โดย ศรัณย์ ทองปาน

จิตรกรรมฝาผนังรุ่นเก่าในเมืองไทยถือเป็นงานช่างที่บอบบางและชำรุดเสียหายได้โดยง่าย หลายแห่งเสื่อมสภาพจากน้ำฝนที่ไหลรั่วจากหลังคา น้ำเอ่อในฤดูน้ำหลากที่ท้นท่วมเข้ามาภายใน พองล่อนหลุดร่วงไปเมื่อเกิดเพลิงไหม้อาคาร รวมทั้งเหตุเภทภัยจากมดปลวกและคนผู้ไม่รู้คุณค่า รูปเขียนภายในอุโบสถวิหารดูเหมือนจะมีอายุขัยเฉลี่ยที่จะงามสมบูรณ์ที่สุดอยู่ได้เพียงไม่เกิน 50 ปี
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ที่พระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ดังมีกล่าวไว้ในหนังสือ “จดหมายเหตุการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวัง ในการฉลองพระนครครบ 200 ปี พุทธศักราช 2525” สรุปความได้ว่า ภาพเรื่องนี้เขียนขึ้นครั้งแรกเมื่อคราวสถาปนาพระอารามในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ก็ชำรุดจนต้องโปรดเกล้าฯ ให้เขียนใหม่ทั้งหมด
จากนั้น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีการรื้อขยายปรับแนวพระระเบียงใหม่หลายตอน ภาพเดิมจึงสูญไป ต้องเขียนใหม่อีก การเขียนภาพเรื่องรามเกียรติ์ครั้งนั้นสืบเนื่องมาแล้วเสร็จเมื่อตอนต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ครั้นเมื่อมีการปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามเพื่อเตรียมการสมโภชพระนครครบ 100 ปี ในปี 2425 ก็ต้องมีการเขียนใหม่ทั้งหมด
ในปี 2472 รัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 มีการเขียนภาพเรื่องรามเกียรติ์ใหม่อีกครั้ง เริ่มตั้งแต่ปี 2472 เพื่อเตรียมการฉลองพระนคร 150 ปี ในปี 2475 แต่แล้วเพียง 10 ปีต่อมา ภาพก็เริ่มชำรุดอีก ตลอดช่วงทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2510 จึงมีการทยอยเขียนซ่อมใหม่ไปทีละเล็กทีละน้อย ตามกำลังงบประมาณยุคนั้น บางห้องที่ลบเลือนไป หากช่างเขียนคนเดิมที่เคยฝากฝีมือไว้ในช่วงทศวรรษ 2470 ยังมีชีวิตอยู่ ก็จะได้รับเชิญให้กลับมาเขียนซ่อมอีกครั้ง อย่างที่สงวน รักมิตร เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี 2515
“สมัยที่เขียนคราวฉลองพระนครนั้น ที่นี่เป็นเหมือนโรงเรียนช่างโรงใหญ่ มีช่างฝีมือเอกมารวมกันมาก ก็ได้ศึกษาสืบทอดกันมา นี่มาเจอกันอีกทีก็ลืมบ้าง เพราะ 40-50 ปี ที่เคยเขียนพร้อมกัน มาเจอกันคราวนี้บางคนก็จำไม่ได้ ต้องบอกชื่อบอกแซ่กัน ถามถึงเรื่องความหลังกัน จึงนึกได้”
การบูรณะภาพเรื่องรามเกียรติ์ดำเนินต่อเนื่องมาจนทศวรรษ 2520 จนเสร็จสิ้นเมื่อครั้งสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ปี 2525 จึงเรียกได้ว่าต้องซ่อม หรือไม่ก็ต้องลบทิ้งเขียนใหม่กันทุก 50 ปีเป็นอย่างช้า นับตั้งแต่เขียนครั้งแรกสมัยรัชกาลที่ 1 แล้วซ่อมใหญ่อีกในสมัยรัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9
ใช่แต่เพียงภาพจิตรกรรมฝาผนังเท่านั้น กระทั่งช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ก็ดูเหมือนจะทรุดโทรมผุพังไปได้ภายในเวลาพอๆ กัน ดังความใน “จดหมายเหตุเรื่องปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ครั้งรัชกาลที่ 3” ของพระศรีภูมิปรีชา ว่าพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 1 นั้น เมื่อถึงรัชกาลที่ 3 ในปี 2374 ช่อฟ้าใบระกาก็ชำรุดจนต้องรื้อทิ้งเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด
“แต่ตัวช่อฟ้าหางหงษ์นาคสดุ้งเดิมนั้นชำรุดผุพังทั้งสิ้นเอาการมิได้ให้รื้อลง ทรงพระมหากรุณาโปรดสั่งนายช่างทหารในให้เลือกจัดคัดหาไม้ที่สนิทเนื้อดี ไม่มีแตกร้าวราน มาเลื่อยผ่าฟันไส้ทำช่อฟ้า จัดไม้น่าใหญ่ทำนาคสดุ้งหางหงษ์ใบระกามิให้มีที่ต่อ”
กรณีของวัดพระเชตุพน หรือวัดโพธิ์ ก็เช่นกัน
วัดพระเชตุพน เดิมชื่อวัดโพธาราม เป็นวัดโบราณสมัยอยุธยาตอนปลาย หากแต่ได้รับการสถาปนาขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ 1 ใช้เวลาถึง 8 ปี ระหว่างปี 2331-2338 จากนั้น เพียง 30 ปีต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 สิ่งก่อสร้างจากสมัยรัชกาลที่ 1 ก็ชำรุดหักพังจนต้องมีการปฏิสังขรณ์ใหญ่ในระดับ “สร้างใหม่” อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้กินเวลาถึง 14 ปี ระหว่างปี 2377-2391
การบูรณะวัดพระเชตุพนในสมัยรัชกาลที่ 3 ถือเป็นกรณีที่ยังมีหลักฐานลายลักษณ์อักษรมากพอให้เราใช้ศึกษาทั้งด้านเนื้อหา กระบวนการสร้างงาน และเรื่องของช่างกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ได้ ดังจะกล่าวต่อไป

