
นับแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย มีภาพจิตรกรรมฝาผนังหลงเหลือเป็นหลักฐานมาถึงยุคปัจจุบันมากขึ้นกว่าสมัยก่อนหน้า จึงพอแลเห็นแบบแผนการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังในอาคารที่เป็นโรงอุโบสถของวัดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ตัวอย่างหนึ่งคือจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถวัดเกาะ เมืองเพชรบุรี มีจารึกระบุศักราช 2277 ปีที่ 3 ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หรือเพียงสามสิบกว่าปีก่อนหน้าสงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ปี 2310
จิตรกรรมวัดเกาะ เขียนเป็นภาพเรื่องสัตตมหาสถาน และอัฏมหาสถาน
สัตตมหาสถานคือพิกัดศักดิ์สิทธิ์เจ็ดตำแหน่ง (สัตตะ แปลว่าเจ็ด) ที่พระพุทธองค์ประทับเสวยวิมุติสุขตลอดช่วง 7 สัปดาห์ ภายหลังตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จุดศูนย์กลางคือโพธิบัลลังก์ สถานที่ตรัสรู้ กับทั้งอาณาบริเวณโดยรอบ ซึ่งมักเป็นโคนต้นไม้ใหญ่นานาพันธุ์
ส่วนอัฏมหาสถาน คือสถานที่สำคัญแปดแห่งในพุทธประวัติ (อัฏ/อัฐ คือแปด) ซึ่งคัมภีร์กล่าวว่าอยู่รอบนอก ถัดไปจากสัตตมหาสถานออกอีกชั้นหนึ่ง ประกอบด้วยสังเวชนียสถานสี่ตำบล ได้แก่สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน กับสถานที่ซึ่งทรงแสดงมหาปาฏิหาริย์อีกสี่แห่ง อันได้แก่เรื่องปาลิไลยก์ ตอนทรมานช้างธนปาลหัตถี ขณะทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ และเมื่อเสด็จลงจากดาวดึงส์ ภายหลังเทศนาโปรดพุทธมารดา
นัยความสำคัญของสัตตมหาสถานและอัฐมหาสถานคือสถานที่เหล่านี้ทั้งหมด มีจุดศูนย์กลางอยู่ ณ โพธิบัลลังก์ สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเมื่อถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย นับถือกันว่าเป็น “ศูนย์กลางจักรวาล”
นั่นจึงเป็นที่มาของขนบการเขียนจิตรกรรมฝาผนังในระยะนั้น คือยึดถือเอาพระพุทธรูปประธานที่ประดิษฐานบนฐานชุกชีในอุโบสถ ว่าเป็นตัวแทนของ “โพธิบัลลังก์” ณ ศูนย์กลางจักรวาล ดังที่บนผนังสกัดหลัง หรือด้านหลังพระพุทธรูปประธาน นิยมเขียนภาพจักรวาล ตรงกลางคือเขาพระสุเมรุ และบนยอดเขาคือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ของพระอินทร์ ถัดออกมาทั้งสองด้านคือแนวเขาสัตตบริภัณฑ์รอบเขาพระสุเมรุ ภูเขาวงแหวนเจ็ดชั้นนี้ถูกนำเสนอในลักษณะ “ผ่าซีก” คือแบ่งออกเป็นแนวเขาทรงแท่ง ขนาบซ้ายขวาของเขาพระสุเมรุ มีความสูงลดหลั่นกันลงไปตามลำดับ บนท้องฟ้ามีพระอาทิตย์ พระจันทร์ โคจรเวียนรอบเขาพระสุเมรุ
ลำดับถัดมาคือทวีปทั้งสี่ที่อยู่ในมหาสมุทรทั้งสี่ทิศรอบเขาพระสุเมรุ ได้แก่ อุตรกุรุทวีป บุรพวิเทหทวีป ชมพูทวีป และอมรโคยานทวีป ตรงตีนเขาพระสุเมรุมักเขียนภาพส่วนขยายดินแดนชมพูทวีป เช่นป่าหิมพานต์ สระอโนดาต ปัญจมหานที ภาพจิตรกรรมฝาผนังบางวัดเขียนเลยลงไปถึงนรกภูมิที่อยู่ใต้เขาพระสุเมรุด้วย
ผนังสกัดหน้าซึ่งอยู่ด้านตรงข้ามพระประธาน ย้ำความสำคัญของโพธิบัลลังก์อีกครั้งหนึ่ง โดยเขียนภาพฉากมารผจญ คือเหตุการณ์ขณะเมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ รูปแบบที่นิยมกันคือด้านหนึ่งของพระพุทธองค์ มีพญามารประทับมาบนคอช้างคีรีเมขล์ แวดล้อมด้วยกองทัพอสุรกายและอมนุษย์นานาชนิด ยกเข้ามาทวงสิทธิในพุทธบัลลังก์ จากนั้นแม่พระธรณีจึงผลุดโผล่ขึ้น บีบมวยผม บังเกิดเป็นมหาสมุทรท่วมกองทัพพญามารจนแตกพ่ายจ่อมจมลงด้วยกระแสน้ำ เขียนต่อเนื่องไว้อีกฝั่งหนึ่งของภาพพระพุทธองค์
ส่วนผนังแป หรือผนังด้านข้าง ตอนบนเขียนภาพเทพชุมนุม เป็นภาพเทวดา ครุฑ ยักษ์ นาค เรียงแถวเบียดเสียดซ้อนกัน ในลักษณาการประหนึ่งมาชุมนุมเฝ้าแหนพระพุทธเจ้าภายหลังจากตรัสรู้ อันมีพระพุทธรูปประธานเป็นตัวแทน
ผนังแปด้านล่างลงมา คือแนวระหว่างหน้าต่างและประตู มักเขียนเล่าเรื่องทศชาติชาดก (อดีตชาติ 10 พระชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนจะมาเป็นพระพุทธเจ้า) หรือเน้นเฉพาะ “มหาชาติ” เวสสันดรชาดก ตลอดจนเรื่องปฐมสมโพธิ คือพุทธประวัติ
คตินิยมในการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเช่นนี้ปรากฏสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ลงมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ก่อนที่อิทธิพลของศิลปะจีน ศิลปะตะวันตก ผนวกกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม การเมือง และภูมิปัญญา จะทำให้รูปแบบและเนื้อหาของจิตรกรรมฝาผนังเปลี่ยนแปลงคลี่คลายไป

