จิตรกรรมโกศล #18 - ชมนกชมไม้ ภาพธรรมชาติ

ในวรรณคดีไทยมีขนบการแต่ง “บทชมดง” ที่มีชื่อเสียงก็ได้แก่ในบทละคร “อิเหนา” ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่
2 ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ดังตัวอย่างที่จะคัดตัดตอนมาให้อ่านกันต่อไปนี้

๏ ว่าพลางทางชมคณานก โผนผกจับไม้อึงมี่
เบญจวรรณจับวัลย์ชาลี เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา
นางนวลจับนางนวลนอน เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา
จากพรากจับจากจำนรรจา เหมือนจากนางสการะวาตี
แขกเต้าจับเต่าร้างร้อง เหมือนร้างห้องมาหยารัศมี
นกแก้วจับแก้วพาที เหมือนแก้วพี่ทั้งสามสั่งความมา

สุนทรียะของบทชมดงอยู่ที่ความฉลาดเลือกสรรถ้อยคำมาร้อยเรียงด้วยฉันทลักษณ์ ถือเป็นการประกาศความแตกฉานด้านภาษาของกวี ด้วยการ “เล่น” กับชื่อนกหรือชื่อต้นไม้ แล้วผูกร้อยขมวดเข้ากับการบรรยายอารมณ์ความรู้สึก คงไม่มีใครคิดว่าหากเดินเข้าไปในป่าจะได้เห็นนกแขกเต้าบนต้นเต่าร้าง หรือนกแก้วเกาะกิ่งแก้วให้เห็นจริงๆ เพราะวัตถุประสงค์ของบทร้อยกรองคือการนำเสนอความงามในแง่วรรณศิลป์เป็นหลัก

ภาพธรรมชาติในงานจิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน บางครั้ง เราอาจสามารถเทียบเคียงลักษณะของภาพวาดกับสัตว์ที่มีอยู่จริงตามธรรมชาติ เช่นที่เคยมีผู้พยายามจำแนกแยกแยะภาพวาดนกในจิตรกรรมฝาผนังตามวัดหลายแห่ง ว่านกที่มีสีสันลวดลายอย่างนี้ มีพฤติกรรมแบบนี้ อยู่ในสภาพแวดล้อมลักษณะนี้ ควรเป็นนกชนิดใด พบว่าสามารถระบุตัวได้ไม่น้อย เช่นมีนกกางเขนบ้าน นกโพระดก นกกะเต็น นกยางเปีย นกกิ้งโครงคอดำ นกแก้วโม่ง นกเอี้ยงหงอน ฯลฯ แต่ย่อมมีอีกมากกว่ามากที่มิอาจจำแนกได้ว่าคือนกอะไร เพราะช่างที่วาดภาพอาจต้องการแสดงทักษะในเชิงช่าง เช่นการประสานของสีสันทรวดทรง มากกว่าการบันทึกภาพตามตาเห็น

ยิ่งกว่านั้น สัตว์บางชนิด ช่างอาจวาดไปตามตำราที่ฝึกฝนกันมาจนเป็นแบบแผน เช่นช้าง ดังที่มีสำนวนว่าการฝึกหัดเขียนภาพไทยนั้น ก่อนอื่นต้องเริ่มต้นด้วย “กนก-นารี-กระบี่-คชา” เขียนซ้ำแล้วซ้ำอีกจนอยู่มือ อธิบายว่า กนก คือลวดลายไทย นารี คือภาพร่างคน กระบี่ คือลิง และคชา คือช้าง ภาพช้างในจิตรกรรมฝาผนังจึงมักมีลักษณะเป็นภาพแบบไทยประเพณีเสมอ เช่นเดียวกับรูปสิงห์หรือราชสีห์ ที่ช่างไทยคัดลอกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นสืบเนื่องมาหลายร้อยปี จนสิงห์ในภาพจิตรกรรมกลายเป็นร่างกายซึ่งประกอบขึ้นด้วยมวลแห่งตัวกนกม้วนขด และมิได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับสิงโตตัวเป็นๆ ในทวีปแอฟริกาแต่อย่างใด

เช่นเดียวกัน ภาพสัตว์อีกหลายชนิดก็เป็นการคิดแผลงประดิษฐ์ขึ้นตามจินตนาการของช่าง ตัวอย่างที่แลเห็นได้ชัดเจนคือช่างในภาคกลาง ผู้ซึ่งไม่คุ้นเคยกับทะเลและสัตว์ทะเล เมื่อต้องวาดภาพสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร ถ้าไม่อิงจากรูปแบบของปลาที่รู้จัก ก็มักแผลงให้กลายเป็นสัตว์มหัศจรรย์แบบสัตว์หิมพานต์ คือเป็นสัตว์ผสมในแนวของ “เงือก” คือมีร่างกายครึ่งบนเป็นมนุษย์ แต่ครึ่งล่างเป็นสัตว์น้ำ เช่นหางปลา หรือเปลือกหอย ไม่เช่นนั้นก็มีลำตัวท่อนบนเป็นเสือเป็นช้างเป็นหมูป่า แต่มีท่อนล่างเป็นครีบและมีหางปลา ฯลฯ

นอกจากนั้นยังมีภาพของหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งเขียนขึ้นเพื่อให้มีอยู่ตามท้องเรื่อง มิได้มุ่งหมายจะถ่ายทอดความจริงตามตาเห็น เช่นหากจะอ้างอิงการประสมวงดนตรี หรือเครื่องดนตรีไทยในจิตรกรรมฝาผนัง มาใช้เป็นหลักฐาน “ทางประวัติศาสตร์” ย่อมมีข้อจำกัด หรืออาจถึงขั้น “พาเข้ารกเข้าพง” ได้ ทั้งนี้เพราะช่างเขียนหลายคนอาจมิได้เป็นนักดนตรี และเขียนภาพขึ้นจากความจำ หรือตามความนึกคิด โดยไม่ทันได้ไปนั่งสเก็ตช์ภาพการประสมวงของวงปี่พาทย์ ว่าต้องใช้เครื่องดนตรีชนิดใดบ้าง มีจำนวนนักดนตรีเท่าไร ผืนระนาดมีลูกระนาดกี่ลูก หรือสายซอต้องมีจำนวนเท่ากับลูกบิด เป็นต้น