โดย ศรัณย์ ทองปาน

alm holding

เมื่อพระพุธเข้าเสวยอายุ ธรรมเนียมอย่างเก่า “แบบราษฎร” จะให้สวดคาถาที่เรียกว่า “สัพพาสีวิสชาตินัง” จำนวน ๑๗ จบ ตามกำลังวันของพระพุธ

คาถานี้เป็น “บทขัด” ของขันธปริตร สรุปเนื้อหาใจความของพระปริตรนี้ว่า

สพฺพาสีวิสชาตีนํ ทิพฺพมนฺตาคทํ วิย
ยนฺนาเสติ วิสํ โฆรํ เสสญฺจาปิ ปริสฺสยํ.
อาณกฺเขตฺตมฺหิ สพฺพตฺถ สพฺพทา สพฺพปาณีนํ
สพฺพโสปิ นิวาเรติ ปริตฺตนฺตมฺภณาม เห.

“พระปริตต์ใดขจัดพิษร้ายของสัตว์ชาติอสรพิษทุกชนิดได้ดุจทิพมนต์และทิพโอสถ อีกทั้งป้องกันอันตรายนอกนั้นของสัตว์ทั้งปวงได้ แม้โดยประการทั้งปวง ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ ในเขตอำนาจของพระปริตต์ใด เราทั้งหลายจงสวดพระปริตต์นั้นกันเถิด อื่นๆ ของสัตว์ทั้งปวงได้ตลอดเขตแห่งอำนาจทุกแห่งเสมอ เหมือนทิพยมนต์และโอสถทิพย์ที่ขจัดพิษร้าย ของอสรพิษทั้งปวง ขอเราทั้งหลายจงร่วมกันสวดพระปริตรนั้นเถิด” (คำแปลจากหนังสือ “อานุภาพพระปริตต์” ของนายธนิต อยู่โพธิ์)

ขันธปริตรมีที่มาว่า ครั้งหนึ่ง ณ พระอารามเชตวัน มีพระภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดตาย เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบ จึงตรัสว่าหากภิกษุแผ่เมตตาจิตไปยังตระกูลพญางูทั้งสี่ คือตระกูลวิรูปักข์ เอราบถ ฉัพยาบุตร และกัณหาโคตมกะ แล้ว งูย่อมไม่กัดตายแน่นอน จากนั้นจึงทรงเล่าเรื่องชาดกเมื่อครั้งอดีตชาติที่ทรงเสวยพระชาติเป็นดาบส หัวหน้าคณะฤๅษี ตั้งอาศรมตรงคุ้งน้ำคงคาในป่าหิมพานต์ ก็เคยสั่งสอนให้บรรดาฤๅษีผู้เป็นศิษย์ แผ่เมตตาจิตไปยังตระกูลพญางูทั้งสี่นี้มาก่อนเช่นกัน

ถ้าเช่นนั้นแล้ว บทขัดของขันธปริตรที่เลือกมาใช้สวดรับพระพุธเข้าเสวยอายุ เกี่ยวข้องกับพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร ซึ่งเลือกมาให้เป็น “พระประจำวัน” สำหรับพระพุธ อย่างไร

เช่นที่เคยกล่าวมาแล้วในตอนก่อนหน้าว่าผู้เขียนยังค้นไม่พบว่ามีท่านผู้ใดเคยให้คำอธิบายเรื่องนี้มาก่อน ดังนั้นจึงจะขอ “ทดลอง” มองหาความเป็นไปได้ ที่จะมีเหตุเกี่ยวข้องเชื่อมโยง ด้วยเชื่อแน่ว่าย่อมไม่ใช่ความบังเอิญ หรือการเลือกอย่างเดาสุ่ม ทว่าต้องมีหลักคิดบางประการอยู่เบื้องหลัง

ในบทขัด กล่าวว่าขันธปริตสามารถขจัด “พิษร้ายของสัตว์ชาติอสรพิษได้ดุจทิพมนต์และทิพโอสถ”

คำว่า “ทิพโอสถ” ตรงนี้น่าสนใจ เพราะในปฏิมากรรมฝ่ายพุทธศาสนามหายานของจีนและญี่ปุ่น มีการแสดงรูปพระไภษัชยคุรุ “พระพุทธเจ้าบรมครูแห่งโอสถ” ผู้บำบัดโรคภัยและความทุกข์ทรมานนานา ในลักษณะพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายอยู่เหนือพระเพลา (ตัก) ทรงถือบาตรบรรจุโอสถ ส่วนในศิลปะเขมรโบราณ สร้างเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ มีหม้อน้ำอมฤตหรือผอบยา วางเหนือพระหัตถ์ที่ซ้อนกันตรงพระเพลา

ในเมืองไทยเราอาจรู้จักพระไภษัชยคุรุในฐานะ “พระกริ่ง” คือพระเครื่องขนาดเล็ก สร้างด้วยโลหะ เป็นพระพุทธรูปประทับบนดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายถือหม้อน้ำ หรือวัชระ ภายในองค์พระบรรจุโลหธาตุ เมื่อเขย่าจะเกิดเสียงดัง เป็นที่มาของชื่อ “พระกริ่ง” ผู้ศรัทธามักอาราธนาพระกริ่งลงแช่เสกน้ำมนต์ แก้โรคภัยไข้เจ็บ (ผู้สนใจรายละเอียด โปรดดูในหนังสือ “พระไภษัชยคุรุ พระพุทธเจ้าบรมครูแห่งโอสถ” ที่กรมศิลปากรจัดพิมพ์ขึ้นเมื่อปี ๒๕๖๓ “ในโอกาสที่เกิดวิกฤติโรคระบาดไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ขึ้นในประเทศไทย”)

ดังนั้นการที่ “ท่านแต่ก่อน” เลือกใช้พระพุทธรูปปางอุ้มบาตรเป็น “พระประจำวัน” สำหรับวันพุธ จึงน่าจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับขันธปริตร ในความหมายว่าเป็นบาตรบรรจุ “ทิพโอสถ” นั่นเอง