ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล : เรื่อง
CFNT : ภาพ
เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๙ เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (CFNT) ได้เปิดเผยข้อมูลภูมิทัศน์การเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน ประจำปี ๒๕๖๙ โดยอ้างอิงฐานข้อมูล Thailand Climate Finance Tracker 2026 ซึ่งติดตามการลงทุนด้านการลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน ครอบคลุมการลงทุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และองค์กรระหว่างประเทศ

ผลการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก (mitigation finance) ระหว่างปี ๒๕๖๑ – เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๙ รวมประมาณ ๒ ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 26 เปอร์เซ็นต์ จากฐานข้อมูลปี ๒๕๖๘ โดยเงินลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคพลังงานและภาคขนส่ง
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (adaptation finance) ระหว่างปี ๒๕๖๑ – เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๙ รวมประมาณ ๒๗๙,๕๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นสองเท่าเมื่อเทียบกับข้อมูลปีก่อนหน้า โดยภาครัฐยังคงเป็นผู้ลงทุนหลักในการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน คิดเป็น ๘๑ เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุนทั้งหมด ประมาณ ๓ ใน ๔ ของเงินลงทุนกระจุกตัวอยู่ที่ภาคการจัดการน้ำ ขณะที่ภาคสาธารณสุขได้รับเงินทุนน้อยกว่า ๑ เปอร์เซ็นต์
ภายใต้เป้าหมาย NDC 3.0 ประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี ๒๕๙๓ (ค.ศ.๒๐๕๐) การลงทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนและลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
หลายปีที่ผ่านมา แม้เม็ดเงินลงทุนสำหรับปรับตัวต่อการลดก๊าซเรือนกระจกและแก้ปัญหาภาวะโลกรวนจะเพิ่มขึ้น แต่ประเทศไทยยังคงเผชิญความเสี่ยงจากภาวะโลกรวนในระดับสูง ข้อมูลจาก Climate Risk Index เมื่อ ค.ศ.๒๐๒๔ ระบุว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อภาวะโลกรวนสูงเป็นอันดับที่ ๑๗ ของโลก แต่มีความพร้อมในการรับมืออยู่ในอันดับที่ ๑๒๓ ของโลก สะท้อนถึงช่องว่างขนาดมหึมาระหว่าง “ความเสี่ยง” และ “ความพร้อม” ในการรับมือปัญหา
ข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 สะท้อนว่าแม้เงินลงทุนด้านการลดก๊าซเรือนกระจกจะเพิ่มขึ้น แต่ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายในการลงทุนอย่างน้อย ๒ ประการ
ความท้าทายที่หนึ่ง ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่มีราคาแพงแต่ลดก๊าซเรือนกระจกได้ต่ำ เช่น โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ขณะที่เทคโนโลยีที่มีต้นทุนต่ำกว่าและมีความพร้อมสูง ลดก๊าซเรือนกระจกได้คุ้มค่า เช่น พลังงานลม หรือการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนด กลับได้รับความสำคัญน้อยกว่าในแผนพัฒนาพลังงาน
ความท้าทายที่สอง ประเทศไทยยังขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยในภาคพลังงาน เงินลงทุนกว่า ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ถูกจัดสรรไปที่การผลิตพลังงานและเชื้อเพลิงหมุนเวียน ขณะที่เงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น สมาร์ทกริด (smart grid) กลับมีอยู่อย่างจำกัด เช่นเดียวกับภาคขนส่งที่เงินทุนเกือบทั้งหมดถูกใช้เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ แต่ยังขาดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ เช่น สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

ธนิดา ลอเสรีวานิช หัวหน้าทีมวิจัยเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกว่า “ประเทศไทยยังขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโยโลยีคาร์บอนต่ำทั้งในภาคขนส่งและภาคพลังงาน เราลงทุนในสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและการปรับปรุงสายส่งไฟฟ้าน้อยกว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ ของการลงทุน การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นความท้าทายสำคัญที่จะกำหนดว่าการลงทุนของเราคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพหรือไม่”
ปัจจุบัน หลายภาคส่วนยังได้รับเงินลงทุนต่ำกว่าระดับที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมาย และยังมีข้อกังวลเรื่องความคุ้มค่าในการลงทุน โดยเฉพาะการเร่งการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำแต่ขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้การลงทุนเพื่อปรับตัวต่อภาวะโลกรวนยังกระจุกตัวอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานสีเทา (Gray Infrastructure) ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับตัวที่ก่อโทษ (maladaptation) มากกว่าประโยชน์ในระยะยาว
“ไทยลงทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนเพิ่มขึ้น แต่ยังขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ” “ไทยลงทุนเพื่อปรับตัวต่อภาวะโลกรวนเพิ่มขึ้นสองเท่า แต่ยังเสี่ยงเป็นการปรับตัวที่ก่อโทษในระยะยาว”คือหัวข้อสำคัญหรือไฮไลต์ของเนื้อหาที่เครือข่ายฯ นำเสนอในงาน “2026 Climate Finance: Time to Talk the Walk” ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๙
เวทีเสวนาภาคเช้าหัวข้อ ภูมิทัศน์การเงินเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งไปที่การผลักการลงทุนให้มีประสิทธิภาพและถูกจุด เวทีช่วงบ่ายหัวข้อ ภูมิทัศน์การเงินเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน มุ่งเน้นประเด็นการออกแบบนโยบายการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนที่ครอบคลุมกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการหลีกเลี่ยงนโยบายที่ก่อให้เกิดการปรับตัวที่ก่อโทษ
เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน (Climate Finance Network Thailand หรือ CFNT) ก่อตั้งขึ้นในปี ๒๕๖๗ เป็นองค์กรวิจัยและกลุ่มเครือข่ายที่สนับสนุนแนวทางการเงินที่ยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ในด้านการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน Thailand Climate Finance Tracker 2026 สะท้อนความท้าทายที่สำคัญ ๒ ประการ ของการลงทุนด้านนี้
ประการแรก การลงทุนไม่ครอบคลุมถึงกลุ่มเปราะบางอย่างเพียงพอ แม้แผน NDC 3.0 จะระบุถึงการให้ความสำคัญแก่กลุ่มเปราะบาง แต่กลับไม่มีการระบุถึงกรอบการดำเนินงานและการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน ภาคการพัฒนาระบบสังคม ความยุติธรรม และความเสมอภาคยังคงมีช่องว่างทางการเงินขนาดใหญ่ โดยได้รับการลงทุนเพียง ๔๔ ล้านบาท จากเงินทุนด้านการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนทั้งหมดในประเทศ
ประการสอง การลงทุนเกือบทั้งหมดยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานสีเทา (Gray Infrastructure) แบบเป้าหมายเดียว (Single-purpose Infrastructure) โดยเฉพาะในภาคการจัดการน้ำ การลงทุนลักษณะดังกล่าวอาจช่วยลดความเสี่ยงในระยะสั้น แต่อาจกลายเป็นการปรับตัวที่ก่อโทษ (Maladaptation) ซึ่งลดความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนในระยะยาว ดังที่สะท้อนผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ เช่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อปลายปี ๒๕๖๘
ธนิดา ลอเสรีวานิช หัวหน้าทีมวิจัยเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนตั้งความหวังระหว่างการนำเสนอว่า “ภาครัฐยังคงเป็นผู้ลงทุนหลักด้านการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนของประเทศไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ในอนาคตเราคาดหวังให้ภาคเอกชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลงทุนด้านนี้ ผ่านกลไกการเงินแบบผสมผสานที่มีภาครัฐเป็นผู้รับความเสี่ยงในการลงทุนเบื้องต้น เพื่อทำให้การร่วมลงทุนเกิดขึ้นได้จริง”
ทั้งนี้ เครือข่ายฯ เสนอ ๓ แนวทางหลักเพื่อยกระดับประสิทธิผลการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน ประกอบด้วย
๑. ทบทวนและปรับสมดุลโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ โดยเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ควบคู่ไปกับโครงสร้างพื้นฐานเดิม (Green-grey Infrastrucure) และให้ความสำคัญกับระบบป้องกันภัยพิบัติเพื่อเสริมความพร้อมของชุมชน
๒. กำหนดแผนการดำเนินงานและจัดสรรงบประมาณต่อกลุ่มเปราะบางให้ชัดเจน เช่น การกำหนดให้มีการพัฒนาแผนที่ความร้อนและสุขภาพ (Heat-health map) สำหรับเด็กเพื่อหลีกเลี่ยงการเล่นกลางแจ้งในวันที่อากาศร้อนเกินค่าที่ปลอดภัย
๓. จูงใจจากภาคเอกชนให้ร่วมลงทุนด้านการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนผ่านนวัตกรรมทางการเงิน เช่น ไมโครไฟแนนซ์ การเงินแบบผสมผสาน หรือการเข้าถึงกองทุน Loss and Damage
และเสนอ ๔ แนวทางหลักเพื่อยกระดับประสิทธิผลในการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก ประกอบด้วย
๑. จัดลำดับการลงทุนของภาครัฐโดยคำนึงถึงต้นทุนสุทธิการลดก๊าซเรือนกระจกต่อหนึ่งตันคาร์บอนเทียบเท่า (abatement cost) เป็นเกณฑ์สำคัญในการตัดสินใจลงทุน
๒. ประกาศให้มีการบังคับใช้มาตรการราคาคาร์บอนภาคบังคับสำหรับภาคพลังงาน ใน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ… ซึ่งขณะนี้ิยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา
๓. จูงใจภาคเอกชนด้วยการลดต้นทุนการกู้ยืมในภาคธนาคาร โดยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงในการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
๔. สนับสนุนให้ครัวเรือนเข้าถึงการผลิตพลังงานด้วยโซลาร์เซลล์บนหลังคาผ่านนโยบาย On-Bill Financing หรือสินเชื่อบิลค่าไฟ โดยให้ประชาชนผ่อนจ่ายการลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผ่านบิลค่าไฟรายเดือน

