จิตรกรรมโกศล #16 -ยืนอยู่อีกโลกหนึ่ง

ความนัยของภาพจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถช่วงสมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นดังที่กล่าวไปแล้ว คือสิ่งที่ “นักวิชาการ” ร่วมสมัย พยายาม “ถอดรหัส” นำเสนอคำอธิบายให้แก่ภาพที่ปรากฏต่อสายตา หากในความเป็นจริงดูเหมือนจะไม่เคยมี “เฉลย” ปรากฏอยู่ที่ใดเลย ไม่ว่าพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ แม่กองผู้อำนวยการร่างภาพ หรือกระทั่งนายช่างผู้ลงมือ ล้วนก็ไม่เคยเขียนคู่มือบรรยายแนวคิดทฤษฎีที่ใช้ออกแบบภาพไว้ที่ไหน ดังนั้น “คำอธิบาย” หรือ “ข้อสันนิษฐาน” ย่อมพึงมีได้ต่างๆ กันไป ตามแต่ผู้ศึกษาค้นคว้าจะคิดค้นเชื่อมโยง

หนึ่งในจำนวนนั้นได้แก่ ศาสตราจารย์ สุรศักดิ์ เจริญวงศ์ (2493-2556) อดีตคณบดีคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ดังตัวอย่างที่ท่านอธิบายไว้ในบทความ “จิตรกรรมฝาผนังไทยในฝั่งธนบุรี” (“สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์” ฉบับพิเศษครบรอบ 30 ปี กันยายน 2526: 59-76)

ด้วยภูมิหลังในฐานะศิลปิน อาจารย์สุรศักดิ์เริ่มจากการให้คุณค่าเชิงสุนทรียะว่า

“เมื่อเราก้าวเข้าไปในพระอุโบสถของวัดดังกล่าวนี้ สภาพสิ่งแวดล้อมที่เราเห็นอยู่ในสถาปัตยกรรมแห่งนั้นสร้างความรู้สึกแก่เราดูเหมือนเรากำลังยืนอยู่อีกโลกหนึ่ง ต่างไปจากโลกภายนอกอันสับสนวุ่นวาย เมื่อเรามองไปทางเบื้องหน้า เราจะเห็นพระประธานสีทองอร่ามเป็นประธานแห่งสถานที่แห่งนั้น เบื้องหลังเป็นภาพไตรภูมิอันประกอบภูเขา 7 ชั้น หรือสัตตบริภัณฑ์ โอบล้อมเขาพระสุเมรุ…การลดหลั่นกันของสัตตบริภัณฑ์ที่ตั้งเรียงต่ำลงมา 2 ฐานเป็นชั้น ๆ ดูประสานกลมกลืนกับพระพุทธรูปทางเบื้องหน้าเป็นที่สุด สีชาดของพื้นที่แดงสดหลังภาพเขาพระสุเมรุและสัตตบริภัณฑ์ ขับสีทองของพระพุทธรูปให้สุกปลั่งขึ้น นับเป็นการผสมศิลปกรรมทั้ง 2 ประเภทระหว่างจิตรกรรมและประติมากรรม ให้กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

นอกจากความสมบูรณ์พร้อมด้วยองค์ประกอบแห่งศิลปะแล้ว ภาพจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถยังมีความสมบูรณ์ด้านเนื้อหาเรื่องราวและความเชื่อทางพุทธศาสนาเกี่ยวกับคติไตรภูมิ อันประกอบไปด้วยกามภูมิ-รูปภูมิ-อรูปภูมิ อีกด้วย เพราะ “กรรม” ของบุคคลที่ประกอบขึ้นไว้ในโลกมนุษย์ อันเป็นส่วนหนึ่งของกามภูมิ จะมีผลทำให้ผู้นั้นไปสู่ภพภูมิอื่นๆ ใน “ไตรภูมิ” ดังที่อาจารย์เปรียบเทียบไว้ว่าโลกมนุษย์จึงเปรียบเสมือน “สนามสอบ” แต่เพียงแห่งเดียวของจักรวาล

“พระพุทธองค์เป็นเครื่องหมายแห่งพระนิพพานที่ปราศจากกิเลสแล้ว วิมานของพรหมและเทวดาทางผนังสูงเบื้องหลังแสดงระดับชั้นของพรหมภูมิและเทวภูมิ พระประธานมักสร้างปางมารวิชัย คือปางที่เพิ่งผ่านการชนะพญาวัสวดีมาราธิราชและพลมารมา และเมื่อเหลือบดูผนังเหนือกรอบหน้าต่างด้านข้างทั้งสองด้านก็จะเห็นเทวดา ครุฑ ยักษ์ อินทร์ พรหม ที่อยู่ในโลกแห่งเทวภูมิและพรหมภูมิ รวมทั้งนักสิทธิวิทยาธร ฤๅษีในป่าหิมพานต์ ต่างมาร่วมแซ่ซ้องเป็นสักขีพยาน”

ส่วนภาพเขียนบนผนังระหว่างหน้าต่าง ซึ่งถือว่าใกล้แดนมนุษย์ มักจะเขียนภาพเรื่องราวเมื่อครั้งพระพุทธองค์มาบังเกิดอยู่ในมนุษยภูมิ เช่นเรื่องพุทธประวัติ ช่างก็จะเลือกภาพตอนสำคัญเพื่อชี้ให้เห็นถึงการเสียสละอันยิ่งใหญ่ ละทิ้งทรัพย์สมบัติ ลูกเมีย และต่อสู้ในความยากลำบากนานาประการเพื่อแสวงหาความหลุดพ้น หรือหากเป็นเรื่องทศชาติชาดก ก็จะแสดงการบำเพ็ญบารมี 10 ประการ ซึ่งผู้แสวงหาพระนิพพานจะต้องบำเพ็ญให้ครบและสำเร็จ โดยเฉพาะพระชาติสุดท้าย หรือ “มหาชาติ” คือเวสสันดรชาดก ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการบำเพ็ญทานบารมี โดยการบริจาคอย่างไม่เห็นแก่ความสุขส่วนตัว ภาพจิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้ทำหน้าที่สั่งสอนสัจธรรมให้แก่ผู้ชม ซึ่งยังอยู่ในมนุษยภูมิ ยังแหวกว่ายอยู่ในวงแห่งกิเลส ให้ละจากกิเลสหรือลดทอนกิเลสเสียบ้าง และเมื่อแหงนมองดูเพดานเบื้องบนจะเห็นดวงดาวสีทอง เล็กบ้างใหญ่บ้าง กระจายอยู่เต็มฝ้าเพดานสีแดงชาด

อาจารย์สุรศักดิ์สรุปว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ “เพื่อแสดงให้เห็นว่าช่างไทยได้จำลองสถานที่นั้นให้เป็นจักรวาลหนึ่ง อันมีพระพุทธองค์เป็นประธานนั่นเอง”