11 wat khanon nua

เหตุใดช่างเขียนสมัยก่อน โดยเฉพาะที่พบฝีมืออยู่ในหัวเมือง มักนิยมวาดภาพ “ของใหม่” ต่างๆ ลงไปในภาพจิตรกรรมฝาผนังฉากพุทธประวัติและชาดก ทั้งที่ทุกคนต่างรู้ดีว่าเป็นสิ่งผิดยุคผิดสมัย ? เช่นช่างยุครัชกาลที่ 5 โปรดปรานรูปข้าราชการใส่เสื้อราชปะแตน นุ่งโจงกระเบน สวมถุงน่องรองเท้า ตึกรามบ้านช่องอย่างฝรั่ง หอนาฬิกา เสาธง แถวทหารใส่หมวกกะโล่เดินแบกปืนเล็กยาวพาดบ่า หรือยุคถัดมา ก็มีตั้งแต่ภาพรถจักรยาน รถยนต์ รถไฟ เรือกลไฟ ไปจนถึงบอลลูนและเครื่องบิน !

บางที เราอาจทดลองเปรียบเทียบกับ “สื่อ” อีกอย่างหนึ่งในยุคร้อยกว่าปีมานี้คือ “หนังสือวัดเกาะ” หนังสือเล่มเล็ก ราคาถูก มีชื่อเรียกตามฉายาของโรงพิมพ์ราษฎร์เจริญ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้วัดสัมพันธวงศ์ หรือ “วัดเกาะ” ในกรุงเทพฯ

ในยุครัชกาลที่ 5-6 โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญเป็นผู้บุกเบิกการพิมพ์หนังสือไซส์เล็ก ขนาดเล่มพอๆ กับฝ่ามือ ศัพท์โรงพิมพ์คงเรียกว่าเป็นหนังสือขนาด 16 หน้ายก เล่มหนึ่งหนาเพียง 3 ยก คือ 48 หน้า ตีพิมพ์พวกกลอนบทละคร นิทานคำกลอน นิราศ และ “แหล่”

ในยุคนั้น สื่อสารมวลชนยังมีจำกัด แม้แต่หนังสือพิมพ์ก็มิได้แพร่หลายนัก ปรากฏการณ์หนึ่งของยุคสมัยคือเรื่องราวที่เป็นข่าวดัง หรืออยู่ในความสนใจของสาธารณชน ไม่ว่าจะเป็นคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญ เรื่องชู้สาวคาวโลกีย์ หรือรายงานเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมือง มักถูกหยิบยกมา “เล่าซ้ำ” ในรูปแบบวรรณกรรมร้อยกรอง คือแต่งเป็นบท “แหล่” ตีพิมพ์ออกจำหน่าย โดยสมมติว่าผู้เล่าเป็นพระภิกษุ ซึ่งมักแทนตัวเองว่า “รูป” ร้องแหล่พรรณนารายละเอียดของเหตุการณ์ พร้อม “ใส่สีตีไข่” สอดแทรกมุกตลกเข้าไป

ตัวอย่างเช่น เมื่อมีฝรั่งเข้ามาสาธิตการบินด้วยเครื่องบินเป็นครั้งแรกในสยามที่สนามม้าสระปทุม เมื่อปี 2453 ปีแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีการแต่ง “แหล่โพยมยานนาวา” ขึ้นต้นเรื่องว่า

“ยังมีฝรั่งต่างประเทศ
เป็นชาติเศษน้ำใจหวัง
ทำเรือเหาะเหมาะกำลัง
ชื่อโด่งดังทุกธานี
มาสู่เขตประเทศสยาม
บอกแจ้งความทั่วกรุงศรี
จะปล่อยเรือยนต์ขึ้นบนเมฆี
ตำบลที่สนามอาชา…”

ในกรณีทำนองนี้ เราจะพบว่ารูปแบบเชิงศาสนา (คือบท “แหล่” แบบเดียวกับที่พระสงฆ์ใช้) ถูกนำมาใช้บอกเล่าเรื่องราวทางโลกได้อย่างไม่ขัดเขิน ดังนั้น เมื่อมองย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับกรณีของจิตรกรรมฝาผนัง เป็นไปได้หรือไม่ ที่ช่างผู้เขียน (ซึ่งบ่อยครั้งมิได้เป็นสมาชิกในชุมชน แต่มาจาก “โลกภายนอก”) อาจทำหน้าที่เป็น “สื่อกลาง” หรือ “เอเยนต์” (agent) โดยใช้รูปแบบของพุทธประวัติและชาดก แต่สอดแทรก “สิ่งแปลกใหม่” มาให้ปรากฏแก่สายตาของชาวบ้าน ผู้ซึ่งร้อยวันพันปีอาจไม่เคยย่างเท้าออกไปนอกชุมชนของตัว

ขณะเดียวกัน ภาพ “ความทันสมัย” เหล่านั้น ย่อมเป็นที่ชื่นชอบของพระอธิการเจ้าวัดและถูกอกถูกใจบรรดาญาติโยมผู้บริจาคปัจจัยเป็นค่าจ้างวาดภาพ

นับเป็นการสมประโยชน์ด้วยกันทั้งทุกฝ่าย