ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล : เรื่องและภาพ

ลุ่ม “น้ำ” บางปะกง กับโรงไฟฟ้าบูรพา
อ่างเก็บน้ำคลองระบมตามชื่อเรียกของกรมชลประทาน สภาพจริงเป็นเขื่อนปิดลำน้ำ สร้างกั้นคลองระบมหรือห้วยระบมช่วงต้นน้ำ (ภาพ : โยธิน มาลัย)

“พอเขาสูบน้ำ น้ำในคลองจะแห้ง ตั้งแต่มีโรงงานก็เกิดความเปลี่ยนแปลง”

“ผลกระทบเห็นชัด เริ่มแรกเดิมทีก็เรื่องน้ำ เกิดน้ำซึม จนน้ำบ่อตื้นใช้ไม่ได้”

“คนที่เดือดร้อนกลุ่มแรก ๆ คือเกษตรกร ถูกบอกว่าไม่มีน้ำ ต้องหยุดทำนา”

“ความเดือดร้อนหลัก ๆ คือเรื่องน้ำกับมลพิษทางอากาศ ตั้งแต่หลวงพี่เกิดมาปี 2528 มีอุตสาหกรรมเข้ามาปี 2538 จากโรงสี มาถึงโรงไฟฟ้าชีวมวล โรงกระดาษ เกิดผลกระทบเรื่องน้ำใต้ดิน มีสารโลหะหนักปนเปื้อนในพื้นที่หมู่ 3 อาตมาเห็นว่าเขาแก้ปัญหาน้ำไม่ถูกทาง”

เกษตรกร พระสงฆ์ และประชาชนในตำบลเขาหินซ้อนและตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวถึงปัญหาหลังมีโรงงานต่าง ๆ เข้ามาตั้งในพื้นที่

“โรงไฟฟ้าชีวมวลสองโรง 47.5 เมกกะวัตต์ ปัญหายังขนาดนี้ ถ้าสร้างเพิ่มอีก 540 เมกกะวัตต์จะขนาดไหน ?”

ย้อนเวลากลับไปปี 2550 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติคัดเลือกผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (Independent Power Producer หรือ IPP) จำนวน 4 ราย หนึ่งในนั้น คือ โรงไฟฟ้าเขาหินซ้อน ขนาด 540 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า

ตามข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 67 และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง จึงต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment หรือ EHIA) ก่อนดำเนินโครงการ

ระหว่างปี 2555-2560 รายงาน EHIA โรงไฟฟ้าเขาหินซ้อนไม่เคยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ปี 2562 เจ้าของโครงการส่งหนังสือถึงกระทรวงพลังงานเสนอเปลี่ยนประเภทเชื้อเพลิงจากถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติเหลว (liquefied natural gas หรือ LNG) นำเข้าจากต่างประเทศ และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์

กระทรวงพลังงานเห็นชอบให้เปลี่ยนประเภทเชื้อเพลิง เมื่อประชาชนต่อต้านถ่านหิน จากประเด็นปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม

กัญจน์ ทัตติยกุล เครือข่ายฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์ ภาคประชาชนที่ขับเคลื่อนเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ก่อมลพิษและทำลายสิ่งแวดล้อมไปสู่พลังงานสะอาดหรือพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนต่ำเล่าว่า “ชาวบ้านสู้มาตั้งแต่ใช้ชื่อกลุ่มว่าเครือข่ายติดตามผลกระทบจากโรงไฟฟ้าเขาหินซ้อน ตั้งแต่ช่วงปี 2550 พอเขาแปลงร่างจากถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติที่ยังเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล ชาวบ้านจึงยกระดับจากสู้เรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินมาขับเคลื่อนเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมในประเทศไทย เอาโรงไฟฟ้าบูรพาเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ชาวบ้านลุกขึ้นสู้เพราะรับรู้ผลกระทบตั้งแต่มีโรงไฟฟ้ามาตั้งในพื้นที่ทั้งสองโรงแล้ว”

burapaelec02 1
ตำแหน่งการขอใช้น้ำนอกภาคการเกษตรในลุ่มน้ำคลองท่าลาด ลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำบางปะกง (ภาพ : JustPow)
burapaelec03 1
คลองระบม หรือห้วยระบม (ภาพ : นฤมล​ การสันทัด)
burapaelec04 1
คลองสียัด แถววัดบางมะเฟือง (ภาพ : นฤมล​ การสันทัด)

สายน้ำแห่งเขาหินซ้อน

เขาหินซ้อนเป็นตำบลเล็ก ๆ ในอำเภอพนมสารคาม ที่ชื่อว่าเขาหินซ้อนเพราะภูมิประเทศเป็นเนินเขาสูงสลับต่ำ สภาพโดยรวมเป็นที่ราบลุ่มลูกฟูกเชิงเขาที่ครั้งหนึ่งน้ำทะเลเคยท่วมถึง

เว็บไซด์เทศบาลตำบลเขาหินซ้อนระบุว่าประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมร้อยละ 80 อาทิ เพาะปลูกข้าว มะม่วง มันสำปะหลัง พืชอายุสั้น รวมถึงเลี้ยงสัตว์ พึ่งน้ำจากคลองระบม คลองสียัด คลองสาขาต่าง ๆ รวมทั้งอ่างเก็บน้ำคลองระบม อ่างเก็บน้ำคลองสียัดหรือเขื่อนคลองสียัดที่สร้างอยู่ตอนต้นน้ำ

หากแผนการก่อสร้างเกิดขึ้นจริง โรงไฟฟ้าบูรพาเพาเวอร์จะตั้งอยู่ริมฝั่งทิศตะวันตกของคลองระบม ก่อนที่สายน้ำจะไหลไปบรรจบคลองสียัด กลายเป็นคลองท่าลาดที่ไหลผ่านอำเภอราชสาส์นลงสู่แม่น้ำบางปะกง ตรงบริเวณปากน้ำโจ้โล้ อำเภอบางคล้า

“การใช้น้ำเกินศักยภาพกำลังสร้างปัญหาในลุ่มน้ำคลองท่าลาด” กัญจน์มองผ่านสายตาคนบางคล้าที่มองเห็นผลกระทบเรื่องการใช้น้ำเกินศักยภาพในพื้นที่ภาคตะวันออก

ลุ่มน้ำคลองท่าลาดเป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำบางปะกง พระราชกฤษฎีกา กำหนดลุ่มน้ำ พ.ศ.2564 ระบุว่าลุ่มน้ำคลองท่าลาดมีพื้นที่ 2927.98 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 14.62 ของลุ่มน้ำบางปะกงทั้งลุ่มน้ำ

กลุ่มมิตรรักบางปะกง (Friends of Bangpakong) เครือข่ายภาคประชาชนที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อปกป้องและฟื้นฟูแม่น้ำรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ จัดทำบัญชีสมดุลน้ำในลุ่มน้ำคลองท่าลาด พบว่าปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำคลองท่าลาด (หมายถึงปริมาณน้ำเข้าลุ่มน้ำ) ในแต่ละปีมีค่าเฉลี่ย 753.61 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปริมาณน้ำใช้ในแต่ละปี 2547, 2557, 2567 และ 2577 มีค่า 525.20, 786.67, 817.51 และ 919.22 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ (ตัวเลขในปี 2577 คำนวณจากการประเมินว่าจะมีการใช้น้ำประปาเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 25)

burapaelec05 1
บัญชีสมดุลน้ำลุ่มน้ำคลองท่าลาด ความต้องการใช้น้ำยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จำแนกการใช้น้ำตามแต่ละกิจกรรม (เรียงลำดับปี 2547, 2557, 2567 และ 2577) จะพบว่ามีการใช้น้ำเพื่อ…

อุปโภคบริโภค 5.28, 17.25, 46.81 และ 58.52 ล้านลูกบาศก์เมตร

รักษาระบบนิเวศ 120, 120, 120 และ 120 ล้านลูกบาศก์เมตร

การเกษตร 394.92, 600.42, 600.42 และ 600.42 ล้านลูกบาศก์เมตร

อุตสาหกรรม 5.00, 49.00, 50.28 และ 140.28 ล้านลูกบาศก์เมตร

ความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังสร้างปัญหาทั้งเรื่องปริมาณและคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำคลองท่าลาด

ขณะที่การใช้น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและการเกษตรแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยตลอดช่วงยี่สิบปี แต่การใช้น้ำสำหรับอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า

“ทุกวันนี้มีความต้องการใช้น้ำสูงเกินศักยภาพปริมาณน้ำท่าแล้ว และยังมีความต้องการใช้น้ำยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภาคส่วน จากบัญชีสมดุลน้ำ ปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำคลองท่าลาดอยู่ที่ประมาณ 750 ล้านลูกบาศก์เมตร อีกสิบปีข้างหน้าคือช่วงปี 2568-2577 คาดว่าความต้องการน้ำจะมากกว่า 900 ล้านลูกบาศก์เมตร จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาแย่งชิงน้ำ” กัญจน์กล่าวอย่างห่วงกังวล

burapaelec06
ลุ่มน้ำบางปะกงมี 10 ลุ่มน้ำสาขา ลุ่มน้ำคลองท่าลาดมีพื้นที่คิดเป็นร้อยละ 14.62

ความร้อนร่วมของภูมิภาค

ริมคลองระบมตอนล่างเป็นที่ตั้งโครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ ใกล้เคียงกันมีโรงไฟฟ้าชีวมวลตั้งอยู่ 2 โรง ดำเนินกิจการมา 10-20 ปี

คนในชุมชนเล่าว่าเคยร่วมกันคัดค้านโรงไฟฟ้าแห่งนี้แต่ไม่สำเร็จ เมื่อได้รับผลกระทบเรื่องน้ำก็เรียกร้องให้เร่งแก้ปัญหา แต่ก็ยังไม่หมดสิ้น

“หากโรงไฟฟ้าฟอสซิลแห่งใหม่ถูกสร้างขึ้นจริง ๆ จะอยู่ห่างโรงไฟฟ้าชีวมวลเดิมแค่ไม่กี่ร้อยเมตร พื้นที่แถบนี้จะมีโรงไฟฟ้ามากถึง 3 แห่ง”ครรชิต เข็มเฉลิม สมัชชาแปดริ้วเมืองยั่งยืน กล่าวถึงคือสิ่งที่หลายคนกังวลตรงกัน

โดยทั่วไปโรงไฟฟ้าประเภทความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงจะใช้น้ำหล่อเย็น น้ำจะถูกสูบเข้ามาใช้ในกระบวนการหล่อเย็น ไหลเวียนในระบบปิดเพื่อลดอุณหภูมิของอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กังหันไอน้ำ หม้อไอน้ำ หลังจากนั้นอาจนำน้ำกลับไปหมุนเวียนใช้ซ้ำ ปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำ หรือรดต้นไม้

ในพื้นที่ตำบลเขาหินซ้อน ที่ผ่านมาน้ำส่วนหนึ่งจากโรงงานถูกใช้รดต้นยูคาลิปตัสที่ปลูกป้อนโรงงานผลิตกระดาษ

เพื่อหยุดยั้งโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ เรียกร้องให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านทิศทางพลังงาน ระหว่างวันที่ 1-7 พฤศจิกายน 2568 เครือข่ายฉะเชิงเทรารีเพาเวอร์ตลอดจนประชาชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าบูรพาเพาเวอร์จึงออกเดินรณรงค์จากที่ตั้งโครงการในตำบลเขาหินซ้อนมุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงพลังงานในกรุงเทพมหานคร เพื่อยื่นหนังสือถึงเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ตรวจสอบการอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าบูรพาเพาเวอร์ เปิดใจรับฟังปัญหาและคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่

“พวกเราไม่ได้ต่อต้านการพัฒนา แต่ขอใช้สิทธิมีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อปกป้องบ้านของเรา ชีวิตความเป็นอยู่ น้ำ อากาศดี ๆ และวิถีเกษตรกรรมของเรา อนาคตลูกหลานของเรา” นันทวัน หาญดี เครือข่ายติดตามผลกระทบจากโรงไฟฟ้าเขาหินซ้อน-บูรพา ที่ร่วมเดินรณรงค์ทั้ง 7 วัน คิดเป็นระยะทางประมาณ 125 กิโลเมตร กล่าว

ในปี 2568 โครงการท่อก๊าซโรงไฟฟ้าบูรพาเพาเวอร์ยื่นขอใบอนุญาต 3 ฉบับกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อดำเนินการจัดตั้งโรงไฟฟ้าตามกฎหมาย ประกอบด้วย

ใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงาน ที่จะออกโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) 

ใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร (อ.1) ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 สำหรับก่อสร้างโรงไฟฟ้าและอาคารควบคุม

และใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) สำหรับโรงงานจำพวกที่ 3 (ขนาดใหญ่/ผลกระทบสูง) ตาม พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ.2535 ซึ่งต้องขออนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรม 

นันทวันเล่าว่าภาคประชาชนยื่นเรื่องต่อประธาน กกพ. ขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่รับฟังข้อมูลผลกระทบที่เกิดกับชุมชนอย่างรอบด้าน ประสานงานกันอยู่หลายรอบ จนในที่สุดทาง กกพ. นัดหมายกับชุมชนว่าจะลงพื้นที่มาดูผลกระทบและรับฟังปัญหาในวันที่ 22 ตุลาคม 2568 แต่กลับเร่งรัดบรรจุวาระ และพิจารณาเห็นชอบในวันที่ 15 ตุลาคม ก่อนที่จะออกใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงานในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา

มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าการเร่งพิจารณาอนุญาตอาจเป็นเพราะรายงานการประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม (Environmental Health Impact Assessment หรือ EIA) โครงการโรงไฟฟ้ากำลังจะมีอายุครบ 5 ปี

“ข้อมูลต่าง ๆ ที่ภาคประชาชนชี้แจงไม่มีผลใด ๆ นี่คือความไม่ชอบธรรมของโครงการพลังงานขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะคนในพื้นที่ แต่จะส่งผลกระทบต่อคนทั้งประเทศที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแห่งนี้ด้วย”

burapaelec07
บ่อน้ำแห่งหนึ่งในตำบลเขาหินซ้อน

พลังงานที่ยังไม่เปลี่ยนผ่าน

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 JustPow เครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านข้อมูล องค์ความรู้ การสื่อสารประเด็นพลังงานและสิ่งแวดล้อม จัดงาน อนาคตพลังงานจากก๊าซฟอสซิลภายใต้การเดินทางสู่ Net Zero 2050 ของประเทศไทย ที่ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ช่วงเสวนาหัวข้อ จาก Net Zero 2050 สู่โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ : เสียงสะท้อนจากพื้นที่ถึงการเปลี่ยนที่ยังไม่ผ่านพลังงานไทย มีนักวิชาการและประชาชนหลายคนบรรยายบนเวที

ภญ.ศิริพร จิตรประสิทธิศิริ คณะวิจัยผลกระทบทางสุขภาพชุมชนจากโครงการโรงไฟฟ้าเขาหินซ้อน ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าบูรพาเพาเวอร์ผ่านการบรรยายหัวข้อ EIA ที่ล้าสมัย ว่า

“โรงไฟฟ้าโรงนี้อยู่ในแผน PDP 2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 การวิเคราะห์เชื้อเพลิงเป็นการเปรียบเทียบระหว่างก๊าซธรรมชาติกับถ่านหินว่าอะไรดีกว่ากัน ซึ่งมันไม่ใช่ ในเมื่อถ่านหินถูกปฏิเสธไปแล้วน่าจะเลือกเปรียบเทียบกับพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ มากกว่า เช่น ก๊าซธรรมชาติ กับ โซลาร์เซลล์ ควรวิเคราะห์อย่างนี้ แล้วส่งให้ คชก. พิจารณา

“ใน EIA อ้างว่าถ้ามีโรงไฟฟ้าบูรพาจะมีประโยชน์ระดับประเทศ จะแบ่งเบาการลงทุนภาครัฐในระบบการผลิตไฟฟ้า ทำให้ประเทศมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ เสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพด้านไฟฟ้า แต่ในเมื่อประเทศเราไฟฟ้ามันล้นเกินอยู่แล้ว มันไม่ใช่ว่าต้องเพียงพออะไร การบอกว่าแบ่งเบาภาระภาครัฐ ใช่ค่ะ ถ้าเขาไม่ได้ผลิตก็ยังได้เงิน แต่มันมาอยู่ในค่าไฟของพวกเรา บอกว่าแบ่งเบาภาระภาครัฐแต่ผลักภาระนั้นให้พวกเรา”

49,608 – 34,569 = 15,040 คือรหัสอันตราย

ทุกวันนี้ ประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 49,608 เมกกะวัตต์ แต่มีความต้องการไฟฟ้าสูงสุดจริงประมาณ 34,569 เมกกะวัตต์ เท่ากับเรามีไฟฟ้าสำรองสูงถึง 15,040 เมกกะวัตต์ หรือมากกว่าร้อยละ 40

ตัวเลขการสำรองไฟฟ้าที่ล้นเกิน…เกิดจากการสร้างโรงไฟฟ้ามากเกินความจำเป็น

ถึงไม่สร้างโรงไฟฟ้าบูรพาเพาเวอร์เพิ่ม…โรงไฟฟ้าเท่าที่มีอยู่ก็ล้นเกินจนไม่ต้องผลิตไฟเต็มศักยภาพ

อ้างอิงข้อมูลจำนวนซื้อไฟฟ้า จากเอกสารแจกแจงสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) ในส่วนประมาณค่าซื้อไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปี 2567

เฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) จำนวน 11 โรง ยกตัวอย่าง RATCH มีกำลังผลิตตามสัญญา 3,481 เมกกะวัตต์ จำนวนซื้อไฟ 393.5 เมกกะวัตต์ เท่ากับมีกำลังการผลิตที่ไม่เกิดขึ้น 3087.5 เมกกะวัตต์ Gulf PD มีกำลังผลิตตามสัญญา 2,500 เมกกะวัตต์ จำนวนซื้อไฟ 1,434.77 เมกกะวัตต์ เท่ากับมีกำลังการผลิตที่ไม่เกิดขึ้นถึง 1,065.23 เมกกะวัตต์ เป็นต้น

การลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าต่าง ๆ การติดตั้งสายส่งไฟฟ้า การนำเข้าเชื้อเพลิงพลังงานทั้งของภาครัฐและเอกชน ล้วนสะท้อนกลับมาเป็นต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับ

ในขณะที่โรงไฟฟ้าบ่างแห่งไม่ได้ผลิตไฟฟ้าหรือผลิตไฟฟ้าไม่เต็มกำลังเพราะปริมาณไฟฟ้าสำรองล้นเกิน แต่รัฐก็ยังคงต้องจ่าย “ค่าความพร้อมจ่าย” (Availability Payment) ให้ตามสัญญาที่เซ็นระยะยาว ยิ่งทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

การผลิตไฟฟ้าเกินความจำเป็นจึงมีต้นทุนสูง การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมีต้นทุนสูง กรณีโรงไฟฟ้าบูรพาเพาเวอร์จะใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้าจากต่างประเทศ

ภญ.ศิริพร ยังชี้ว่ารายงาน EIA ไม่ให้ความสำคัญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่นานาอารยะประเทศให้ความสำคัญ

“แค่บอกว่าก๊าซธรรมชาติปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าถ่านหิน แต่ไม่คำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดอายุโครงการ ไม่ได้วิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกของโครงการต่อวิกฤติโลกร้อน บอกว่าจะควบคุมการปล่อยก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนไม่เกิน 58.8 ส่วนในล้านส่วน สูงสุดประมาณ 11.93 ล้านตันต่อวัน ก๊าซตัวนี้คือจุดเริ่มต้นของ PM2.5 ที่เราสนใจ แต่รายงาน EIA ไม่ได้วิเคราะห์ว่าจะทำให้เกิดฝุ่นมากน้อยแค่ไหน”

ประเด็นการใช้น้ำ ภญ.ศิริพร อธิบายว่าโครงการนี้วางแผนใช้น้ำจากคลองระบม โดยที่ยังไม่มีคณะกรรมการจัดการชลประทาน (Joint Management Committee for Irrigation หรือ JMC) เข้ามาบริหารจัดการ

ใบอนุญาตของบริษัทจัดหาน้ำปริมาณ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร จะจัดส่งให้ โรงไฟฟ้าบูรพาเพาเวอร์ที่ใช้น้ำ 4.3 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่ากับร้อยละ 24 ของใบอนุญาต

JMC เป็นคณะกรรมการที่ประกอบด้วยตัวแทนจากหลายภาคส่วน ได้แก่ ตัวแทนกลุ่มผู้ใช้น้ำ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โครงการชลประทาน รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่

กว่าสิบปีก่อนช่วงต้นปี 2556 เคยมีโรงงานสองแห่งทำเรื่องขอใช้น้ำจากคลองระบมและคลองท่าลาด สำนักชลประทานที่ 9 ให้ความเห็นว่าชลประทานฉะเชิงเทราควรเร่งจัดตั้งคณะกรรมการ JMC ลุ่มน้ำคลองท่าลาด เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนจัดสรรทรัพยากรน้ำ จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง

แต่ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีการจัดตั้ง JMC คงมีเพียงความว่างเปล่า และภาพราง ๆ ของสงครามแย่งชิงน้ำที่กำลังจะเกิดขึ้น

burapaelec10
เครือข่ายติดตามผลกระทบจากโรงไฟฟ้าเขาหินซ้อน คัดค้านถ่านหินมาตั้งแต่ช่วงปี 2550 ก่อนที่โครงการจะเปลี่ยนมาใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้าจากต่างประเทศ

เสียงสะท้อนอันเงียบงัน

ห่างจากโครงการโรงไฟฟ้าประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นพื้นที่เพาะปลูกของกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต ไร่ข้าว พืชผัก ผลไม้ เห็ดฟาง ผลผลิตต่าง ๆ กว่า 200 ชนิด งอกงามอยู่บนที่ดินขนาดประมาณ 14,646 ไร่

กลุ่มเกษตรอินทรีย์กังวลใจเมื่อรู้โครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่กำลังจะเข้ามา หวั่นเกรงว่ามลภาวะจากก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลจะส่งผลเสียต่อพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลาง

อย่างไรก็ตาม หากโครงการโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นจริง ผลกระทบย่อมไม่จำกัดเฉพาะกับกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์เท่านั้น แต่จะส่งผลถึงผู้บริโภคอีกหลายหมื่นหลายแสนคน และสั่นคลอนระบบความมั่นคงทางอาหาร

หลายปีที่ผ่านมาฝันร้ายเกิดต่อเนื่องกับคนใช้น้ำ

น้ำที่ไหลผ่านคลองระบมและคลองสียัดลงสู่คลองท่าลาดส่วนหนึ่งถูกใช้เป็นน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาหล่อเลี้ยงคนฉะเชิงเทราและบางส่วนในจังหวัดชลบุรี อีกส่วนหนึ่งถูกจัดสรรสู่พื้นที่ชลประทานเพื่อการเพาะปลูก เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและปศุสัตว์ อีกส่วนหนึ่งถูกใช้โดยผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั้งเล็กและใหญ่

น้ำจากที่นี่มีความสำคัญกับผู้คนมากมาย

กลางปี 2562 ฤดูฝนปีนั้นน้ำน้อยกว่าปรกติ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองสียัดประกาศว่าน้ำไม่เพียงพอต่อการจัดสรรให้เพาะปลูกข้าว จำเป็นต้องงดส่งน้ำ

ปีเดียวกัน ฝ่ายตะกอนและคุณภาพน้ำ ส่วนอุทกวิทยา กรมชลประทานนำเสนอการรุกตัวของน้ำเค็มในแม่น้ำบางปะกง ชี้ว่าน้ำในแม่น้ำบางปะกงเค็มเร็วและเค็มยาวนานเป็นประวัติการณ์ บริเวณเขื่อนทดน้ำบางปะกงลิ่มความเค็มเกิน 2 กรัมต่อลิตร ตั้งแต่ต้นธันวาคม 2562 กว่าจะจืดก็กลางสิงหาคม 2563 รวมเวลาที่นำเค็มเกิน 2 PPT ยาวนานกว่า 8 เดือน

ช่วงสิบปีหลัง ปี 2558-2567 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัจจัยอื่น ๆ ทำให้ปริมาณน้ำฝนแปรปรวน มีถึง 8 ปี จาก 10 ปี ที่น้ำลงอ่างเก็บน้ำคลองสียัดหรือเขื่อนคลองสียัดไม่ถึงร้อยละ 70 หรือ 315 ล้านลูกบาศก์เมตร และปี 2562 มีฝนน้อยมาก น้ำในอ่างสูงสุดเพียง 146 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นเพียงร้อยละ 32.5 ของความจุอ่าง

….

ระหว่างที่โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่กำลังเดินหน้า

ภาพราง ๆ ของผลกระทบที่เกิดกับสายน้ำก็ชัดเจนขึ้นทุกวัน

อ้างอิง / เอกสารประกอบการเขียน