังมีชีวิตอยู่หรือล่วงลับไปแล้ว
อาจเพราะเขาดำเนินชีวิตตลอดเวลามาด้วยการรักษาประเพณีดั้งเดิมและสืบทอดพิธีกรรมของรากเหง้าบรรพบุรุษไว้อย่างภาคภูมิ
ผ่านความรักในท่วงทำนองของบทสวดมนต์และเสียงดนตรีจีน ซึ่งเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างรุ่นต่างวัยด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน
ทุกวันนี้ชายชราจึงเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะน้อย ๆ ในลำคอ
รวมทั้งแววตาสงบนิ่งและอบอุ่น บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยของประสบการณ์ที่ผ่านชีวิตมากว่า ๘ ทศวรรษ พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและชุมชนชาวจีนในโพธาราม
