ในยุคโบราณ ภาพจิตรกรรมฝาผนังถือกำเนิดขึ้นเพื่อมุ่งหมายประโยชน์ในทางศาสนาเป็นหลัก บ้างเป็นการถวายสักการะบูชาแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บ้างประกอบสร้างระบบสัญลักษณ์ของจักรวาลให้แก่อาคารหรือรูปพระปฏิมา แต่เมื่อถึงยุครัตนโกสินทร์ แนวโน้มสำคัญที่เกิดขึ้นคือภาพเขียนฝาผนังในอาราม กลายเป็นสิ่งอันมีไว้เพื่อให้คนมาดูมาชมมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่การเลือกเรื่องจากกระแส “แฟชั่น” ตามสมัยนิยม เช่นการไปสักการะพระพุทธบาท ประวัติบุคคลเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จในชีวิต ไปจนถึงเนื้อหาจากวรรณคดีและบทละคร

บ่อยครั้งเมื่อเลือกเรื่องมาแปลงเป็นรูป จึงอาจเกิดปัญหาว่าเป็นการเล่าเรื่องแปลกใหม่ที่ “ผู้ชม” ไม่คุ้นเคย ย่อมต้องอาศัย “เครื่องมือ” เพื่อช่วยให้ดูรู้เรื่อง จึงเป็นที่มาของความนิยมผนวกเอา “จารึก” ที่เป็นตัวอักษรเข้าไว้ด้วยกันกับภาพ สิ่งนี้ปรากฏแพร่หลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา

ตัวอย่างสำคัญซึ่งเคยกล่าวถึงมาแล้ว คือกรณีวัดพระเชตุพนฯ ในกรุงเทพฯ

ที่นี่เคยมีภาพวาดอยู่เต็มฝาผนังแทบทุกอาคาร ชนิดที่เรียกได้ว่าเป็น “คลัง” ความรู้คัมภีร์พุทธศาสนายุคต้นรัตนโกสินทร์ หลายต่อหลายเรื่องก็ไม่ใช่สิ่งที่จะพบเห็นได้ตามวัดวาอารามทั่วไป อันย่อมเป็นที่มาของการสร้างคำอธิบาย คือต้องอาศัย “ศิลาจารึก” มาบรรยายเนื้อหาภาพวาดเป็นจำนวนมาก จนถึงขนาดสามารถนำมาพิมพ์รวมไว้เป็นหนังสือเล่มหนาชื่อ “ประชุมจารึกวัดพระเชตุพน” ได้

หากใครลองไปเดินดู แผ่นศิลาจารึกวัดพระเชตุพนมักมีข้อความขึ้นต้นว่า “ห้องนี้…” บ้าง “ผนังนี้…” บ้าง หรือหลายแห่งก็ชี้เฉพาะเจาะจงลงไปว่า “ห้องนี้ข้างบน…” “ห้องนี้ข้างล่าง…” “ผนังนี้ข้างบนคือ…” “ผนังนี้ข้างล่างคือ…” ก่อนจะเริ่มต้นเล่าเรื่องย่อแต่ละตอน

ใน “หนังสือแสดงกิจจานุกิตย์” (2410) อันนำเสนอคำถาม-คำตอบความรู้รอบตัวเพื่อตอบโต้กับความรู้จากมิชชันนารีฝรั่ง ว่าด้วยภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์เบื้องต้น รวมถึงการนับวันเดือนปี ดินฟ้าอากาศ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ผู้ประพันธ์ คือเจ้าพระยาทิพากรวงศ์(ขำ บุนนาค 2356-2413)ถึงกับกล่าวไว้ตอนหนึ่งในหัวข้อเทศกาลสงกรานต์ว่า

“ถามว่า สงกรานต์บางปีก็มีสามวัน บางทีก็มีสี่วันบ้าง เป็นเหตุอย่างไร ตอบว่า จะแก้ตามคำภีร์โหรก็จะไม่เข้าใจ จะแก้ตามเรื่องราวสงกรานต์ก็ยืดยาวนัก อยากจะทราบเรื่องราวสงกรานต์ว่าเป็นอย่างไร ก็ไปดูรูปเขียนในวัดพระเชตุพนเถิด”

ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จิตรกรรมฝาผนังที่วัดสุทัศนเทพวราราม ทั้งในพระอุโบสถและพระวิหารหลวง ก็ต้องอาศัยศิลาจารึกมาอธิบายภาพ เพราะเป็นเรื่องคัมภีร์โลกศาสตร์โดยพิสดาร และเรื่องพุทธประวัติของพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งมีปรากฏในที่อื่นใดมาก่อน

ล่วงมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ภาพวาดปริศนาธรรมของขรัวอินโข่ง ทั้งที่พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศ และพระอุโบสถ วัดบรมนิวาส ต่างมีข้อความเขียนเป็นตัวอักษร เหมือนอย่างศิลาจารึก อยู่ในกรอบทางด้านล่าง ให้คำอธิบายภาพไว้ทุกห้อง

ในทางหนึ่ง จารึกเหล่านี้ย่อมทำหน้าที่เป็น “คำบรรยายภาพ” แต่พร้อมกันนั้น นี่ยังเป็นประจักษ์พยานถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคม เมื่อผู้คนสื่อสารกันผ่านตัวอักษรมากขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือมีผู้ “รู้หนังสือ” เพิ่มจำนวนขึ้น

ธรรมเนียมนี้ขยายตัวออกไปแม้แต่ตามหัวเมือง เช่น จิตรกรรมฝาผนังวัดหน่อพุทธางกูร สุพรรณบุรี ซึ่งมีคำบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า ช่างเขียนคือ “ตาคำ” หรือ “นายทองคำ” คนลาวที่ถูกกวาดต้อนมาจากเวียงจันทน์พร้อมกับพี่น้อง แต่มาพลัดพรากกัน นายทองคำเข้าไปกรุงเทพฯ และได้บวชเรียนที่วัดสุทัศน์ฯ ศึกษาวิชาช่างจนเชี่ยวชาญ แต่นายทองคำก็ยังคิดถึงพี่น้องอยู่ จึงลาอาจารย์ออกสืบหา จนเมื่อได้ทราบว่ามาตั้งรกรากอยู่ที่บ้านพลูหลวง สุพรรณบุรี จึงเดินทางติดตามมาจนพบ แล้วลาสิกขา สร้างครอบครัว ตั้งรกรากอยู่ที่นั่น

ตาคำหรือนายทองคำผู้นี้ กล่าวกันว่าคือผู้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถ วัดหน่อพุทธางกูร

จิตรกรรมฝาผนังที่นี่เขียนภาพพุทธประวัติและทศชาติชาดก โดยมีคำบรรยายสั้นๆ เขียนในกรอบสี่เหลี่ยมอยู่ทางด้านข้าง เช่นในฉากเรื่องมหาชนก จากชุดทศชาติชาดก มีข้อความว่า “๏ อันนี้พระมะหาฉะนํกไปค่าเสียเริอลํงวายนำนางเมกขะหลามาอูมไปฯ” (อันนี้พระมหาชนกไปค้าเสียเรือลงว่ายน้ำนางเมขลามาอุ้มไป)

ในแง่หนึ่งจิตรกรรมมีไว้ “ดู” พร้อมกับให้ “อ่าน” มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะกลายเป็นเหมือนมหรสพชนิดหนึ่ง

แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีผู้ชม “บางคน” ที่ดูแล้ว รู้สึกขัดใจ ?