สุพิชชา รอดอินทร์ : เรื่อง
เมธาวี จิตรตรง : ภาพ

monbangpong01
คัมภีร์ใบลาน ทำจากใบลาน สายสนอง และไม้ประกบ หุ้มด้วยผ้าห่อคัมภีร์ป้องกันฝุ่นและความชื้น มีบัญชักทำจากไม้หรืองาช้างใช้บอกชื่อหรือรายละอียด
monbangpong02
ปัจจุบันคัมภีร์ใบลานภาษามอญที่ค้นพบมีราว ๆ ๑,๒๐๙ เรื่อง ซึ่งเกี่ยวกับศาสนา นิทานชาดก ตำราเรียน ฯลฯ

ริมแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันตก

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

ใต้เงาสลัวของห้องจัดแสดงส่วนที่ ๔ แผ่นงาช้างลงรักสีดำ ล้อมรอบด้วยพรรณพฤกษาและนานาสัตว์วิเศษ ตั้งเด่นสง่าท่ามกลางใบลานนับสิบ…ชวนให้ข้าพเจ้าต้องมนตร์กับสายธารอักษรที่ปรากฏเบื้องหน้า

“เขาเรียกคัมภีร์งาช้าง” เสียงชายวัยสนธยาทลายกระจกใสที่กั้นระหว่างวัตถุ

คัมภีร์อักษรมอญโบราณอายุกว่า ๓๐๐ ปี บรรจุคำสวดในพิธีอุปสมบท จารลงบนแผ่นงาช้าง ลงยางรักสีดำให้นูนเหมือนเม็ดมะขาม สร้างขึ้นโดยพุทธศาสนิกชนชาวมอญเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และนำเข้ามาสยามในสมัยอยุธยา พร้อมชาวมอญอพยพ ด้านบนคัมภีร์จึงมีสัตว์ในตำนานของเมืองสะเทิม อย่างแหมะนุดซอยฮะ หรือมนุสสีหะ มนุษย์สิงห์ผู้ทำหน้าที่ปกปักรักษาพุทธศาสนา คอยปกป้องวัตถุทางธรรมชิ้นนี้ไว้

คำอธิบายนอกเหนือแผ่นป้ายมาจาก สวัสดิ์ เจิมเครือ ปราชญ์ชาวบ้านแห่งชุมชนมอญบ้านม่วงวัย ๖๙ ปี ผู้เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง

ชุมชนมอญบ้านม่วง หนึ่งในชุมชนมอญเก่าแก่ของอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ที่เชื่อกันว่ามีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า ๓๕๐ ปี โดยชาวมอญรุ่นแรกได้ติดตามพระมหาเถรคันฉ่อง พระสงฆ์เชื้อสายมอญในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มาลงหลักปักฐานริมแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันตก และสร้าง “วัดม่วง” ขึ้นเป็นศูนย์รวมจิตใจและแหล่งรักษาอัตลักษณ์ทางชนชาติ

“เราต้องช่วยสนับสนุนในฐานะหมู่บ้านมอญ ในอนาคตอันยาวไกล มอญจะต้องคงอยู่” ถ้อยคำอักษรมอญบนกำแพงที่สวัสดิ์เลือกแปลให้ข้าพเจ้าฟังระหว่างเดินชมพิพิธภัณฑ์ สะท้อนความปรารถนาทั้งหมดในใจเขา

เส้นทางสายภาษามอญของสวัสดิ์เริ่มต้นในรอบปีที่ ๓๑ จากตำรามอญเล่มหนึ่ง ซึ่งเขาบังเอิญเก็บได้ก่อนถูกชั่งกิโลขาย แม้การเกิดเป็นลูกครึ่งมอญ-ไทยวน จะทำให้เขาพอมีพื้นฐานการพูดอยู่บ้าง แต่การอ่านนั้นไม่ง่าย ระหว่างประกอบอาชีพช่างตัดผมในกรุงเทพฯ สวัสดิ์จึงนั่งรถเมล์มาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเพื่อเรียนรู้อักษรมอญกับแรงงานเมียนมาที่ทำงานก่อสร้างบ้านพักข้าราชการแถวโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จนถึงวันกลับบ้าน สวัสดิ์ก็ยังเลือกประกอบอาชีพที่ศึกษาภาษามอญได้ตลอดชีวิต

“มันเป็นบุญวาสนา ทำมาหากินในกรุงเทพฯ มา ๓๐ ปีก็ไม่รวย มีกินไปวันๆ พอเศรษฐกิจไม่ดีก็กลับมาอยู่บ้าน ในเมื่อเราเป็นคนไทยเชื้อสายมอญบ้านม่วงก็ต้องนำความรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรมมาส่งเสริมให้คนอื่นรู้ด้วย”

การทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์กว่า ๒๕ ปีของสวัสดิ์ ทำให้เขาพบเจอคนมากมาย บ้างเป็นเด็กในชุมชน บ้างเป็นนักเรียน นักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัย นักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวมอญ จนถึงชาวพม่า ภารกิจแต่ละวันจึงไม่ใช่แค่บอกเล่าข้อมูลตามแผ่นพับ แต่เป็นการเชื่อมสัมพันธ์ผู้คนผ่านสายใยทางภาษา ให้เด็กน้อยรับรู้รากเหง้าของตน ให้คนนอกชุมชนสัมผัสวัฒนธรรมอันแตกต่าง รวมถึงให้ผู้คนต่างชาติพันธุ์ได้เข้าใจกัน ท่ามกลางโลกที่หมุนด้วยความเจริญทางวัตถุและสงครามความขัดแย้งทางเชื้อชาติ

“ลุงก็ไม่ได้วิตกกังวล เพราะคนรุ่นเก่าก็ล่วงลับไปแล้ว แต่คนที่ยังพอมีกำลังวังชา ต้องอย่าอมภูมิ มีอะไรที่ว่าถูกก็ต้องบอกเขา”

ก่อนจากกันไป สวัสดิ์อำลาข้าพเจ้าด้วยบทเพลงภาษามอญที่เขาชื่นชอบจนฝึกร้องจากเทปคาสเซตต์แรมเดือน นี่ไม่ใช่ฉากจบของรายการโทรทัศน์ยุค ๒๐๐๐ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงตรงหน้า

“๑๒ ราศีที่เปลี่ยนผ่าน ใจเธอเปลี่ยนไปหรือเปล่า” คำแปลภาษาไทยแบบสังเขปที่ถอดจากบทเพลง “เลซอยกะนญ่าง” เป็นคำถามจากทหารหนุ่มที่เฝ้าถามคนรักหลังกลับจากสงคราม

ใจของหญิงสาวเปลี่ยนหรือไม่ ไม่มีใครทราบ แต่ใจของบุรุษวัย ๖๙ ปีผู้นี้ยากจะแปรเปลี่ยนจากจิตวิญญาณความเป็นมอญ เพราะเขายังยืนยันจะสืบสานภาษามอญกระทั่งถึงวันสุดท้ายที่ไม่มีคนฟัง

“อย่าปล่อยไว้กับตัวและกาลเวลา เพราะว่ากาลเวลาไม่รอใคร และการส่งเสริมวัฒนธรรมก็ไม่รอใคร เราจะต้องส่งเสริมทุกวันนะ ถึงจะได้เจริญรุ่งเรืองในฐานะคนไทยเชื้อสายมอญลูกแม่น้ำแม่กลอง”

monbangpong03
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงจัดแสดงประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของชุมชนชาวมอญ ที่อพยพมาตั้งรกรากริมแม่น้ำแม่กลอง
monbangpong04
ชุมชนแห่งนี้ใช้ภาษามอญอย่างแพร่หลาย ทั้งใน หนังสือ ปฏิทิน ชื่อสถานที่ สะท้อนวัฒนธรรมอันหยั่งรากลึกในอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
monbangpong05
ปัจจุบันได้จัดการเรียนการสอนภาษามอญที่โรงเรียนและวัดแก่นักเรียน เพื่อสร้างพื้นฐานการอ่านและเขียนภาษามอญให้คงอยู่

ริมแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันตก

โรงเรียนวัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

“หมั่ว บา ปัว ปอน ปะซอน ตะราว ฮะโป๊ะ ฮะจาม ฮะจิ๊ด เจ๊าะห์ …”

เสียงใสนับเลข ๑-๑๐ ภาษามอญ ลอยมาจากห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ในคาบเรียนภาษาไทย

ถัดไปไม่ไกลจากเขตอารามวัดม่วงและพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน เป็นที่ตั้งของโรงเรียนวัดม่วง ตามแบบฉบับบวร (บ้าน-วัด-โรงเรียน) นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้นจึงได้เรียนหลักสูตรท้องถิ่น “ไทยรามัญ” โดยครูผู้สอนเป็นพระและปราชญ์ชุมชน หมุนเวียนกัน

ห้องเล็กห้องหนึ่งใต้อาคารเรียนริมแม่น้ำจัดเป็น “ห้องมอญศึกษา (MON STUDY ROOM)” ซึ่งเต็มไปด้วยสื่อการสอนหลากชนิด นอกจากกี่ทอผ้าหลังใหญ่ น่าสนใจหนังสือนิทานเล่มยักษ์หลายสิบเล่ม เรียงรายเต็มฝาผนัง โดยแต่ละเรื่องแบ่งเป็นสองเล่ม เล่มหนึ่งภาษามอญ อีกเล่มภาษาไทย วางคู่กัน และภายใต้รูปวาดเดียวกัน ลายเส้นก็แตกต่าง เป็นเหตุสงสัยว่าใครคือผู้ริเริ่ม

แต่ไม่ต้องไปตามหาไกล เพราะหนึ่งในผู้พัฒนาหลักสูตรไทยรามัญและนิทานเล่มยักษ์ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลและชาวบ้านม่วง คือ จิตอารีย์ กระเครือ ข้าราชการครูวัยเกษียณ ที่ปัจจุบันผันตัวเป็นช่างทอผ้า คอยประสาทวิชาหัตถกรรมพื้นบ้านแก่นักเรียนและชาวบ้านที่ศูนย์ผ้ามอญทอมือบ้านม่วง

ฝีมือของจิตอารีย์ไม่เพียงปรากฏเป็นลวดลายประณีตบนผืนผ้าทอ แต่ยังอยู่บนแผ่นกระดาษและความทรงจำของนักเรียน

“ชาวบ้านจะเล่านิทานที่พวกคนเฒ่าคนแก่เล่าต่อๆ กันมา อย่างตำนานหงส์ทองเล่นน้ำ วัฒนธรรมประเพณีวิถีชีวิตมอญ การทอผ้า ประเพณีลอยกระทงสาย และการแข่งเรือยาวประจำปีของวัดใหญ่นครชุมน์ ประเพณีของมอญสองฝั่งแม่น้ำ ครูจะนำเรื่องราวเหล่านี้มาแต่งเป็นเก้าประโยค อาศัยพูดซ้ำๆ ให้เด็กจำง่าย แล้วก็ได้นักเรียนกับครูช่วยวาดภาพประกอบ” เธออธิบายกระบวนการผลิตนิทานเล่มยักษ์อย่างฉะฉาน พลันให้นึกถึงวลี – เลี้ยงเด็กหนึ่งคน ต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน

“สมัยก่อนเด็กพูดภาษามอญเยอะ อาจพูดไทยไม่ชัดด้วยซ้ำ แต่เด็กรุ่นหลังๆ พูดไม่ได้เลย เหมือนพ่อแม่เขาไม่ค่อยพูด ถ้าไม่ได้พูดตั้งแต่เล็กๆ ลิ้นจะไม่ไปแล้ว แต่ที่นี่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นคนมอญ โรงเรียนจึงต้องมีส่วนช่วยสืบสานภาษามอญ”

ถึงกาลเวลาจะล่วงเลยกว่า ๑๐ ปี แต่จิตวิญญาณครูของจิตอารีย์ยังคงอยู่ ด้วยปรารถนาให้เด็กนักเรียนสามารถพูด ฟัง อ่าน เขียน ภาษามอญได้ เพราะหากไม่มีใครสอน การนับหนึ่งอาจจะไปไม่ถึงสิบ

monbangpong06
คัมภีร์สิบสองตำนานฉบับเก่าแก่ที่สุด ปี ๒๑๘๑ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง จารอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์วัดคงคาราม
monbangpong07
ชุมชนแห่งนี้ส่งเสริมนักเรียนสู่การเป็นมัคคุเทศน์ประจำพิพิธภัณฑ์ ฝึกสอนโดยพระอาจารย์และคุณครูโรงเรียนวัดคงคาราม
monbangpong08
อาจารย์พิศาล บุญผูก ใช้เวลาว่างหลังเกษียณแปลคัมภีร์ภาษามอญอย่างจริงจังให้แก่วัดทั่วประเทศ

ริมแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันออก

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดคงคาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี

อีกฟากฝั่งของลำน้ำแม่กลอง ลงใต้เกือบ ๘ กิโลเมตร กลุ่มมัคคุเทศก์น้อยวัยประถมฯ กำลังใช้ค้อนตอกกระดาษสีเป็นลวดลายประดับผืนธง เสียงดัง ตึก ! ตึก ! ตึก ! ใต้ถุนพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดคงคาราม โดยมีพระอนุวัตร สุจิตโต หรือพระเจี๊ยบ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ถ่ายทอดวิชาอยู่ไม่ห่าง

ธงตะขาบสีสันสดใสในขบวนแห่ของชาวมอญหรือการประดับตามวัดมอญทั่วประเทศ ช่วงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาหรือเทศกาลสงกรานต์ มีรูปแบบการประดิษฐ์และวัสดุที่ใช้ต่างกันตามพื้นที่

“นี่เรียกว่า ‘โน่’ ไม่ใช่ธงตะขาบ” พิศาล บุญผูก ผู้เชี่ยวชาญด้านมอญศึกษาชาวปากเกร็ด กล่าวขึ้นกลางวงสาธิต

“โน่” คำภาษามอญ ใช้อธิบายผืนผ้าขนาดยาว เจาะรูเป็นช่องสวยงาม มีไม้คั่นแนวและตัวถ่วงติดอยู่ด้านล่างไม่ให้ปลิว เพื่อแขวนใต้เสาหงส์ บางครั้งจึงเรียก “หางหงส์” โดยพุทธศาสนิกชนชาวมอญทำขึ้นตามตำนานของชายแก่ยากจน ที่ถวายผ้าพาดบ่าของตนเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งเสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งแตกต่างจากธงตะขาบหรืออะแลมแกะกี ที่ทำขึ้นเพื่อไถ่บาปแก่พญาตะขาบ ผู้ครองเนินเขาสิงคุตตระ เมืองย่างกุ้ง

“โน่ แสดงถึงอุดมการณ์ของพระพุทธเจ้าว่า การจะนับถือท่าน อย่าห่วงทรัพย์สิน ขอให้มาด้วยศรัทธา โน่ตัวนี้จึงแทนสัจธรรมของพระองค์ เรื่องประเพณีวัฒนธรรมผมไม่ถือเป็นสาระนัก อยู่ที่ความเข้าใจของแต่ละบุคคล แต่คำที่เกี่ยวเนื่องกับธรรมะพระพุทธเจ้า ผมพยายามทำให้ชัดเจน เพราะเสมือนรากของเรา”

รากความเป็นมอญที่ศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา คือคติที่ทำให้พิศาลเริ่มศึกษาภาษาและวัฒนธรรมมอญอย่างจริงจังหลังเกษียณ จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรมอญและประวัติศาสตร์มอญคนสำคัญ ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ชุมชนมอญทั่วประเทศ แม้บางครั้งจะขัดต่อความเชื่อดั้งเดิมไปบ้าง

“แล้วน้องเรียกโน่หรือธงตะขาบ” ข้าพเจ้าถามหนึ่งในมัคคุเทศก์น้อย

เด็กชายตัวป้อมอมยิ้ม

monbangpong09
ม้วนนิทานคัมภีร์มอญแต่งร่วมกับภาษาบาลีจัดเก็บอยู่ในตู้พระธรรมลายรดน้ำ ณ พิพิธภัณฑ์วัดคงคาราม
monbangpong10
นักเรียนโรงเรียนวัดม่วงตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จะได้เรียนภาษามอญผ่านสื่อการสอน “สมุดภาพเขียน ๙ ประโยค”
monbangpong11
จิตรกรรมบนฉัตรเหนือพระประธานในโบสถ์วัดคงคาราม มีภาพเทวดา นางฟ้า พาดสไบมอญ และลวดลายดอกพุดตาน สัญลักษณ์ของชาวมอญ

ริมแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันออก

วัดคงคาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี

“ดาวล้อมเดือน” หรือลายดอกจันทร์ล้อมรอบดอกพิกุล เป็นลายปักเอกลักษณ์ของมอญน้ำเค็มหรือมอญสมุทรสาคร ที่ กามเทพ มิ่งสำแดง ทายาทมอญรุ่นที่ ๖ ผู้บุกเบิกวัฒนธรรมมอญแห่งบ้านคงคาราม นำมาเป็นต้นแบบให้ชาวบ้านศึกษาเพื่อพัฒนาสู่เอกลักษณ์ชุมชน และเป็นลายเดียวกับที่ เรียงสา ทองสมนึก กลุ่มสมาชิกอาชีพสไบมอญบ้านคงคาเหนือ สอนข้าพเจ้าทดลองปัก แม้ฝีมือออกจะกระท่อนกระแท่น แต่เรียงสาก็จับมือข้าพเจ้าสานดาวและเดือนอย่างตั้งใจ

การสื่อสารไม่ได้มีเพียงจารึกตัวอักษรหรือสร้างถ้อยคำ แต่สัญลักษณ์บนสิ่งของรอบตัวก็สามารถบอกเล่าความเป็นมาของชนชาตินั้นได้

“มอญรามัญประเทศ เมื่อเกิดศึกสงครามได้แตกฉานซ่านเซ็น ย้ายถิ่นฐานเข้ามาเมืองไทย โดยอยู่รวมเป็นกลุ่มเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เหมือนดาวล้อมเดือน คล้ายดอกจันทร์ที่ล้อมรอบดอกพิกุล” เรียงสาเฉลยความหมายของสัญลักษณ์บนสไบมอญหลากสีสัน

ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ สไบมอญปรากฏบนภาพปูนปั้นปัญจดุริยนารีบริเวณฐานเจดีย์เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี และยังคงมีให้เห็นในชีวิตประจำวัน โดยชาวมอญมักใช้คล้องคอยามประกอบพิธีทางศาสนาหรือกิจกรรมสำคัญทางสังคม ในอดีตเป็นเพียงผ้าสไบสีพื้น ก่อนค่อยๆ วิวัฒนาการมีลายปักสวยงาม เมื่อชาวมอญได้ติดต่อปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก

เป็นเวลากว่า ๓๐ ปีที่ดาวล้อมเดือนทำหน้าที่เชื่อมโยงชาวมอญโพธารามกับชาวมอญพื้นถิ่นอื่นๆ และช่วยจุดประกายให้ชาวบ้านมุ่งสร้างสรรค์สัญลักษณ์ลายปักเป็นภาษาใหม่ของชุมชนตนเอง

ภาพเรียงสาและกลุ่มสมาชิกอาชีพสไบมอญบ้านคงคาเหนือสวมใส่สไบมอญปักมือเต็มยศ ใบหน้าแต้มยิ้มอย่างภูมิใจ ชวนสะท้อนถึงประโยคหนึ่งของ สวัสดิ์ เจิมเครือ ที่พูดไว้กับข้าพเจ้า

“อย่าอมภูมิ”

หมายเหตุ :

อักษรมอญที่กำกับบท คือตัวเลขมอญ ได้แก่

၁ อ่านว่า “มั่ว” หมายถึง ๑

၂ อ่านว่า “บา” หมายถึง ๒

၃ อ่านว่า “ป็อย” หมายถึง ๓

၄ อ่านว่า “ปอน” หมายถึง ๔

เอกสารอ้างอิง

ธันวดี สุขประเสริฐ. (๒๕๕๙, ๑ สิงหาคม). “แห่หงส์-ธงตะขาบ.” ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. https://rituals.sac.or.th/main.php

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง. (ม.ป.ป). นำชม พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง จังหวัดราชบุรี [แผ่นพับ].

พิศาล บุญผูก. (๒๕๖๕). “วิถีชีวิตท้องถิ่นมอญ.” ใน วรนุช สุนทรวินิต และ กัลยาณี ศุภดิษฐ์ (บ.ก.). วิถีมอญในไทย (พิมพ์ครั้งที่ ๑). https://library.stou.ac.th/wp-content/flipbook/978-616-16-2824-6/

เพ็ญสุภา สุขคตะ. (๒๕๖๕, ๑๑ กรกฎาคม). “ปริศนาโบราณคดี : ‘มนุษย์สิงห์’ สฟิงซ์ของชาวมอญ-พม่า.” มติชนสุดสัปดาห์. https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_244537

แพรวา พุ่มเจริญ. (๒๕๖๗, ๒๑ กุมภาพันธ์). “บ้านม่วง.” ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. https://wikicommunity.sac.or.th/community/1523

ขอขอบคุณ

  • คุณสวัสดิ์ เจิมเครือ คุณจิตอารีย์ กระเครือ คุณพิศาล บุญผูก คุณเรียงสา ทองสมนึก