กมลณัฐ พืชพันธ์ไพศาล : เขียน
ภาพ : นิจจารีย์ อารีรักษ์
“หนังใหญ่มีจิตวิญญาณของมัน” – พระครูพิทักษ์ศิลปาคม
ริมฝั่งตะวันออกของลุ่มแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี เป็นหนึ่งในแหล่งขุมทรัพย์ศิลปวัฒนธรรมของชาวไทย เป็นความภาคภูมิใจของชุมชนโพธารามโดยแท้
ดั่งปรากฏในคำขวัญอำเภอโพธารามว่า
“คนสวยโพธาราม งดงามน้ำใจ ค่ายหลวงบ้านไร่ หนังใหญ่วัดขนอน ที่นอนนุ่มชั้นนำ ถ้ำค้างคาวร้อยล้าน งามตุ๊กตาน่าพิศ จิตรกรรมฝาผนัง”

ลองจินตนาการ
คุณก้าวเข้าสู่โรงมหรสพขนาดใหญ่บรรจุผู้ชมประมาณหลักร้อย พื้นเวทียกสูงให้มองเห็นฉากในระดับสายตา บนเวทีมีฉากผ้าขาวขอบแดง ช่วงปลายผ้าแดงจับจีบริ้วเสมือนผ้าพลิ้วที่ใช้เปิดฉากละคร สีขาวแดงบนผืนผ้าใบแบ่งสัดส่วนกันราวหน้าจอในโรงภาพยนตร์
คุณเลือกที่นั่ง ยินเสียงบรรยายเนื้อเรื่องพอสังเขป แสงไฟในโรงดับลง มีเพียงแสงสปอตไลต์เบื้องหลังฉากผ้า พร้อมเสียงพากย์ บัดนี้ เชิด!
ระนาดบรรเลงรัว เชื้อเชิญตัวละครให้ก้าวมาบนฉากผืนผ้า นักแสดงหันหลังถือไม้จับแปะตัวหนังขนาดเล็ก ใหญ่ มีทั้งคนเชิดถือไม้เดียว ถือสองไม้ แผ่นหนังด้านในปรากฏรอยประก่อร่างภาพเป็นตัวละครเดี่ยว บ้างเป็นตัวละครกับพื้นหลัง คนแสดงเชิดตัวหนังยกแข้งขาแข็งขัน เฉียบคมตามจังหวะดนตรี เนื้อเรื่องดำเนินไป…แผ่นหนังขยับเอียงซ้าย ขวา ย่อ ยก พลิ้วไหวราวมีชีวิต
สายตาคุณไม่อาจละจากตัวหนังอันประกอบด้วยลายไทย ทั้งเส้นไข่ปลา เส้นหยัก การแบ่งช่องไฟ การเลือกลงสี เมื่อแสงลอดผ่านตัวหนัง จึงดูงดงามลงตัว

จฬรรณ์ นายหนัง (ใหญ่) วัดขนอน
แผ่นหนังเปล่าไม่อาจมีเรื่องราวหากขาดชายผู้นี้
ปากซอยเยื้องวัดขนอนเลี้ยวรถเข้าไปประมาณ ๕ นาที บรรยากาศเปลี่ยนจากบ้านเรือนกลายเป็นท้องทุ่งรอบด้าน
หน้าบ้านมีป้ายติดเด่นหรา จฬรรณ์ ถาวรนุกูลพงศ์ ล่างซ้ายระบุ ครูช่างศิลปหัตถกรรม ประตูรั้วซี่เหล็กมีหักงอบ้างบางส่วนเผยทางเดินปูกรวดแซมหญ้ามุ่งสู่ตัวบ้าน เจ้าของบ้านแต่งตัวสบายๆ ออกมาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง “เลื่อนรั้วเปิดได้เลยครับ” จฬรรณ์กล่าว มีเจ้าตูบสองชีวิตเดินตรวจตราทักทายผู้มาเยือน
ภายในอาณาบริเวณร่มรื่นด้วยต้นไม้นานาพรรณทั้งไม้ใหญ่สร้างร่มเงา ว่านหลากชนิดที่มีความเชื่อตามตำรา ด้านในสุดเป็นบ้านปูนชั้นเดียว มีจักรยานยนต์ประมาณสามคัน และรถเก๋งมีผ้าคลุมไว้หนึ่งคัน
ผนังสีฟ้า ลวดลายปุยเมฆในตัวบ้าน ตะตาฉันเป็นอย่างแรกชั้นหนังสือเรียงรายด้วยตำรารวมศาสตร์จิตรกรรมไทย บนชั้นมีฟิกเกอร์ตัวการ์ตูนประปราย ตามพื้นมีหนังใหญ่ที่ฉลุเรียบร้อย บ้างมีงานฉลุที่ยังทำค้าง โต๊ะวางอุปกรณ์งานศิลป์ มุมห้องด้านในเก็บผลงานเก่า นี่คือรังศิลปินชัดๆ
ชายเบื้องหน้าฉันนั่งลง เบื้องหน้าวางเขียงกลม ข้างกายมีอุปกรณ์ไม่ว่าสิ่วหลากขนาด ค้อนไม้ แผ่นอะคริลิก ถังสี จัดระเบียบพร้อมให้เห็นห้วงเวลารังสรรค์
“ก็จะมีมีดเล่มนี้ ถ้าแบบโบราณเขาจะฉลุโดยใช้สิ่ว ทั้งสิ่วโค้ง สิ่วตรง สิ่วเล็บ สิ่ววี เพราะต้องเปลี่ยนหน้าสิ่วบ่อยเลยค่อนข้างกินเวลา เราจึงเปลี่ยนมาเป็นใบมีด” จฬรรณ์พูดพลางหยิบอุปกรณ์ให้ดู “ตัวใบมีดก็คือวิธีทำหนังตะลุงแบบทางใต้ แต่หนังของเราหนากว่า เราก็ทำให้ใบมีดหนาขึ้นเพื่อไม่ให้หัก ส่วนตัวเทียนคือทำให้หล่อลื่น” กล่าวจบก็ทิ่มใบมีดลงบนแท่นเทียนข้างตัว “เวลาฉลุเราจะจับให้ใบมีดหันออกจากตัว”
ชายหนุ่มลงใบมีดบนแผ่นหนังวัวพลางอธิบาย “ฉลุเอารูปทรงออกก่อน เพราะเวลาตอกจะได้ไม่หลงตัวลาย” ฉันนั่งมองเขาแกะหนังออกอย่างคล่องแคล่ว “เวลาฉลุนิ้วชี้จะเป็นตัวกำหนดใบมีดให้มันตรง ดังนั้นจะเจ็บตรงนิ้วชี้นิดหนึ่ง” (แกะไปชั่วครู่)
“..แต่ถ้าแกะนานๆ ก็ไม่นิดอะ” ประโยคดังกล่าวเรียกเสียงหัวเราะจากฉัน
ต่อมาหยิบแผ่นอะคริลิกมารองตัวหนัง ใช้ค้อนไม้ตอกตุ๊ดตู่เพื่อสร้างลายบนแผ่นหนัง
ตึกๆๆๆ ป๊อก ตึกๆๆๆ ป๊อก

จุดเริ่มต้นจากช่างเขียน (จิตรกรรม) สู่ช่าง (ตอก) หนัง
จฬรรณ์หนุ่มหน้าเข้มวัย ย่าง ๕๐ ปีในเดือนธันวาคม ชื่อเล่น “หมู” แต่ผลงานและเรื่องราวชีวิตนั้นไม่ได้หมูๆ ตามชื่อ
“คนชอบคิดว่าผมเป็นคนใต้เพราะผิวเข้ม แต่ผมเกิดที่นี่โตที่นี่ คุณปู่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนทางแม่ก็เป็นเชื้อสายลาวนครสวรรค์” จฬรรณ์กล่าว
วัยประถมฯ ๖ เป็นเยาวชนรุ่นแรกในการเชิดหนังใหญ่วัดขนอน พอจบมัธยมฯ ๓ ไปต่อ ปวช. วิจิตรศิลป์รุ่นแรก ๓ ปี เพื่อหวังเอาวุฒิไปสอบทหารเรือและค่านิยมสมัยนั้นขอแค่มีวุฒิอย่างน้อยก็ได้ทำงานโรงงานมีเงินเดือน ช่วงเรียน ปวส. จิตรกรรมไทย เพาะช่าง ๒ ปี ได้เปิดโลกศิลปะไทย และตอกหนังใหญ่ครั้งแรกจากคำแนะนำของอาจารย์สมปอง อัครวงษ์ (หัวหน้าแผนกขณะนั้น) ว่าคนทำงานจิตรกรรมเยอะแล้วแต่ไม่มีใครทำหนังใหญ่เลย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นช่างตอกฝึกหัด ทำหนังศึกพรหมาศ ใช้เวลาประมาณ ๑ เดือน
จบปริญญาตรี เพาะช่าง คณะศิลปะไทย สาขาหัตถศิลป์รุ่นที่ ๒ เป็นช่วงเน้นด้านการทำหนังใหญ่ ทำเรื่องพระมหาชนกทั้งหมดสามตัว โดยมี รศ. สน สีมาตรัง เป็นที่ปรึกษาศิลปนิพนธ์ จากนั้นทำงานเขียนฝาผนังโบสถ์ ศาลา งานตอกหนังบ้าง และยังกลับมาช่วยงานแสดงเชิดหนังอยู่เนืองๆ จนปัจจุบันกลับมาอยู่ที่บ้านและก่อตั้งกลุ่มผู้สานต่อลมหายใจหนังใหญ่วัดขนอน
ช่วงที่มีคนรู้จัก จฬรรณ์ ถาวรนุกูลพงศ์ ในฐานะช่างตอกหนังใหญ่ประมาณปี ๒๕๔๙-๒๕๕๐

(ขวา) การตอกหนังโดยใช้ค้อนไม้ตอกตุ๊ดตู่ ลักษณะเส้นมีสองเเบบ ตัวหนอนเป็นเส้นคัดโครงสร้าง เเละไข่ปลาเป็นลวดลาย
นักซ่อม–สอน–สร้าง
ช่างจฬรรณ์ไม่ได้เป็นเพียงช่างตอกหนังและซ่อมหนังเท่านั้น แต่ยังมีอีกบทบาทหนึ่งคือ ผู้จัดการฝ่ายการแสดงหนังใหญ่วัดขนอน หรือ“นายหนัง”
ช่างจฬรรณ์กล่าวเสริมว่า สมัยรุ่นพ่อ (ฉลาด ถาวรนุกูลพงศ์) คนเป็นนายหนังทำทุกอย่าง ทั้งคัดหนัง ดูแลเสื้อผ้านักแสดง ติดต่อประสานงาน พอปัจจุบันตนมีโอกาสมาช่วยดูแลด้านการแสดงก็พบว่าหากทำทุกอย่างคนเดียวอาจดูแลไม่ทั่วถึง จึงใช้วิธีกระจายหน้าที่ให้คนโน้นดูแลเสื้อผ้า คนนั้นดูแลฉาก คนนี้เรื่องดนตรี ส่วนตัวเองก็ประสานงาน ติดต่อ จัดคิวเด็กในการแสดงและดูแลภาพรวม เพื่อให้การจัดการเป็นระบบ
“หนังใหญ่สำหรับครูคืออะไรคะ”
“สมัยเราเป็นเด็กน่ะ เราเชิดหนังใหญ่โดยไม่ได้รู้สึกชื่นชอบหรือผูกพัน กลับคิดว่ามันประหลาด” จฬรรณ์เล่าชวนให้เราคิดตาม “แต่พอกลับมาดูแลงานแสดง เราต้องปลูกจิตสำนึกแก่เด็กๆ ว่า ‘เราเป็นคนพิเศษที่มีน้อยในประเทศหรือในโลกนะที่เขาจะทำแบบเราได้’ เพราะตอนที่เราเต้นไม่เคยมีใครบอกอย่างงี้ จึงสอนน้องๆ ว่า ‘เวลาทำอะไรต้องทำให้เต็มที่ แล้วเราจะภูมิใจกับสิ่งที่ทำ’”
คงอยู่และดิ้นได้
ผลงานการตอกหนังใหญ่ของจฬรรณ์มีทั้งรูปแบบดั้งเดิม คือเพื่อเชิด ซ่อมแซมหนังใหญ่ที่ชำรุด และรูปแบบผลงานส่วนตัว คือนำเทคนิคการตอกหนังมาประยุกต์
“เราใช้เทคนิคเกลี่ยสีให้มีน้ำหนัก มีแสงขึ้นมา” จฬรรณ์ถืองานหนังรูปหน้าตนเองอธิบายพร้อมรอยยิ้ม
อีกผลงานหนังเป็นรูปเสือโคร่ง เสือดำ ที่ฉันรู้สึกทึ่งมาก
ผลงานทุกชิ้นมีเรื่องเล่าเสมอ
ถ้ามีเวลาว่างจฬรรณ์ก็อยากทำโปรเจกต์เหล่านี้ให้สำเร็จในสักวันหนึ่ง เช่น งานเล่าเรื่องทำวัสดุจากหนัง ใช้เทคนิคการตอกเล่าเรื่องพุทธประวัติ งานรูปเหมือน ฉากลับแล ฯลฯ

หนังใหญ่ยังคงไหวไม่หยุดนิ่ง
ตลอดเวลากว่า ๓๗ ปี ในการฟื้นฟู พัฒนาเพื่อให้หนังใหญ่วัดขนอนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง จากรางวัลยูเนสโกด้านชุมชนดีเด่นของโลกที่มีผลงานในการอนุรักษ์ฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมเชิงนามธรรม (The Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ทั้งจฬรรณ์ พระครูพิทักษ์ศิลปาคม (เจ้าอาวาสวัดขนอน) และคณะกรรมการวัดขนอน ยังคงร่วมคิด พัฒนา ผลักดันเสมอมา
อีกหนึ่งหลักฐานรูปธรรมที่วัดขนอนต้องการให้หนังใหญ่และชุมชนเดินทางไปด้วยกันได้ คือเทศกาลหนังใหญ่วัดขนอน ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ ๑๙ แล้ว ในวันที่ ๑๓-๑๔ เมษายน
ไฮไลต์สำคัญคือ การแสดงหนังใหญ่ไฟกะลา เปลี่ยนจากไฟสปอตไลต์มาใช้กะลามะพร้าวจุดไฟหลังม่านแทน ซึ่งงดงามยิ่ง และชุดการแสดงหายาก-หนังติดตัวโขน (ตัวโขนออกแสดงสลับกับเชิดหนัง)
“สำหรับคนที่ไม่รู้จักหนังใหญ่ ครูอยากบอกอะไรคะ”
“ในมุมมองของผมนะอยากให้เข้ามาดู มาสัมผัสบ้าง จะชอบหรือไม่ก็ไปตัดสินอีกทีหนึ่ง” จฬรรณ์ตอบทันที
“มาเที่ยวพิพิธภัณฑ์วันเสาร์-อาทิตย์ก็ได้ เข้าชมฟรี จะได้รู้ว่านี่ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ เป็นของเดิมที่มีอยู่และควรรักษาไว้”

บทส่งท้าย
“ชื่อของครูมีเอกลักษณ์มาก มีความหมายว่าอะไรคะ”
“อ๋อ(หัวเราะ)” ครูกลั้วหัวเราะก่อนที่ฉันจะถามจบ
“ตอนแรกชื่อจรันต์ ถ้าสะกดด้วยล ลิง กับ ญ หญิง มันแปลว่าดำเนินไป”
ดำเนินไป… ดำเนินไป… ดำเนินไป
ฉันบอกลาครูเพื่อมุ่งหน้าสู่วัดขนอนอีกครั้ง บริเวณตลาดด่านขนอนภายในวัดมีลานแสดงกลางแจ้งสำหรับเชิดหนังใหญ่ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ โชคดีการแสดงเพิ่งเริ่มไม่นาน แม้ผู้ชมไม่อุ่นหนาฝาคั่งแต่ก็มีที่นั่งที่ถูกจับจอง
บนเวทีฉันเห็นชายหนุ่มเชิดหนังแผ่นใหญ่ ยกแข้งขาตามจังหวะดนตรีอย่างเข้าถึงบทบาท ถัดไปเป็นเด็กน้อยวัยไม่เกินมัธยมฯ ต้น แม้จังหวะเชิดอาจไม่เฉียบคมแต่เคลื่อนไหวว่องไวเปี่ยมความพยายาม
“อนาคตน้องยังอยากทำต่อไหม” ฉันเอ่ยถามนักเชิดรุ่นเยาว์หลังแสดงเสร็จ
“อยากครับ อยากเชิดจนเบื่อ”
“ตอนนี้ยังไม่เบื่อ?”
“ไม่เบื่อครับ ชอบครับ” เสียงตอบทันควันอย่างหนักแน่น
