Network Centric Warfare ศึกเวหานอกแบบ
“การรบกับกริพเพนจะไม่ใช่การรบกับเครื่องบินขับไล่ ๑ หรือ ๔ ลำ แต่เป็นการรบกับระบบเครือข่ายทั้งระบบ ข้าศึกอาจเห็นเครื่องบินลำเดียว แต่เบื้องหลังคือระบบรบ Network Centric Warfare ทั้งหมดที่หนุนหลังอยู่ สมัยนี้ใครมีข้อมูลของข้าศึกมากกว่าและยิงอาวุธได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ เราอาจมีเครื่องบินขับไล่ขึ้นไปบนฟ้าไม่กี่ลำ เผชิญหน้ากับข้าศึกหลายลำ แต่ถ้าเรามีทีมงานภาคพื้นดิน มีระบบเครือข่ายที่ดี มันจะทวีกำลังทางอากาศ (Air Power) จนเสมือนเรามีเครื่องบินรบหลายลำ” นาวาอากาศโทอกนิษฐ์อธิบายรูปแบบการรบของกริพเพนที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการรบทางอากาศของ ทอ.ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
วิธีรบดังกล่าวสอดคล้องกับที่ผู้ฝูงจักรกฤษณ์บอกว่าคือ “หลักนิยม” ของสวีเดนที่ตรงกับหลักป้องกันน่านฟ้าของไทยซึ่งเน้นการ “ป้องกันเชิงรุก” (Active Defense) อันหมายถึง “ตั้งรับเชิงรุก เราไม่ได้ซื้อเครื่องบินขับไล่ที่มีระยะทำการไกลเพื่อทิ้งระเบิดเพื่อนบ้าน แต่ก็ต้องป้องกันตัวได้และมีกำลังเชิงรุกเพื่อป้องปรามไม่ให้เพื่อนบ้านกล้าบุกเรา ดังนั้นกริพเพนที่ทำงานได้หลากหลายภารกิจจึงเหมาะสมกับเราที่สุด”
ด้วยกริพเพนนั้นผลิตขึ้นมาเพื่อรับใช้ปรัชญานี้โดยเฉพาะ จากการที่สวีเดนมีเขตแดนติดกับมหาอำนาจอย่างรัสเซีย เยอรมนี เป็นประเทศที่มีประชากรน้อย (ปัจจุบันคือ ๙ ล้านคน เทียบกับกรุงเทพฯ ซึ่งเกิน ๑๐ ล้านคน) และด้วยภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ซึ่งต้องดำรงความเป็นกลางไว้ให้ได้ท่ามกลางสถานการณ์สงครามโลกและสงครามเย็น
ความต้องการนภานุภาพที่ “จิ๋วแต่แจ๋ว” มีน้อย แต่รับมือเครื่องบินรบสมรรถนะสูงของค่ายโซเวียตที่มีมากกว่าได้สูสีด้วยปฏิบัติการแบบเครือข่าย ค่าบำรุงรักษาต่ำ ทว่ามีคุณภาพสูงจึงเป็นเรื่องจำเป็น
สวีเดนยังพัฒนาทางหลวงสายต่างๆ ให้เป็นรันเวย์ชั่วคราวยามสงคราม จุดที่ใช้เป็นรันเวย์ต้องเป็นทางตรงไม่ต่ำกว่า ๘๐๐ เมตร จุดส่งกำลังบำรุงจะถูกซ่อนไว้ใกล้เคียง เมื่อข้าศึกโจมตีฐานทัพอากาศ พวกเขาจะตอบโต้ด้วยการกระจายเครื่องบินขับไล่ไปไว้ตามจุดต่างๆ แล้วรบยืดเยื้อ
ปัจจุบัน กริพเพนจึงอาจเป็นเครื่องบินขับไล่แบบเดียวในโลกที่ “ทำสงครามกองโจร” ทางอากาศได้
แน่นอน สนามบินขนาดเล็กในภาคใต้ของไทยทุกแห่ง ถนนหลวงบางสายก็ใช้งานลักษณะนี้ได้
นาวาอากาศเอก สฤษดิ์พร สุนทรกิจ ผู้บังคับการกองบิน ๗ ระบุว่า ในเชิงยุทธศาสตร์ กองบิน ๗ ตั้งอยู่บน “ด้ามขวาน” ในทางภูมิรัฐศาสตร์ “ตะวันออกคืออ่าวไทย ตะวันตกคืออันดามัน มีเขตทับซ้อนทางทะเลอยู่ทั้งสองด้าน ทั้งยังมีจุดแข็งทางยุทธศาสตร์คือมีพื้นที่เชิงลึกห่างจากประเทศที่อาจเป็นภัยคุกคาม ด้วยถ้าวางฝูงบินรบใกล้ประเทศเพื่อนบ้านมากเกินไปอาจก่อให้เกิดความหวาดระแวงได้ แต่ไกลไปก็ไม่เหมาะสม
“กองบิน ๗ จึงเป็นจุดที่เหมาะสมที่สุดในการวางฝูงบินรบที่ทันสมัยที่สุด จากตรงนี้เราไปได้ทุกที่ของประเทศ เราจะทำงานได้ดีที่สุดเพราะกริพเพนมีอาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำ มันจึงมีศักยภาพในการปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลของเรา”
การศึกในระบบ Network Centric Warfare หากจะทำลายระบบป้องกันทางอากาศของไทย จึงหมายถึงการทำลายฐานทัพอากาศให้ได้ทุกแห่ง ด้วยทุกฐานบินทำงานแทนกันได้ทั้งหมด โอกาสของข้าศึกจึงแทบเป็นศูนย์หากใช้ยุทธวิธีนี้
อนาคต “นภานุภาพ” ไทย
อย่างไรก็ตาม ภายใต้โครงการ “สุวรรณภูมิสันติ” จัดซื้อกริพเพน ๑๒ ลำ ด้วยงบประมาณ ๓๕,๘๖๖ ล้านบาท ก็ปรากฏเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเงื่อนไขในการจัดซื้อค่อนข้างมาก
ช่วงกลางปี ๒๕๕๓ หนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับตั้งข้อสังเกตหลายประการ
“ชำแหละฝูงบิน ‘กริเพน’ เทียบ ๕ ประเทศ ไทยซื้อแพงสุด” (มติชนออนไลน์ ๑๕ ก.ค. ๒๕๕๓)
เนื้อข่าวนี้ได้เปรียบเทียบเงื่อนไขที่สวีเดนเสนอขายกริพเพนให้แก่ประเทศต่างๆ กรณีที่น่าสนใจคือโรมาเนีย ซึ่งตกลงซื้อ F-16 C/D มือสองของสหรัฐอเมริกา ๒๔ ลำ ทำให้สวีเดนยอมหั่นราคาเสนอขายกริพเพน ๒๔ ลำในราคา ๑,๐๐๐ ล้านยูโร (๔๐,๐๐๐ ล้านบาท) เฉลี่ยลำละ ๑,๖๖๖ ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขชำระหนี้ระยะยาว ๑๕ ปี ฝึกนักบิน ๓๐ คน เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน ๖๐ คน บวกกับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจโดยสร้างงานให้อย่างต่ำ ๕,๐๐๐ ตำแหน่ง
ต่างกับกรณีกริพเพน ๑๒ ลำของไทย ซึ่งหากนำงบประมาณจัดซื้อมาหารจะอยู่ที่ลำละ ๒,๘๖๖ ล้านบาท สูงกว่าถึงลำละพันล้านบาท
ทั้งนี้ยังมีรายงานของคณะกรรมาธิการทหารของสภาผู้แทนราษฎรสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ระบุว่าสายการผลิตกริพเพนให้ไทยนำอะไหล่กริพเพนรุ่นก่อนหน้านี้มาปะปน สวีเดนสนับสนุนการซ่อมบำรุงเพียง ๒ ปีหลังจัดซื้อ ทำให้มีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินสูง ทั้งยังพบว่าบริษัทตัวแทนที่ติดต่อกับรัฐบาลไทยคือ บริษัท เอเวีย แซตคอม จำกัด เป็นบริษัทเดียวกันกับที่ประมูลโครงการใหญ่ๆ หลายโครงการของ ทอ. แบบผูกขาด อีกทั้งยังเป็นผู้นำเข้าเครื่องตรวจระเบิด GT-200 ซึ่งเป็นข่าวอื้อฉาวเรื่องประสิทธิภาพการใช้งาน (ข้อมูลจากมติชนออนไลน์ ๒๑ ก.ค. ๒๕๕๓)
ขณะที่ ผบ.ทอ. ยืนยันว่านี่เป็นข้อตกลงระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่อาจนำงบประมาณทั้งหมดมาหารเพื่อเปรียบเทียบกัน เนื่องจากแต่ละประเทศมีเงื่อนไขในการจัดซื้อและออปชันที่ตามมาต่างกัน กรณีโรมาเนียเป็นการเสนอราคาเบื้องต้น หากเจรจาต่อไปย่อมจะมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น
ผบ.ทอ.ระบุว่ากริพเพนนอกจากจะทดแทน F-5 ของกองบิน ๗ ที่ใช้งานมานาน ยังเป็นการพัฒนากองทัพอากาศให้เป็นหนึ่งในกองทัพอากาศชั้นนำของอาเซียน (One of the Best Air Force in ASEAN) ในปี ๒๕๖๒ ด้วยสิ่งที่ได้เพิ่มมาคือ เครื่องบินตรวจการณ์และแจ้งเตือนทางอากาศ ๒ ลำ คิดเป็นมูลค่าจะถือว่าสูงมาก
ทั้งนี้ยังมีโอกาสพัฒนาบุคลากรจากทุนการศึกษาวิจัย มีโอกาสพัฒนาระบบสื่อสารข้อมูลของกองทัพไทยทั้งหมด ยังไม่นับการได้ Source Code หรือรหัสซอฟต์แวร์ที่ใช้ควบคุมกริพเพน อันเปรียบเสมือนกุญแจที่จะทำให้ในอนาคตไทยจะพัฒนากริพเพนของตนให้ติดตั้งระบบอาวุธและเพิ่มความสามารถใหม่ๆ เข้าไปได้อีก เงื่อนไขนี้ต่างจากเครื่องบินขับไล่แบบอื่นที่เสนอขายเฉพาะตัวเครื่องบินเท่านั้น
“กริพเพนจึงไม่ด้อยกว่าเครื่องบินขับไล่ของประเทศเพื่อนบ้าน ในอดีตนักยุทธศาสตร์มักนำกำลังรบมาเทียบกัน สมัยนี้เครื่องบินขับไล่ ๑ ลำต่อกรกับเครื่องบินขับไล่ ๔ ลำได้ถ้าระบบสนับสนุนดี กริพเพนมีเรดาร์ตรวจจับข้าศึก มีระบบการรบแบบเครือข่ายเข้ามาเสริม ทำให้ตรวจจับศัตรูได้จากระยะไกล นี่คือความได้เปรียบที่ต้องดูด้วย การจัดหาครั้งนี้ถือว่าเป็นความจำเป็นอย่างแท้จริง” ผบ.ทอ. ยืนยัน
อย่างไรก็ตาม ในสังคมประชาธิปไตย การตรวจสอบการจัดซื้ออาวุธของกองทัพต้องดำเนินต่อไป และกองทัพก็มีหน้าที่ในการชี้แจงและแสดงถึงความโปร่งใส
ทว่า สำหรับนักบินกริพเพน “ข้าราชการชั้นผู้น้อย” ในกองบิน ๗ ซึ่งอยู่ห่างไกลนโยบายจัดซื้ออาวุธ หน้าที่หนึ่งเดียวที่พวกเขาต้องทำคือดำรงสภาพพร้อมรบและปกป้องน่านฟ้า
“Pride” ค่านิยมของฝูงบิน ๗๐๑ และ ๗๐๒ อันเป็นรังของกริพเพนและบ้านของเครื่องบินตรวจการณ์ฯ ซึ่งมีที่มาจากอักษรตัวแรกของคำว่า
Professional-ความเป็นมืออาชีพ
Responsibility-ความรับผิดชอบ
Integrity-ความเป็นหนึ่งเดียวกัน
Dedication-การอุทิศตัว
Excellent-ความยอดเยี่ยม
สิ่งที่ผู้ฝูงจักรกฤษณ์ปลูกฝัง จะอยู่ในใจนักบินและเจ้าหน้าที่ของกองบิน ๗ อยู่เสมอ
ด้วยเมื่อต้องเผชิญกับข้าศึก พวกเขามีเวลาแค่หลัก “วินาที” เท่านั้นในการตัดสินแพ้ชนะ
พวกเขาถูกสอนมาเพื่อวินาทีนี้วินาทีเดียว ด้วยศึกเวหาสมัยใหม่ การรบส่วนมากเป็นการรบนอกระยะสายตาจากการที่ตรวจจับข้าศึกได้ในระยะไกล การรบระยะประชิด (Dog Fight) แทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้น
ความเสียงต่อการเสียชีวิตจึงสูงกว่านักบินขับไล่สมัยก่อนที่ต้องตัดสินกันถึงขั้น Dog Fight
นาวาอากาศโทเจริญ นักบินกริพเพนยืนยันเรื่องนี้ว่า “เราถูกฝึกเพื่อต่อสู้ในเวลาไม่กี่วินาที เราถูกฝึกแบบ Be Train as be fight ฝึกเหมือนรบมาตลอดชีวิต ทุกคนอยากปฏิบัติภารกิจ แต่ไม่ได้คิดว่าเมื่อไรจะรบกันเสียที ไม่มีใครอยากฆ่ากัน จริงๆ พวกผมถ้ามีเวลาก็จะไปวัดทำบุญกันเป็นประจำ เราแค่ทำหน้าที่เท่านั้น”
และหลายครั้ง พวกเขาต้องทำหน้าที่โดยไม่คาดฝัน
ครั้งสุดท้ายที่ไทยใช้กำลังทางอากาศเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ เมื่อมีการกระทบกระทั่งตามแนวชายแดนไทย-พม่า หลังทหารพม่าโจมตีชนกลุ่มน้อยบริเวณอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และเลยมาโจมตีฐานทหารพรานไทย จากข้อมูลที่ปรากฏตามข่าว ไทยตอบโต้จนเกิดการปะทะอย่างหนักก่อนที่ทหารพม่าจะถอนกำลังกลับไป เหตุการณ์คราวนั้นนอกจากศึกภาคพื้นดิน ปรากฏข้อมูลว่าไทยส่ง F-5 ปฏิบัติการหลายเที่ยวบิน ต่อมายังส่ง F-16 ออกโจมตีและลาดตระเวนตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์สงบลง
ยังไม่นับการส่ง F-16 ขึ้นบินลาดตระเวน ขณะเกิดข้อพิพาทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๔
ในเชิงยุทธศาสตร์ ในยามที่เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ กำลังทางอากาศเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องปรามและหนุนหลังรัฐบาลแต่ละชาติให้ดำเนินนโยบายได้อย่างคล่องตัว
ในอนาคต ผมได้แต่หวังว่าประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้น การดำเนินนโยบายที่รอบคอบและก้าวหน้าของรัฐบาลไทยทั้งชุดนี้และชุดต่อๆ ไป จะทำให้กองทัพอากาศไม่ต้องส่งกริพเพนไปทำสงครามเวหากับใคร
เพราะสงครามไม่เคยให้อะไรแก่มนุษย์นอกจากความตายและความเสียหาย
อดีตนักบินขับไล่คนหนึ่งยืนยันว่า ถ้าเลือกได้ก็ไม่ต้องการไปยิงใคร การรบเป็นเรื่องหมดยุคสมัย สำหรับนักบินขับไล่ทุกคนนั้นใจจริงแล้ว
“รักที่จะบินในท้องฟ้าที่สงบสุขมากกว่า”
เอกสารประกอบการเขียน
วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์. “F-16: ฝูงบินเหยี่ยวพิฆาต ผู้คุ้มกันสันติภาพ”, หลักสูตรคนกล้า รบพิเศษ. กรุงเทพฯ : สารคดี, ๒๕๓๘.
ขอขอบคุณ
คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ, น.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย ผู้บังคับฝูงบิน ๗๐๑, คุณสุเมธ อัศววิไลรัตน์, พล.อ.ท.วุฒิชัย คชาชีวะ, น.อ.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย, น.ต.กฤษณะ สุขดี, น.ท.พุทธพงศ์ ผลชีวิน, น.อ.หญิง วรรณสุนา เลิศ-ประดิษฐ์, ร.ท.หญิง จิรายุ ดวงนุ้ย, คุณวิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์, พ.อ.อ.สุเมธ ร้อยแก้ว, ร.ท.ธีรวิทย์ ชิดเชื้อ, น.ต.ปรัชญา ทิพยรัตน์, ร.ท.เพิ่มพูล มงคลแสงสุรีย์, คุณสรศักดิ์ สุบงกช, กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ, เจ้าหน้าที่ทุกท่านของกองบิน ๗ สุราษฎร์ธานี, เจ้าหน้าที่ทุกท่านของหอบังคับการบิน ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธาน

Pingback: ฉบับที่ ๓๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๔