จิตรกรรมโกศล #13 -คำให้การฝรั่งครั้งกรุงเก่า

หลักฐานลายลักษณ์อักษรว่าด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยา มีอยู่ในจดหมายเหตุของฝรั่งเศสครั้งรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชบางฉบับ แม้มิได้ให้ข้อมูลหรือบอกเล่ารายละเอียดมากนัก แต่ถือได้ว่าเป็นการบันทึกจากสายตาของผู้ที่เคยพบเห็น เป็น “ประจักษ์พยาน” เพียงไม่กี่ชิ้นที่หลงเหลือมาจนปัจจุบัน

นิโกลาส์ แชร์แวส (Nicolas Gervaise ค.ศ. 1663-1729/พ.ศ. 2206 – 2272) หนึ่งในคณะนักบวชฝรั่งเศส ซึ่งเดินทางเข้ามาพำนักในกรุงศรีอยุธยา ระหว่างปี 2224-2228 ได้แต่งจดหมายเหตุไว้เรื่องหนึ่งชื่อ Histoire Naturelle et Politique du Royaume de Siam หรือที่คุณสันต์ ท. โกมลบุตร แปลเป็นภาษาไทยใช้ชื่อว่า “ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม” ตอนหนึ่งแชร์แวสกล่าวถึงจิตรกรรมฝาผนังในวัดพุทธศาสนาที่เคยพบเห็น ว่าเขียนเป็นภาพพุทธประวัติ และภาพนรกสวรรค์ อันน่าจะเป็นส่วนประกอบของภาพจักรวาล

“ที่ผนังนั้นมักจะมีภาพพุทธประวัติด้วยฝีมือวาดอันงดงามพอใช้ บ้างก็บรรยายภาพความสุขในสรวงสวรรค์และความทุกข์ทรมานในนรก อันสำเร็จขึ้นจากผู้มีศรัทธากล้าแข็งให้วาดอุทิศไว้ในพระศาสนา”

ส่วนซิมง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de La Loubère ค.ศ. 1642-1729/พ.ศ. 2185-2272) ราชทูตฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาสู่ราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อปี 2230 ก็บันทึกเรื่องงานจิตรกรรมฝาผนังในวัดของกรุงศรีอยุธยาไว้ด้วยเช่นกัน ดังปรากฏในจดหมายเหตุ Description du royaume de Siam หรือ “จดหมายเหตุลาลูแบร์” ตามฉบับแปลภาษาไทยของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ว่า

“ในโบสถ์สยามวัดหนึ่ง ข้าพเจ้าได้เห็นรูปภาพเขียนไว้ตามฝาผนังน่าชื่นชมมาก สีนั้นก็ระบายน่ารัก แต่ไม่มีสัดส่วนให้สมกับรูปคน รูปบ้านเรือน หรือรูปเขาไม้จริงๆ ทำให้พวกเรา (ทูตานุทูตฝรั่งเศส) นึกถึงผ้าทอเป็นรูปภาพอย่างโบราณของเรา (ฝรั่งเศส)”

นอกจากภาพวาดในวัดพุทธศาสนาแล้ว ช่วงเวลาเดียวกันนี้ คือในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยังมีหลักฐานว่าที่วัดน้อย นอเทรอะดามเดอลอแรต (Notre-Dame-de-Lorette) ในบ้านเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เมืองลพบุรี เคยประดับประดาด้วยจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพระคัมภีร์เก่าและพระคัมภีร์ใหม่ของคริสต์ศาสนา ฝีมือช่างชาวญี่ปุ่น ดังที่พระคุณเจ้ากวีย์ ตาชารด์ (Guy Tachard ค.ศ. 1651-1712/พ.ศ. 2194–2255) บาทหลวงนิกายเยซูอิต เล่าไว้ในจดหมายเหตุการเดินทางครั้งที่ 2 (ตามสำนวนแปลของคุณสันต์ ท. โกมลบุตร) ว่า

“มาบัดนี้เราอาจกล่าวได้เต็มปากว่าไม่มีโรงสวดแห่งใดในบ้านของเอกชนที่จะหรูหราและกว้างขวางเท่าหลังนี้เลย…หินอ่อนอันมีค่าซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันและมีราคาแพงมากในชมพูทวีป ถูกนำมาใช้อย่างไม่อั้น ไม่ว่าจะทอดสายตาไปทางไหน ตั้งแต่หลังคาโรงสวดลงมาถึงพื้นฐานชั้นล่างก็เห็นแต่ทองคำและการทาสีไว้ทั้งสิ้น ภาพวาดอันแสดงต่อเนื่องกันโดยลำดับถึงรหัสต่างๆ ของพระคัมภีร์ทั้งฉบับเก่าและฉบับใหม่ไม่สู้จะงามนัก แต่ก็ให้สีสันได้ดีถึงขนาด และจิตรกรซึ่งมีสัญชาติเป็นชาวญี่ปุ่นได้แสดงให้ประจักษ์ว่า วิจิตรศิลป์นั้นได้รับการยกย่องและศึกษากันมาแล้วเป็นอย่างดีในชมพูทวีป เท่าๆ กับในทวีปยุโรปเหมือนกัน และจิตรกรชาวอินเดียกับชาวจีนนั้นมีฝีไม้ลายมือมิได้เป็นรองไปกว่าจิตรกรชาวยุโรปชั้นครูเลยสักนิดเดียว”