ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล : รายงาน
Protection International (PI) : ถ่ายภาพ

“ชุมชนไม่ได้คัดค้านการพัฒนา แต่การพัฒนาต้องทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่แลกที่ดินทำกิน แหล่งน้ำ และความมั่นคงของชุมชนกับผลกำไรของบริษัท”
จงดี มินขุนทด นักปกป้องสิทธิมนุษยชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ย้ำเจตนารมณ์ระหว่างร่วมกิจกรรม “รวมพลคนต้านเหมืองโปแตช” เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ณ วัดบ้านสระขี้ตุ่น ตำบลหนองบัวตะเกียด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา
เธอกล่าวในฐานะตัวแทนกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ผู้ร่วมจัดกิจกรรมกับเครือข่ายภาคประชาชนว่า “การพัฒนาต้องทำให้ชีวิตคนดีขึ้น ไม่ใช่ทิ้งความเสียหายไว้ข้างหลัง”
ที่ผ่านมาชุมชนหลายแห่งในภาคอีสานต้องประสบปัญหาน้ำเค็มจากขุมเหมืองไหลเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม และแหล่งน้ำสาธารณะ ที่ด่านขุนทด ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ประทานบัตร 9,005 ไร่ แต่เชื่อมต่อจากลำมะหลอดสู่ลำเชียงไกรและแม่น้ำมูน
“ใครกันได้กำไรจากเหมืองโปแตซ ?” คือคำถามสำคัญหลังชุมชนหลายแห่งในอีสานต้องเผชิญปัญหา…ที่ผ่านมาผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมเหมืองตกอยู่กับใคร
“ผลกระทบจากอุโมงค์แนวเอียงเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไข แต่อุโมงค์แนวดิ่งแห่งใหม่จะเดินหน้าต่อ ทั้ง ๆ ที่ประชาชนยังกังวลเรื่องน้ำเค็ม แผ่นดินทรุด และการสูญเสียที่ทำกิน” เธอเล่า “ชุมชนของเรากำลังถูกยึดครองโดยพวกเขาไม่ต้องใช้ปืน แต่ใช้ผลกระทบจากความเค็มขับไล่เรา”


แร่โพแตช (Potash) หรือโพแทสเซียมที่ได้จากการทำเหมืองในภาคอีสาน ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ผลิตปุ๋ยเคมี และมีบางส่วนถูกใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น การผลิตแก้วและกระจก เซรามิก ผงซักฟอก วัตถุระเบิดและดอกไม้ไฟ
ปัจจุบันมีคำขอสำรวจแร่และสิทธิที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่โปแตซในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานประมาณ 11 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 1 ล้านไร่ แหล่งโปแตซสำคัญส่วนใหญ่กระจายอยู่ในแอ่งสกลนครและแอ่งโคราช
เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ จากโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ เครือข่ายภาคประชาชนและองค์กรพันธมิตรที่ทำงานติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ของประเทศไทย เพื่อคุ้มครองสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม ชี้ว่า
“จริง ๆ ไม่ได้หมายความว่าทั้ง 11 จังหวัดมีเหมืองโพแทซหรือได้รับประทานบัตรแล้ว เพราะสถานะมีตั้งแต่การสำรวจ การขออาชญาบัตรพิเศษ ไปจนถึงการได้รับประทานบัตร สำหรับอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่ประทานบัตรกว่า 9,000 ไร่ ขณะเดียวกัน ยังมีบริษัทจีนที่เคยได้รับอาชญาบัตรพิเศษครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 100,003 ไร่ แต่ถูกคัดค้านจนไม่สามารถเดินหน้าขอประทานบัตรต่อ ก่อนกลับมายื่นขอใหม่และดำเนินการสำรวจอีกครั้ง รวมถึงมีพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการขออาชญาบัตรพิเศษอีกประมาณ 70,000 ไร่” นักเคลื่อนไหวภาคประชาชนกล่าว พร้อมยกตัวอย่างกรณีอำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งมีพื้นที่ประทานบัตรประมาณ 9,708 ไร่ และมีการรุกเข้ามาของกลุ่มทุนจากประเทศจีนในกิจการสำรวจแร่ เขายังตั้งข้อสังเกตถึงโครงสร้างการลงทุนและการถือหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงการเหมืองแร่ในหลายพื้นที่
“ในอุดรธานี มีการออกประทานบัตรพื้นที่ 26,446 ไร่ ให้บริษัทเอกชนและถือหุ้นโดยบริษัทจีน มีบุคคลสัญชาติจีนเข้ามาเป็นกรรมการบริหาร และมีพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการสำรวจของทุนจีนอีกประมาณ 180,000 ไร่ ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ในพื้นที่อีสาน เช่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม นครพนม ก็มีคำขอหรือพื้นที่สำรวจที่เกี่ยวข้องกับทุนจีนเช่นกัน” เลิศศักดิ์อธิบาย
“เมื่อรวมพื้นที่ที่กลุ่มทุนจีนกำลังขอสิทธิหรือดำเนินการสำรวจในหลายจังหวัด พบว่ามีมากกว่า 1 ล้านไร่ หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 40 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและทำเหมืองทั้งหมดประมาณ 3.7 ล้านไร่ นอกจากทุนจีนแล้วยังมีทุนจากแคนาดา สิงคโปร์ และออสเตรเลียเข้ามาเกี่ยวข้องในบางส่วนด้วย”
เลิศศักดิ์ให้เหตุผลที่กลุ่มนักลงทุนจากประเทศจีนให้ความสนใจทำธุรกิจเหมืองแร่โปแตชบนแผ่นดินไทยว่า
“จีนมีความต้องการใช้แร่โปแตชประมาณ 12 ล้านตันต่อปี ขณะที่โครงการในประเทศไทยมีศักยภาพการผลิตในระดับสูง เช่น โครงการอุดรธานี คาดว่าจะผลิตได้ประมาณ 2 ล้านตันต่อปี และโครงการในชัยภูมิที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีกำลังการผลิตประมาณ 1.1 ล้านตันต่อปี” และตั้งข้อสังเกตว่ากำลังการผลิตของเหมืองโปแตซในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องว่า อาจนำไทยมุ่งไปสู่การเป็นผู้ส่งออกแร่โปแตช มากกว่าการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ภายในประเทศ
“ที่ผ่านมารัฐมีนโยบายระบุว่าความต้องการใช้แร่โปแตชของไทยอยู่ที่ประมาณ 800,000 ตันต่อปี แต่ในทางปฏิบัติไทยยังมีการนำเข้าแร่โปแตชประมาณ 3–3.2 ล้านตันต่อปี จึงควรพิจารณาให้ชัดเจนว่าการเพิ่มพื้นที่เหมืองและกำลังการผลิตจำนวนมากมีเป้าหมายเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศหรือเพื่อการส่งออก”
เลิศศักดิ์แสดงข้อกังวล และเชื่อมโยงการขยายตัวของทุนจีนกับยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ซึ่งมาพร้อมกับการลงทุนของรัฐวิสาหกิจจีนในต่างประเทศ
“การลงทุนด้านทรัพยากรแร่ในประเทศไทยอาจเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่มีขนาดใหญ่กว่าการทำเหมืองในแต่ละพื้นที่” เขาตั้งข้อสังเกตผ่านสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอีสาน


สำหรับอำเภอโนนสูง ภัทราวุธ อภิสิงห์ ตัวแทนกลุ่มรักษ์ลำคอหงส์ แลกเปลี่ยนเรื่องราวในเวทีเสวนา “จากด่านขุนทดถึงลุ่มน้ำมูล : เหมืองโปแตช ทุนจีน และอำนาจตัดสินใจของประชาชน” ว่าโนนสูงเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่ประชาชนต้องพึ่งพาที่ดินและแหล่งน้ำในการดำรงชีวิต เกษตรกรต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมเคารพสิทธิ เปิดเผยข้อมูล ไม่ทำลายความปลอดภัย วิถีชีวิต และอนาคตของชาวไร่ชาวนา
“ที่ผ่านมาเราคัดค้านการนำโครงการเหมืองโปแตซเข้าสู่พื้นที่จนสำเร็จเพราะทางกลุ่มพยายามศึกษาข้อมูลและแผนการสำรวจของบริษัท เมื่อเข้าถึงข้อมูลได้พวกเราก็ช่วยกันตรวจสอบโครงการตั้งแต่ขั้นแรก ๆ ก่อนที่ผลกระทบจะเกิดขึ้นจนแก้ไขได้ยาก ถ้ารู้เท่าทัน มันก็สามารถป้องกันได้”
จิราภรณ์ ปลั่งกลาง นักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มโนนสูง–โนนไทยไม่เอาเหมืองแร่โปแตช สะท้อนบทเรียนที่ได้รับจากกรณีเหมืองโปแตชด่านขุนทดว่า
“ถ้าอยากเห็นผลกระทบ ให้ดูที่ด่านขุนทด เราเห็นที่นาไม่สามารถปลูกข้าวได้เพราะดินเค็ม เราเริ่มรวมตัวหลังพบการเจาะสำรวจประมาณ 32 หลุม จากแผนกว่า 50 หลุม โดยที่ชุมชนไม่ได้รับข้อมูลจากหน่วยงานรัฐอย่างเพียงพอ ชุมชนกังวลว่าการสำรวจจะนำไปสู่การทำเหมือง ซึ่งอาจกระทบที่ทำกินและแหล่งน้ำที่เชื่อมโยงกับลำเชียงไกร จนคนรุ่นต่อไปอาจไม่มีที่ดินเพาะปลูกและไม่มีน้ำจืดใช้ ทางกลุ่มจึงคัดค้านการเจาะสำรวจ เรียกร้องให้รัฐเปิดเผยข้อมูลและตอบให้ชัดว่า พื้นที่อาชญาบัตรสำรวจแร่ประมาณ 90,000 ไร่ จะถูกพัฒนาไปเป็นเหมืองโปแตชหรือไม่ ถ้าวันนั้นไม่ช่วยกัน วันนี้เราอาจไม่มีแผ่นดินเหลืออยู่”
สำหรับอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร กิจตกรณ์ น้อยตาแสง กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาสเล่าว่า การต่อสู้เริ่มจากประชาชนพบธงแดงและหมุดสำรวจหลายแห่งในทุ่งนา จึงช่วยกันตรวจสอบข้อมูล นำมาสู่การคัดค้านการสำรวจแร่โปแตชของทุนจีน และสามารถยับยั้งการขุดเจาะในพื้นที่
“เราใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ เพื่อขอเอกสารกว่า 1,000 หน้า ศึกษากฎหมาย ใบอนุญาต และกระบวนการสำรวจ ก่อนนำความรู้ไปสื่อสารตามบ้านและเฝ้าติดตามทุกจุดเจาะ เพราะเราเห็นว่าผลกระทบอาจลุกลามจากลำน้ำสาขาไปสู่แม่น้ำสงครามและแม่น้ำโขง เราสู้เรื่องน้ำ สู้เรื่องสิทธิชุมชน พยายามเก็บข้อมูลทุกและตรวจสอบทุกขั้นตอน”
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การพบธงแดงกลางทุ่งและการต่อสู้ของกลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาสจะนำมาสู่การหยุดเจาะ แต่ก็ต้องแลกด้วยการถูกฟ้องคดีฟ้องปิดปากให้หยุดการเคลื่อนไหว


กิตติกรณ์ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาว่า การรวมตัวของประชาชนในแต่ละพื้นที่นำมาสู่การต่อสู้ที่เข้มแข็ง สร้างพลังติดตามและคัดค้านเรื่องเหมืองแร่
“การปิดพื้นที่เจาะสำรวจนำไปสู่การดำเนินคดีกับประชาชน 9 คน และการเรียกค่าเสียหายกว่า 3 ล้านบาท คดีดำเนินนานประมาณ 5 ปี ก่อนมีการจ่ายจริง 40,000 บาท เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนการใช้คดีความเพื่อสกัดการต่อสู้ และความล้มเหลวของรัฐที่ไม่เปิดเผยข้อมูล รวมถึงไม่ยืนอยู่ข้างประชาชนอย่างเพียงพอ”
ที่ผ่านมา หัวใจสำคัญของการต่อสู้คือการรวมตัวของประชาชน การสร้างความรู้เท่าทันโครงการพัฒนา การติดตามข้อมูลและเอกสารของหน่วยงานรัฐ รวมถึงการยืนยันสิทธิของชุมชนในการร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับที่ดิน น้ำ และทรัพยากรในพื้นที่ของตนเอง
การแก้ไขกฎหมายแร่ฉบับใหม่เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ภาคประชาชนต้องติดตาม บทเรียนจากการต่อสู่ที่ผ่าน ๆ มาทำให้เกิดความวิตกเกี่ยวกับการลดทอนหรือยกเลิกกระบวนการคัดค้านและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นการยกเลิกมาตรา 17 วรรค 4 ซึ่งเกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าต้นน้ำ ประเด็นดังกล่าวจะเป็นเรื่องสำคัญที่เครือข่ายผู้จัดกิจกรรม “รวมพลคนต้านเหมืองโปแตช” จะนำไปต่อสู้และใช้เป็นประเด็นในการคัดค้านเรื่องเหมืองแร่ต่อไป
ขอขอบคุณ
- Protection International (PI)

