ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์ สังคมไทยไม่ยอมรับว่าวัยรุ่นเดี๋ยวนี้เอากันเหมือนกระต่าย

มีนาคม 17, 2001 
0


สัมภาษณ์ : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
ภาพ : ชัยชนะ จารุวรรณากร

จุลจักร ฮิวโก้ จักรพงษ์ คือชื่อของหนุ่มลูกครึ่งวัย ๒๐ ปีคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศมาตั้งแต่เกิด เป็นบุตรชายของ ม.ร.ว. นริศรา จักรพงษ์ กับ แอลเลน เลวี่ เป็นหลานตาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ซึ่งในเดือนมีนาคมนี้จะครบรอบ ๑๒๐ ปีวันประสูติ

เมื่อสามสี่ปีก่อน ฮิวโก้เริ่มเป็นที่รู้จักของคนในสังคมตามเส้นทางเดินปรกติของ “หนุ่มไฮโซลูกครึ่ง หน้าใส หยิ่งนิด ๆ” จากการเป็นนายแบบหน้าปกนิตยสารผู้หญิง นิตยสารวัยรุ่นหลายฉบับ เป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาสินค้า และป็นพระเอกละครโทรทัศน์

“ผมไม่เคยถ่ายแบบมาก่อน สนุกดี แล้วได้ตังค์ด้วย”

ในเวลาต่อมาแม้หนุ่มไฮโซ หน้าใสผู้นี้ จะเป็นดาราวัยรุ่นที่มีชื่อเสียง แต่เขาก็ปฏิเสธการไปออกรายการเกมโชว์ การเดินแบบ กลับชอบอยู่บ้านอ่านหนังสือ มากกว่าไปออกงานสังคมให้เป็นข่าวตามสื่อต่าง ๆ ขณะที่พ่อค้าแม่ขายย่านตลาดคลองถมและสะพานพุทธ รู้จักคุ้นเคยเขาดียิ่งกว่าพนักงานขายของ ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพราะเขาไปเดินซื้อของมือสองที่นั่นแทบทุกสัปดาห์

“ผมไม่คิดว่าตัวเองสำคัญขนาดที่ต้องมานั่งเป็นห่วงเรื่องภาพลักษณ์”

เมื่อเขากับเพื่อนอีกสามคนร่วมกันตั้งวงดนตรีในนามวง “สิบล้อ” โดยเขารับหน้าที่เป็นนักร้องนำ คนในวงการบันเทิงก็งงว่า เหตุไฉนหนุ่มไฮโซอย่างเขาจึงตั้งวงชื่อแปลก ๆ และไม่ยอมร้องเพลงพ็อป กลับร้องเพลงที่คนทั่วไปบอกว่า “ร้องเพี้ยน” ผลก็คือยอดขายเทปไม่เดินเท่าที่ควร ล่าสุด มีคนเห็นเขาไปร่วมงานรำลึก ๒๕ ปีเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันเด็กที่ผ่านมา สารคดี นัดสัมภาษณ์ฮิวโก้ เขาทักเราว่า

“เหตุผลที่พี่มาสัมภาษณ์ผมมันแปลกเหมือนกัน เพราะว่าถ้าผมไม่ได้เป็นดารา พี่จะมาสัมภาษณ์ผมหรือเปล่า”

สามชั่วโมงผ่านไป เมื่อการสัมภาษณ์จบลง เราต้องย้ำกับตัวเองว่า นี่คือคำพูดของเด็กหนุ่มวัย ๒๐ ที่คนในวงการบันเทิงมองว่าเขาเป็นคนแปลก ๆ

“ผมไม่ได้มองชัดกว่าคนอื่น แต่มุมที่ผมมองไม่เหมือนกัน”

สารคดี :     ชีวิตวัยเด็กของคุณเป็นอย่างไร
ฮิวโก้ : ผมเกิดในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เรียนที่อังกฤษตลอด เคยกลับมาเรียนเมืองไทยระยะสั้น ๆ ที่โรงเรียนจิตรลดาตอนชั้น ป. ๒ หลังจากนั้นก็กลับไปเรียนพับบลิกสคูลที่อังกฤษต่อ กลับมาเมืองไทยทุกปี ปีละสองครั้ง อยู่กับครอบครัวจริง ๆ วัน ๆ ก็ไม่ได้คลุกคลีกับใครนอกจากครอบครัว หรือไม่ก็ไปเที่ยวเล่นตามจังหวัดต่าง ๆ ระยอง เลย เชียงใหม่ ตอนนั้นผมจึงไม่รู้เรื่องอะไรมากมายเกี่ยวกับสังคมไทย พอเรียนจบไฮสคูลก็กลับมาทำงานที่เมืองไทยจนถึงปัจจุบัน

สารคดี :     ตอนอยู่โรงเรียนประจำหรือพับบลิกสคูลที่อังกฤษ คุณใช้ชีวิตอย่างไร
ฮิวโก้ : ผมเรียนที่โรงเรียนชาเตอร์เฮาส์ คงเหมือนที่เราเห็นในหนัง เป็นพวกโรงเรียนโบราณเก่าแก่ มีกฎระเบียบมากมาย แต่ทำให้ผมได้ฮามากกว่า เพราะบางทีเราไม่ต้องทำตามกฎเหล่านั้นก็ได้ แต่มันก็ดีอย่าง มันสอนให้เราต้องปรับตัวเข้ากับคนอื่นให้ได้ เพราะต้องอยู่กับคนมากมายในบ้านหลังเดียวกันตลอดเวลาห้าปีโดยไม่ต้องฆ่ากัน คือโรงเรียนเขาจะจัดที่พักเป็นหลัง เรียกว่าเฮาส์ ในแต่ละเฮาส์ก็จะมีนักเรียนอยู่ประมาณ ๑๐ ถึง ๑๒ คนจากทุกชั้น ตั้งแต่รุ่นน้องถึงรุ่นพี่สลับกันไป ต้องอยู่ในบ้านหลังนี้ตลอดห้าปี เราจึงต้องเป็นคนที่สามารถเข้ากับคนอื่นได้ง่าย ๆ ไม่เรื่องมาก มันสอนให้เราต้องทนกับคนอื่นแล้วก็พยายามให้คนอื่นทนเรา ได้อะไรมากกว่าแค่ไปหาวิชาความรู้ในโรงเรียน

สารคดี :     เป็นโรงเรียนชายล้วนใช่ไหม
ฮิวโก้ : เป็นโรงเรียนผู้ชาย แต่พอถึงระดับชั้น ม.๕-ม.๖ จะมีนักเรียนหญิงจำนวนน้อยมาเรียน ถามว่าเป็นสิ่งที่ดีไหม ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน มันแปลก ๆ เพราะผู้หญิงน้อยกว่าผู้ชาย แล้วมีนักเรียนชายจำนวนมากที่ไม่เคยเรียนกับนักเรียนหญิงเลยตั้งแต่เล็ก แล้วอยู่ ๆ มีผู้หญิงเข้ามาเรียนด้วยกัน โอ้โฮ กรี๊ดกร๊าดกันเลย แต่สำหรับผมค่อนข้างโชคดี ตอนเด็กเคยเรียนกับนักเรียนหญิงก่อนจะเข้าเรียนที่โรงเรียนผู้ชายล้วน ขณะที่นักเรียนชายส่วนมากจะเข้าโรงเรียนประจำตั้งแต่อายุ ๗ ขวบซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก พ่อแม่ของเขาดูเหมือนจะไม่ค่อยรักลูก ให้ลูกตัวเองอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่ ๗ ขวบจนถึงอายุ ๑๗-๑๘ ปี แล้วพวกนี้ไม่เคยเห็นผู้หญิง ไม่เคยคุยกับผู้หญิงเป็นเรื่องเป็นราว ดังนั้นตอนที่ผู้หญิงเข้ามาเรียนต่างคนก็ไม่รู้จะทำตัวยังไง ตลกดี

สารคดี :     เหตุใดคุณจึงตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตที่เมืองไทยหลังจากเรียนจบชั้นมัธยมที่อังกฤษแล้ว
ฮิวโก้ : ครับ ผมตัดสินใจมาทำงานเพื่อที่จะมีตังค์เลี้ยงตัวเอง คือจะได้เลือกทางของชีวิตเองบ้าง เพราะผมเห็นว่าบางที เด็กหรืออาจจะเป็นพ่อแม่ก็ได้ มักคิดว่าชีวิตมันเป็นเส้นทางที่ต้องทำตามขั้นตอน ถ้าไม่ทำตามก็ผิด แต่ผมว่าชีวิตจริงมันไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไปหรอก ไม่จำว่าเมื่อเรียนจบชั้นมัธยมแล้วต้องไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย ไปฝึกงาน จบแล้วเข้าออฟฟิศ ทำงานไปเรื่อย ๆ ต่อมาเลื่อนขั้นเป็นคนคุมออฟฟิศ แล้วก็มีรถคันหนึ่ง มีบ้านรั้วสีขาว มีหมาตัวหนึ่ง แต่งงานมีครอบครัว มีลูก ๒.๔ คน

สารคดี :     มีลูก ๒ ถึง ๔ คน ?
ฮิวโก้ : ๒.๔ คนครับ คือมาตรฐานของครอบครัวอังกฤษ เขาเฉลี่ยไว้ว่าคนอังกฤษมีลูก ๒.๔ คน

สารคดี :     ทำไมถึงอยากจะหาเลี้ยงชีพตั้งแต่อายุยังน้อย ในเมื่อฐานะทางบ้านก็ดีมาก
ฮิวโก้ : มันรู้สึกผิดยังไงก็ไม่รู้ที่ต้องมานั่งใช้เงินพ่อแม่ตลอดเวลา ผมไม่สบายใจ ตอนผมอายุ ๑๗ ปี ผมก็เป็นผู้ใหญ่พอแล้ว ไม่ได้เป็นเด็กแล้ว ผมไม่อยากเป็นเด็กต่อไป ผมอยากรับผิดชอบอะไรบางอย่าง ถ้าผมทำอะไรผิดพลาดจากการที่ตัดสินใจไปเช่นนั้น ก็เป็นส่งที่ผมต้องรับผิดชอบ ผมทำเอง ไม่ใช่เอาเงินของคุณแม่ไปลงทุนบ้า ๆ บอ ๆ แล้วในที่สุดก็เป็นภาระของคุณแม่ หรือชีวิตประจำวันผมก็อยากจะรับผิดชอบเอง วันนี้อยากกินซาบะก็ออกไปซื้อซาบะเอง คือมันอาจเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคนอื่น แต่มันสำคัญสำหรับผม และไม่ได้หมายความว่าผมจะตัดขาดจากพ่อแม่เลย ผมก็ยังอยู่ในบ้านแม่ เพราะผมไม่เห็นว่าต้องย้ายออก ไม่ได้อยากหนีจากพ่อแม่อย่างนั้น ไม่ได้เป็นปัญหาที่ว่าผมไม่อยากเกี่ยวข้องกับพ่อแม่ ผมเพียงแค่ไม่อยากเป็นภาระให้พ่อแม่ เพราะอายุผมมันเกินเวลานั้นมาแล้ว

สารคดี :     คุณคงอยากทำงานก่อนจะกลับไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย
ฮิวโก้ : เหตุผลที่ทำให้ผมไม่กลับไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในเวลานี้ เพราะผมยังไม่รู้ว่าผมต้องการเรียนอะไร ให้ผมไปเรียนอะไรสักอย่างที่ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ผมไม่เรียนแน่ ชีวิตผมไม่ได้วางแผนอะไรไว้มากมายนอกจากความจำเป็น คือถ้าผมมีความจำเป็นเมื่อไหร่ที่จะต้องไปเรียนต่อเพื่อให้ได้ใบปริญญา ผมก็จะทำให้ได้ สมมุติว่าผมอยากเป็นผู้กำกับหนัง แสดงว่ามันมีความจำเป็นที่ผมต้องไปเรียนทางด้านฟิล์ม เพื่อหาความรู้เพิ่มเติม นั่นแหละผมก็จะเรียน แต่ตอนนี้ชีวิตผมยังไม่แน่นอน ผมไม่อยากไปยึดติดกับอะไร บางทีไปเรียนปริญญาพวกนี้เสียเวลาไปสี่ห้าปี แล้วอยู่ ๆ ไม่ชอบขึ้นมา ผมเป็นคนที่เปลี่ยนใจเร็วมาก เดี๋ยวเห่ออันนี้ เดี๋ยวเห่ออันโน้น เรื่องการเรียนผมยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอะไร ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง เรียนปริญญาด้านประวัติศาสตร์สงคราม แล้วอยู่ๆ เขาก็เบื่อ แล้วไง ก็เปลืองเวลาไปสามปี คือผมชอบให้มีทางเลือกของชีวิตเยอะ ๆ ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไป ตอนนี้ผมอยากทำดนตรีก็ทำ ตอนนี้ผมมีอิสระ

สารคดี :     วัยรุ่นอังกฤษส่วนมากจบชั้นมัธยมก็อยากจะหางานทำก่อนตัดสินใจเรียนต่อ
ฮิวโก้ : มีบ้าง มีก่อนจบด้วย เช่นเป็นบ๋อยในร้านอาหาร ส่วนมากก็ไปทำงานช่วยพ่อแม่ แล้วอีกอย่างที่อังกฤษ ในมหาวิทยาลัยจะมีเด็กนักศึกษาที่ไม่เป็นเด็ก คือคนอายุ ๓๐ ปี ๔๐ ปี อยู่ ๆ คิดจะกลับไปเรียนต่อก็ได้ ไม่มีอะไรห้ามคุณเลย แล้วผมชอบตรงนี้ คือมันอิสระในการเลือกเส้นทางชีวิตมากกว่า แม่ผมก็ไปทำปริญญาโทตอนอายุ ๓๐-๔๐ ปีกว่า ไม่ได้เป็นปัญหา มันไม่มีอุปสรรคตรงนั้น แต่เมืองไทยผมไม่เคยเจอ

สารคดี :     ที่เมืองไทยเมื่อเด็กเรียนจบชั้นมัธยมแล้ว มักจะเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยเลย
ฮิวโก้ : ผมว่าข้อดีคือวัยรุ่นไทยมีความตั้งใจมากกว่าวัยรุ่นอังกฤษ เพราะว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่รู้จักรุ่น ความเกรงใจระหว่างรุ่นมีมากกว่าคนเมืองนอก คนไทยก็เลยเชื่อฟังครูมากกว่านักเรียนในเมืองนอก เชื่อฟังครูอย่างสิ้นเชิง นักเรียนไทยไม่ค่อยเถียงหรือต่อว่าครูเหมือนที่เมืองนอก ดังนั้นโดยธรรมชาติโดยนิสัยแล้วคนไทยจะเป็นเด็กนักเรียนที่ดี คนไทยเรียนจบไฮสคูลแล้วก็เรียนต่อมหาวิทยาลัยเลย การเรียนไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อสำหรับเขา แต่ข้อเสียของตรงนี้ก็คือ มันเป็นกฎเกณฑ์มากเกินไป หลายคนคิดว่านี่เป็นทางเลือกของชีวิตทางเดียวที่ไม่มีทางอื่นให้เลือก จะพูดไปอย่างนั้นก็อาจจะมีหลายคนว่า โอ๊ย ไม่ดี อย่าไปยุให้เด็กไม่ไปเรียนต่อ ผมยอมรับว่าการเรียนต่อมันเป็นอะไรที่ดี แต่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็น ผมว่าหลายคนไปเรียน ไปมหาวิทยาลัยโดยไม่รู้ว่าเขาไปทำไม เช่นบางคนเรียนจบปริญญาประวัติศาสตร์ฮินดู แต่ตอนหลังเพิ่งรู้ตัวว่าอยากเป็นช่างเหล็กมากกว่า ในขณะเดียวกัน ผมนับถือคนที่ไปเรียนหนังสืออย่างมีเป้าหมาย ตั้งใจอยากมีความรู้ตรงนี้ หรืออยากมีอาชีพตรงนั้น เพราะว่าเขาอดทนได้ที่จะเรียนอยู่สี่ห้าปี เพื่อที่จะเป็นอะไรที่เขาอยากเป็น ผมนับถือมาก แต่คนที่ไปเรียนต่อด้วยเหตุผลเพราะไม่กล้าเผชิญหน้ากับชีวิตการทำงาน หรือไปเรียนเพราะว่าคนอื่นเขาไปเรียนกัน ผมว่านี่แย่เหมือนกัน แย่พอ ๆ กับคนที่ไม่ไปเรียนพราะขี้เกียจ

สารคดี :     แต่ในสังคมไทย ปริญญาตรีเป็นวุฒิที่สำคัญ
ฮิวโก้ : แน่นอนต้องมีปริญญาถึงจะมีงานทำ ผมอาจโชคดีที่งานของผม คนโง่อย่างผม (หัวเราะ) สามารถทำได้ เพราะอาชีพของผมมันไม่ได้อยู่ตรงการใช้ความคิดหรือใช้ความฉลาด แต่มันอยู่ที่การแสดง ซึ่งมันเป็นอะไรที่สอนกันได้ในระดับหนึ่ง แต่การแสดงก็เป็นสิ่งที่คุณเรียนไม่มีวันจบ

สารคดี :     เพราะอะไรครับ
ฮิวโก้ : เพราะว่าการแสดงเป็นงานศิลปะ มันไม่ได้เป็นอะไรที่สอนได้ ผมว่าบางคนเกิดมามีพรสวรรค์ตรงนี้ นักแสดงหลายคนไม่มีพรสวรรค์ ทำงานได้ซักพักก็หายไป แต่นักแสดงที่อยู่นาน ๆ ไม่ใช่เพราะเขาจบการแสดงมาหรือเขาเรียนมานาน แต่เป็นเพราะเขามีพรสวรรค์ เขาเก่ง เขาเกิดมาอย่างนั้น ผมไม่ได้บอกว่าผมมีพรสวรรค์ ผมสู้นักแสดงหลายคนไม่ได้เลย แต่เพราะว่ามีคนยังจ้างผมให้แสดงอยู่

สารคดี :     ทำไมถึงชอบเล่นละคร
ฮิวโก้ : ผมชอบเล่นละครเวทีตั้งแต่อยู่เมืองนอกแล้ว ผมชอบการแสดงทุกแบบ ผมว่ามันเป็นอะไรที่สะใจเมื่อเราเป็นคนคนหนึ่งที่ให้ความสุขกับคนจำนวนมาก ที่สำคัญ ผมอยากให้คนที่กลับจากการทำงานได้ผ่อนคลายหยุดโลกซักชั่วโมงหนึ่ง แล้วมันไม่ใช่ผมคนเดียวที่ทำให้เขาเป็นแบบนั้น เป็นนักแสดงคนอื่น ช่างกล้อง ช่างไฟ ทุกคนแหละที่สร้างโลกในโทรทัศน์ให้คนเขาดู ผมว่าละครมันมีประโยชน์ตรงนี้ ผมชอบเล่นละครเพราะเป็นหนึ่งในงานที่ดีที่สุดในโลก เพราะว่ามันสนุก แล้วการแสดงก็เป็นงานที่ไม่ได้เหนื่อยมาก นักแสดงบางคนบ่นว่าเหนื่อย บางทีท้อ โอเค เหนื่อย อยู่กองถ่ายตั้งแต่หกโมงเช้าวันนี้ถึงหกโมงเช้าวันรุ่งขึ้น แต่เชื่อผมเถอะ เทียบกับงานโรงงานหรือทำไร่ทำนา โอ้โห สบายจะตาย

สารคดี :     คุณรู้สึกอย่างไรกับการเล่นละครน้ำเน่า
ฮิวโก้ : ผมว่าคนไทยบ่นกันเยอะ อุ๊ย น้ำเน่า ! แต่ก็ยังดูและยังสนุกกับมัน ถ้าคนเขาชอบก็ปล่อยเขาเถอะ เพราะดูแล้วมันเพลิน แต่มันไม่ควรมีแค่นั้น คุณมีละครน้ำเน่าแล้ว คุณก็ควรจะมีละครชีวิต มีละครบู๊ มีละครอาร์ต ผมว่าปัญหาของวงการบันเทิงไม่ได้อยู่ที่ว่ามันไม่ดี มันดี…แต่มันมีอยู่แบบเดียว เหมือนวงการเพลงไทยที่มีแนวเพลงอยู่สองสามแนว มีลูกทุ่ง เพื่อชีวิต หมอลำ พ็อป แล้วก็มีอันเดอร์กราวนด์ มีอินดี้ที่ไม่ค่อยดัง ทำไมมีแค่นั้น แล้วทำไมต้องยึดติดกับแนวแค่นี้ คือแนวเพลงมันน้อย ไม่หลากหลาย สิ่งที่แกรมมี่หรืออาร์เอสทำผมว่ามันดีมาก คุณภาพงานดี เพลงก็เพราะ ถ้าไม่เพราะคนไม่ฟังหรอก แต่มันมีแค่นั้น ไม่มีแนวเพลงอื่นให้เลือก ปัญหามันอยู่ที่ความหลากหลายอย่างเดียว ผมไม่ได้ว่าละครน้ำเน่า ดี คนชอบดู ซึ้ง มันส์ สนุก ลุ้น แต่ควรจะมีอีกแบบหนึ่งให้เลือกอีกด้วย หลายคนอาจจะว่าละครน้ำเน่า ห่วย จะไปว่าห่วยได้ไงคนเขาดูกันตั้งเยอะตั้งแยะ โอ๊ย ไม่ชอบเพลงพ็อปไทย มันหวานเกินไป ผมก็ไม่ฟัง แต่ไปว่ามันไม่ดีไม่ได้นะ เพราะถ้าไม่ดีคนเขาไม่ฟังหรอก แต่ในขณะเดียวกันคุณก็ต้องให้โอกาสแนวเพลงแบบอื่นด้วย ไม่ใช่ให้โปรโมตแต่เพลงพ็อปอย่างเดียว อย่างวงสิบล้อของผม หลายคนบอกว่า โอ๊ย…ไม่เข้าใจ อะไรก็ไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่โปรโมตหรอก ทำไมไม่ร้องแบบพ็อปที่คนเขาชอบ ผมยอมรับว่าคนชอบแบบนั้นจริง ๆ แต่บางทีคุณต้องให้โอกาสวงเล็ก ๆ คนเล็ก ๆ หรือค่ายเทปบริษัทเล็ก ๆ ที่ทำเพลงแนวอื่นเป็นทางเลือกบ้าง มันบ้าหรือเปล่าที่ในเมืองไทยมีค่ายเทปยักษ์ใหญ่เพียงสามค่าย ค่ายเทปเล็ก ๆ เราไม่พูดถึง ที่เมืองนอกมีค่ายเทปไม่รู้กี่ค่าย คุณจะทำแนวเพลงไหนก็ทำได้ คือที่เมืองนอกเพลงพ็อปก็ขาย เพลงร็อก เพลงแร็ป ก็ขายเท่ากัน ไม่ใช่มีแต่เพลงพ็อปอย่างเดียว แล้วรายการโทรทัศน์ก็หลากหลาย คุณภาพไม่ได้ดีกว่าบ้านเรา แต่หลากหลายกว่า ผมต้องการย้ำอย่างนี้ ผมอยากขอร้องผู้ใหญ่ในวงการบันเทิงว่า ให้โอกาสอะไรที่ใหม่ ๆ ได้เกิดบ้าง ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้หรอกว่ามันดีหรือไม่ดี

สารคดี :     ความหลากหลายในทัศนะของคุณคืออะไร
ฮิวโก้ : คุณรู้ไหม ชนิดพันธุ์ของสัตว์และพืชที่รอดมาจนทุกวันนี้ไม่สูญพันธุ์ไปก่อน เพราะความหลากหลายของธรรมชาติ สมมุติว่ามีวัวอยู่ฝูงหนึ่งเป็นพี่น้องจากพ่อแม่เดียวกัน แล้วผสมพันธุ์กันเองทั้งฝูง วันหนึ่งเกิดมีโรคห่าลง รับรองตายหมดยกฝูง แต่ถ้าวัวฝูงนั้นมีการผสมข้ามสายเลือดอื่น ความหลากหลายในฝูงก็จะมี พอเกิดโรคห่าลง โรคนี้อาจจะฆ่าวัวได้ไม่กี่ตัว เพราะแต่ละตัวไม่เหมือนกัน มีภูมิต้านทานต่างกันไป ที่เหลือก็ปลอดภัย วงการบันเทิงก็เช่นเดียวกัน มันต้องมีความหลากหลายให้คนเลือก มีเพลงหลายแนว มีละครมีหนังหลายประเภทให้คนเลือกดู เลือกฟังได้หลาย ๆ แบบ เพราะถ้ามีแนวเพลง แนวละครอยู่แนวเดียวมาก ๆ วันหนึ่งความสนใจของคนก็เปลี่ยน แล้วก็จะอยู่กันได้ไม่นาน

สารคดี :     คุณเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของความหลากหลายมาก
ฮิวโก้ : ความหลากหลายเป็นเรื่องสำคัญ ความหลากหลายของข้อมูลจะทำให้คนเข้มแข็ง ถ้าคนเขามีทางเลือกเยอะ ๆ ก็จะตัดสินใจได้เองว่าเขาชอบอะไรกันแน่ ผมว่าวัยรุ่นไทยหลายคนไม่รู้หรอกว่าตัวเองชอบอะไร เพราะถูกสื่อกรอกหูทุกวันให้ชอบอะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว แทนที่วัยรุ่นจะเป็นวัยที่มีอิสระมากที่สุด ผมว่าวัยรุ่นไทยเป็นวัยรุ่นที่ถูกบังคับมากที่สุด มีอิสระน้อยที่สุด เพราะถูกชี้นำจากสื่อตลอดเวลา วัยรุ่นเป็นอะไรที่ว่าแรง แบบบ้า จะมีอะไรมัน ๆ ออกมาตลอดเวลา เพราะเป็นวัยที่มีอิสระมากที่สุด แต่ในเมืองไทยผมกลับเห็นว่าไม่ใช่ วัยรุ่นไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ถูกบังคับมากกว่าตอนอยู่บ้านกับพ่อแม่เสียอีก ถูกบังคับตลอดเวลาโดยสื่อ โดยทุนนิยม หรืออะไรที่ลงท้ายด้วยคำว่านิยมนั่นแหละ ความนิยมของคนเรามันถูกบังคับ เพราะมันมีให้นิยมน้อย มีให้นิยมไม่กี่แบบ

สารคดี :     การเป็นคนดังขึ้นมาทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองไหม
ฮิวโก้ : ผมรู้สึกโชคดีตรงที่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ แต่บางทีผมรู้สึกว่าความดังที่เกิดขึ้นเหมือนกับว่ามันไม่ใช่เพราะผมทำขึ้นมาคนเดียว มันเหมือนไม่ใช่เราสร้างด้วยมือเราเอง ผมยังไม่ค่อยชัดเจนว่าผมดังขึ้นมาเพราะอะไร ยังเป็นห่วงว่าดังด้วยเหตุผลที่ผิดหรือเปล่า ผมหวังว่าไม่ใช่อย่างนั้น ผมหวังว่าผมดังขึ้นมาไม่ใช่เพราะนามสกุลและหน้าตาอย่างเดียว ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผมไม่ได้เลือก ผมอยากดังเพราะสิ่งที่ผมทำเอง ถ้าสมมุติว่าผมจะดังจากละคร ผมหวังว่าเพราะคนชอบที่ผมเล่น ชอบสิ่งที่ผมทำบนจอ ผมจะภูมิใจมากกว่า

สารคดี :     รู้สึกอย่างไรบ้างที่ดารามีอิทธิพลต่อผู้คนจำนวนมากในสังคม
ฮิวโก้ : ผมว่า อย่าไปใส่ใจกับคำพูดของดารามากเกินไป เขาไม่ได้จบอะไรมาที่จะมาสอนคุณได้ อย่างผมเป็นเด็กอายุ ๒๐ ผมจะรู้เรื่องอะไรมากกว่าคุณ เรื่องชีวิต ไม่รู้หรอก เรื่องอะไรคนจะมาเชื่อผม ผมไม่ได้จบอะไร ผมไม่ได้มีความรู้อะไรมากกว่าคนอื่น นอกจากผมอาจจะบอกคุณได้ว่า ถ้าคุณอยากหล่อคุณลองหันหน้าไปทางด้านนี้อาจจะดูดีกว่า หรือตอนถ่ายละครอย่าไปกวนตีนช่างแต่งหน้า…อะไรอย่างนี้ คือแนะนำแค่นี้ได้ แต่เรื่องการใช้ชีวิต คุณควรสูบบุหรี่ไหม คุณควรดื่มเหล้าไหม คุณควรแต่งตัวเอ็กซ์ ๆ ไหม มันเรื่องของคุณ คุณฟังพ่อแม่ดีกว่า คุณฟังครู ฟังพี่ชาย พี่สาว ญาติ เพื่อนคุณแม่ หรือคนที่มีอายุมากกว่าคุณ แต่อย่ามาฟังดาราเลย เขาไม่รู้อะไรมากกว่าคนดูละคร คนไทยบางทีดูถูกตัวเองว่าถ้าไม่อยู่บนจอก็ไม่เด่น ไม่ได้เป็นใคร ผมว่าบางทีคนไทยก็คิดว่าตัวเองโง่ บางทีจะคิดว่าตัวเองด้อยกว่าลูกครึ่ง ด้อยกว่าฝรั่ง คนที่แสดงอยู่ในจอโทรทัศน์เขาไม่ได้ดีกว่าคุณหรอก แต่นั่นคืองานของเขา เขาไม่ได้เป็นเทพเป็นเทวดาอะไรหรอก งานของเขาก็คือให้ความบันเทิงกับคุณแค่นั้น นอกจากนั้นเขาไม่มีหน้าที่อะไรเลย โอเค ดาราควรเป็นตัวอย่างให้วัยรุ่นอยู่แล้ว ผมเป็นดารา ไม่ควรไปฉีดยากลางถนนให้เด็กเขาดู แต่นอกเหนือจากนั้นก็ไม่ควรจะไปใส่ใจกับดารามาก นอกจากดาราบางคนตั้งใจที่จะใช้สถานะของเขาสื่ออะไรซักอย่างหนึ่ง สมมุติว่าผมสนใจเรื่องปัญหาเด็กด้อยโอกาส ผมอยากให้คนใส่ใจเรื่องนี้ นี่คือการใช้ความเป็นดารามาเป็นข้อได้เปรียบ มาพูดเรื่องที่ดี และบางทีการที่พี่มาสัมภาษณ์ผม มันก็แปลกเหมือนกัน เพราะถ้าผมไม่ได้เป็นดารา พี่จะมาสัมภาษณ์ผมหรือเปล่า

สารคดี :     อยู่ในวงการแสดงมาสามสี่ปี รู้สึกยังไงบ้างกับอาชีพนี้
ฮิวโก้ : นักแสดงเป็นอาชีพที่ดี ส่วนการเป็นดารา ผมไม่รู้ ผมไม่ได้ตั้งใจเป็นดารา ผมต้องชี้แจงว่ามันเป็นคนละอย่างกัน นักแสดงก็คือ มีคนจ่ายตังค์ให้คุณไปแสดง นั่นคืออาชีพผม บริษัทกันตนามาเซ็นสัญญาจ้างผมแสดงละครออกทางช่อง ๗ นี่คืองาน นี่คืออาชีพนักแสดง ส่วนการเป็นดาราคืออะไรก็ไม่รู้ บางคนไม่มีอาชีพอะไรก็เป็นดาราได้ มีบางคนที่ไปงานไฮโซไม่เห็นทำอะไรก็เป็นดาราได้ ผมคิดว่าการเป็นนักแสดงที่ดีคือการทำอะไรให้ถูกต้องตามสัญญา ไม่ใช่สัญญาที่เขียน แต่เป็นสัญญาของนักแสดงที่จะให้ความสุข ความบันเทิงแก่คนที่ดูเรา นั่นคือสิ่งที่ผมอยากทำ ไม่ได้ทำฟรี ๆ นะ นั่นคืองานของผม จะทำให้ดีที่สุด แม่ผมสอนว่าถ้าจะทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุด ถ้าจะทำอะไรไปห่วย ๆ ไม่ค่อยดี ไม่ค่อยใส่ใจ ไม่ต้องทำ ดังนั้นหน้าที่ผมคือเล่นละครให้มันสนุกที่สุดสำหรับคนดู หน้าที่ผมจบตรงนั้น ดาราบางคนอาจจะไปช่วยสังคม ไปงานโชว์ตัวอะไร ก็โอเค นั่นก็คือภาระที่มาพร้อมกับอาชีพนักแสดง ผมว่าวงการนักแสดงก็เหมือนทุกวงการแหละ ผมเคยเข้าไปเยี่ยมเพื่อนที่ออฟฟิศ ผมสังเกตดูบรรยากาศในออฟฟิศมันก็เหมือนละครเล็ก ๆ มีพระเอก มีนางเอก มีผู้ร้าย ทุกวงการผมว่าก็ต้องมีทั้งดีทั้งร้าย

สารคดี :     คิดอย่างไรกับสปอนเซอร์ที่มักมีส่วนในการกำหนดความเป็นไปของวงการการแสดงมาก
ฮิวโก้: ผมว่านี่คือปัญหาของวงการแสดง สปอนเซอร์เข้ามามีบทบาทและความสำคัญมากเกินไป บริษัทยาสีฟันสามารถสั่งบริษัทผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ ให้ทำโน่นทำนี่ได้ อันที่จริงบริษัทเหล่านั้นมีความรู้ในการผลิตยาสีฟัน แล้วเขาจะมีความรู้อะไรกับการทำละครหรือ เขาไม่รู้เรื่องหรอก แต่เขามีพาวเวอร์ตรงนี้ เพราะว่าเขาเป็นคนลงทุน เป็นสปอนเซอร์ให้ คุณดูสิฉากในรายการโทรทัศน์ไม่ได้เป็นฉากหรอก เป็นบิลบอร์ดโฆษณามากกว่า ผมว่าบริษัทเหล่านี้ไม่น่าเข้ามาเกี่ยวข้องมากขนาดนี้ ผมดูโทรทัศน์อังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นโทรทัศน์ที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง สปอนเซอร์จะไม่เข้าไปวุ่นวายในรายการโทรทัศน์ คือทางสถานีโทรทัศน์จ้างบริษัทผู้ผลิตให้ทำรายการ แล้วเจ้าของรายการก็มีอิสระที่จะทำศิลปะของเขา ศิลปะไม่ควรมีบริษัทไร้ความคิดมาเกี่ยวข้อง โฆษณาก็คือโฆษณา ละครก็คือละคร ไม่ใช่มานัวเนียกัน นี่คือปัญหาใหญ่ของวงการโทรทัศน์ไทย และผมคิดว่าคนในวงการบ้านเราไม่ว่าจะเป็นนักแสดง ผู้กำกับ ช่างไฟ ตากล้อง ไม่ได้ด้อยกว่าเมืองนอก เพียงแต่ว่าบางทีคนที่ตัดสินใจไม่ใช่คนที่ถูกต้อง แทนที่จะเป็นศิลปินตัดสินใจ กลับเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรมาสั่งการ นั่นคือปัญหา

สารคดี :     อย่างเรื่องเกมโชว์ที่คุณไม่ยอมไปออกรายการเลย
ฮิวโก้ : ไม่มีทาง ผมไม่ชอบเกมโชว์ และไม่เคยคิดจะไปออกรายการ เมื่อผมตัดสินใจแล้วว่าอันนี้ไม่ใช่อะไรที่ผมชอบ ผมก็ไม่จำเป็นต้องทำ การที่ผมมาทำงานแสดงตรงนี้ ผมไม่ได้คิดว่าจะต้องเปลี่ยนตัวเอง ผมต้องการรักษาความเป็นตัวเอง แล้วทำงานที่ผมรักและชอบ

ถามผมว่าคิดอย่างไรกับเกมโชว์ทางโทรทัศน์ ผมไม่เข้าใจว่าดูเกมโชว์แล้วมันสนุกตรงไหน เอาดารามาเมาท์กัน แล้วมานั่งตอบคำถามไร้สาระ แล้วก็แจกรางวัลให้ดาราที่มีตังค์เยอะอยู่แล้ว ผมเห็นว่ามันไม่มีลุ้น มันไม่มีอะไรเลย ผมไม่เข้าใจว่าคนที่ทำรายการซึ่งเป็นคนฉลาดและเก่งมาก ทำไมเขาไม่ลองทำรายการที่มีประโยชน์มากกว่านี้ แล้วดาราที่ไปออกรายการทำท่าทางบ้า ๆ บอ ๆ ก็ไม่ต้องมาบอกว่า ไปออกรายการเพราะคอนเซ็ปต์รายการดี น่าสนใจ ผมว่าไม่เกี่ยวหรอก มันคือผลประโยชน์อย่างเดียว คุณทำเพื่อตังค์ อย่ามาโม้ว่ามันเป็นสีสันของรายการโทรทัศน์ ไม่เกี่ยวเลย ผมอาจจะผิดนะที่พูดอย่างนี้ บางทีผมก็พูดตรงไป

สารคดี :     คุณสามารถพูดได้เพราะครอบครัวมีฐานะดีมาก ไม่ต้องแคร์อะไรมาก
ฮิวโก้ : ใช่ แต่ผมว่าดาราแต่ละคนก็ไม่อดอยากถึงขนาดต้องขายกันขนาดนี้ ใช่ ชีวิตผมไม่ได้อดอยากอะไรเลย ทำให้มีทางเลือกเยอะกว่า แต่ถามว่าถ้าไม่ไปทำงาน คอยนั่งอยู่กับบ้านกินตังค์พ่อแม่ ผมก็ทำไม่ได้ ไม่ไหว ผมจะขายหน้าตัวเองมาก บางคนอาจคิดว่าผมเป็นคนรวยที่เดินเข้ามาเล่นละครสนุก ๆ แล้วก็เดินออกไป แต่ผมเป็นนักแสดงคนหนึ่งที่เอาจริงมากที่สุด ผมทำเป็นอาชีพ ความตั้งใจที่ผมมีกับงานค่อนข้างจะสูง ผมเครียดนะเวลาทำงาน เพราะผมอยากให้มันดีที่สุด แม่ผมสอนว่าจะทำอะไรก็ทำให้ดีแล้วกัน ไม่งั้นไม่ต้องทำหรอกถ้าไม่เต็มที่กับมัน

สารคดี :     คุณมีทัศนะอย่างไรต่อเรื่องเซ็กซ์กับความรัก
ฮิวโก้ : เซ็กซ์กับความรักมันไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกัน แต่ถ้าทั้งรักและมีอะไรกันด้วยก็คงเป็นอะไรที่สุดยอดอยู่แล้ว หรืออย่างคำว่า แฟน แปลว่าอะไร แปลว่ามีความสัมพันธ์นอกเหนือจากเพื่อนหรือเปล่า เพราะบางทีผู้หญิงผู้ชายสองคนเป็นเพื่อนกัน วันดีคืนดีเมา ๆ ก็นอนด้วยกัน แล้วตื่นขึ้นมาก็โอเค ไม่มีปัญหา แต่สำหรับผมนะ แฟนแปลว่าสองคนที่รักกัน รักกันจนกระทั่งยอมรักคนอื่นไม่ได้ และคำว่ารัก ผมหมายถึงต้องรักในจิตใจและในร่างกายด้วย แต่ความหมายของแฟนสำหรับคนอื่นก็อาจจะไม่เหมือนกัน บางทีคนสองคนเจอกันเพียงคืนเดียว คาดหวังเหมือนกันคือรักสนุก ชวนกันไปนอน จบแล้วก็จาก ไม่มีใครเสียใจ แต่มันจะเกิดเรื่องเสียใจหากความคาดหวังของสองคนไม่เหมือนกัน ถ้าคนหนึ่งซีเรียส อีกคนไม่ซีเรียส จะมีคนร้องไห้แล้ว (หัวเราะ) จะมีคนโดนยิง โดนฆ่า ในเวลาเดียวกัน เซ็กซ์มันมีความหมายเยอะมาก แต่สำหรับบางคนมันไม่มีเลย วัยรุ่นหลายคนเชื่อว่าทำบ่อย ๆ จะได้เก่งตอนเจอคนที่เรารัก (หัวเราะ) นั่นก็ความเชื่อหนึ่งของวัยรุ่น โดยบางคนไม่สนใจเรื่องโรค คืนเดียวเพื่อความสะใจ ความมัน ความเสียว มันไม่คุ้มหรอกกับสิ่งที่จะตามมา แล้วเมืองไทยเรามีธุรกิจที่สนับสนุนตรงนี้ด้วยซ้ำ ซึ่งไม่เหมือนที่ไหนในโลก เมืองไทยเรามีอาบอบนวดเป็นตึกเป็นอาคาร มีผู้หญิงขายตัวในนั้น แต่รัฐไม่ยอมรับว่ามันมี สังคมไทยไม่ยอมรับว่าวัยรุ่นเดี๋ยวนี้เอากันเหมือนกระต่ายเลย วัยรุ่นไทยถูกพ่อแม่ห้ามตลอด “อย่าไปเที่ยวผู้หญิงนะ” “อย่าไปบ้าผู้ชายเลย” แต่ในห้องเรียนกลับไม่มีใครให้ความรู้ว่า “นี่ถุงยาง ใส่อย่างนี้นะ จะทำกันต้องอย่างนี้นะ ท่านี้มันอันตราย ถุงอาจแตกได้ มีสิทธิ์ติดโรคเอดส์ได้ หรือติดซิฟิลิสได้”

สารคดี :     ดูคุณจะให้ความสนใจกับข้อมูลข่าวสารมากกว่าอย่างอื่นในการแก้ปัญหา
ฮิวโก้ : ผมเชื่อว่าความรู้และข้อมูล เป็นอาวุธที่ปราบทุกอย่างได้ ไม่ว่าจะเป็นยาเสพย์ติด โรคเอดส์ เราอยู่ในประชาธิปไตย เราต้องให้ทุกคนมีข้อมูลเกี่ยวกับทุกอย่าง เพื่อที่เขาได้รับรู้แล้วมาวิเคราะห์และตัดสินใจเองว่า เขาจะทำยังไงกับชีวิตในทุกด้านเลย คุณไม่อยากให้คนเสพยา คุณต้องบอกเขามากกว่านี้ แล้วต้องบอกเขาด้วยวิธีที่ไม่น่าเบื่อ เช่นเราบอกวัยรุ่นว่าอย่าเสพยาเลย เราก็ต้องบอกว่ามันไม่ดีตรงไหน ไม่ใช่บอกว่าอย่ากิน เพราะเราบังคับไม่ให้กิน แต่ควรสอนว่า ถ้าหากน้องกิน น้องจะมีสภาพเป็นอย่างงี้ เอาวิดีโอไปให้เขาดูเลย เหมือนที่ทำกันในเมืองนอก โอโฮฟังแล้วหนาวเลย เขาให้ดูคนที่ติดยาแอคซิทรายหนึ่ง ติดยาจนประสาทหลอนแล้วคิดว่าตัวเองเป็นผลส้ม จึงเอามีดมาปอกผิวหนังตัวเองออกจนตาย เวลาสอนเรื่องยาเสพย์ติด เจ้าหน้าที่เมืองนอกเขาจะเอารูปศพมาให้เด็กวัยรุ่นดู นี่น้องดูให้ดี เสพเข้าไปแล้วมันจะเป็นอย่างนี้ มีอีกคนเสพยาแล้วคิดว่าแฟนตัวเองเป็นงูเหลือม เลยฆ่าแฟน…อะไรอย่างนี้ คือต้องรุนแรง ต้องบอกว่าถ้าจะกินก็ห้ามไม่ได้ แต่ถ้ากินแล้วจะเป็นอย่างนี้ ผมว่าวัยรุ่นไทยฉลาดพอที่จะมองแล้วไม่… เออ… กูไม่อยากเป็นอย่างนี้ว่ะ ผมว่าข้อมูลความรู้ต้องชัดเจน แต่ถ้าเขารู้แล้วเขายังดันไปเลือกอีกก็ช่วยไม่ได้

สารคดี :     ส่วนหนึ่งที่วัยรุ่นไทยติดยากันมากอาจเป็นเพราะว่า ไม่มีกิจกรรมอะไรจะทำหรือเปล่า
ฮิวโก้ : ผมว่านี่สำคัญเหมือนกัน นอกจากจะเดินตามห้างแล้วคงไม่รู้ว่าจะไปไหนกัน ผมก็ไม่รู้ ส่วนมากผมทำงานตอนกลางวัน แต่ถ้าผมว่างขึ้นมาวันหนึ่งในกรุงเทพฯ นะ ผมไม่รู้จะทำอะไรเลย นอกจากไปดูวัด ไปดูอะไรต่าง ๆ มันก็สวย ไปดูตลาด แต่ว่ามันไม่มีอะไร แกลเลอรี่ก็น้อย ต่างจากที่อังกฤษมาก มีงานศิลปะให้ดูฟรีทุกวัน ละครก็มีให้ดูตั้งเยอะแยะ แล้ววัยรุ่นไทยจะทำอะไร เสาร์-อาทิตย์ก็โอ๊ย…เบื่อ ตอนกลางคืนก็เลยต้องปลดปล่อยความเครียดความเบื่อทุกอย่างให้หมด ทั้งยาเสพย์ยา ทั้งเรื่องเซ็กซ์ จนติดเอดส์ ผมว่าปัญหาอย่างหนึ่งคือมันไม่มีอะไรให้เขาทำกันน่ะ แต่ต้องโทษวัยรุ่นด้วยนะ อยากทำอะไรก็สร้างกันเองสิ คุณจะบอกว่ารัฐบาลไม่ทำสถานที่เที่ยวให้หรืออะไรมันไม่เกี่ยว อยากได้อะไรคุณก็ทำเองสิ มามัวโทษรัฐบาลตลอดเวลาไม่ได้นะ รัฐบาลไม่ใช่พระเจ้า แล้ว มันมีเรื่องที่เดือดร้อนกว่าแหล่งท่องเที่ยวของวัยรุ่น เช่นว่าน้ำท่วมที่ภาคใต้จะทำอย่างไรก่อน คือวัยรุ่นอยากทำอะไร วัยรุ่นก็มีพลังที่จะทำอะไรเอง ไปหากิจกรรมอะไรทำกัน ไปเดินขึ้นดอยอะไรก็ว่าไป วัยรุ่นมีโอกาสที่จะสร้างอะไรด้วยมือของเขาเอง ถ้ามีวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งตั้งชมรมวาดรูปกลางสนามหลวงกัน อะไรอย่างนี้ ก็น่าจะมีอะไรสนุกๆ ให้ทำเยอะกว่านี้ บางทีแค่เดินไปดูโน่น ดูนี่ มีอะไรให้ทำตั้งเยอะตั้งแยะ แต่ไม่ใส่ใจกัน เพราะบางทีสื่อไม่ให้ความสำคัญกับมัน อย่างโรงละครภัทราวดีเธียเตอร์ มีกี่คนที่รู้ว่าอยู่ตรงวัดระฆัง ลองไปดูบ้างซิ มันมีอะไรสนุก ๆ ตั้งเยอะแยะ หรือลองไปเดินคลองถมดูซิ ของแปลก ๆ ทั้งนั้น ลองไปดูพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกันบ้าง ทำไมมันโล่งจัง ทำไมมีแต่ฝรั่งดู ไม่ค่อยมีคนไทยดูเลย โอเค ดูซ้ำแล้วซ้ำอีกอาจจะไม่ดี น่าจะเปลี่ยนบ้าง หมุนเวียน Exhibition บ้าง โอเค ใช่ หัวโขนสวย ชอบ แต่ดูซ้ำ ๆ มันก็ไม่มีใครอยากจะดูหรอก เอา..ลองเอางานศิลปะของคนอื่นมาจัดแสดง เหมือนที่จุฬาฯ นั่นดีนะ เอาให้มากกว่านี้หน่อยซิ ใครๆ ก็อยากไปดู แต่มีให้ทั่วทุกหนแห่ง คนจากลาดพร้าวก็ไม่จำเป็นต้องขับรถมาดูถึงสนามหลวง แล้วเด็กนักศึกษาไทยเขาฉลาด ฉลาดมาก เด็กรุ่นนี้ผมรู้ว่าฉลาด ทำได้ถ้าอยากทำจริง ๆ

สารคดี :     งานอดิเรกของคุณคือการเที่ยวชมของเก่า แม้กระทั่งไปช่วยขุดฟอสซิลไดโนเสาร์
ฮิวโก้ : คือไดโนเสาร์มันไม่มีแล้ว แล้วผมคงไม่มีวันเห็นตัวจริง การสัมผัสใกล้ที่สุดก็คือไปดูกระดูกฟอสซิลของมัน เพราะว่ามันเป็นอะไรที่เหนือจินตนาการ มันยังรับไม่ค่อยได้ว่ามีสัตว์เหล่านี้เดินไปเดินมาบนโลก เช่นเดียวกับเรื่องทางโบราณคดี โบราณคดีเป็นงานที่ต้องใช้จินตนาการเยอะเหมือนกัน เพราะหลักฐานน้อย แม้แต่นครวัดหรือพีระมิด หรืออะไรต่าง ๆ เราไม่รู้หรอกว่าเหตุผลที่เขาสร้างมันเพราะอะไร เราวิเคราะห์กันได้ อ๋อ…ตรงนี้แกะเป็นพระศิวะ พระอินทร์ อะไรก็ว่าไป แค่คุณก็ไม่มีทางรู้จริง ๆ คุณจึงจำเป็นต้องใช้จินตนาการ การแลกเปลี่ยนไอเดียที่ค่อนข้างเปิดและกว้าง เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าเราผิดหรือถูก ผมจึงชอบโบราณคดีตรงนี้ มันเป็นวิทยาศาสตร์อันหนึ่งที่คล้าย ๆ ศิลปะมากที่สุด

สารคดี :     ทำไมคุณถึงไม่เห็นด้วยกับสาวไทยสมัยนี้ที่ใช้ครีม whitening
ฮิวโก้ : โอ้โห นี่เรื่องใหญ่เลย มันไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตา แต่มันสะท้อนไปถึงหัวใจของปัญหาทุกอย่างของวัยรุ่น ที่ผมมองก็คือว่า การที่บริษัทผลิตสินค้ามาบอกคุณว่าหน้าตาคุณควรเป็นยังไง แล้วคุณทำตามที่เขาบอก โดยไม่รู้ว่ามันดีกว่าหรือไม่ดีกว่า นั่นก็คือคุณกำลังหลงผิด บริษัทที่มีอำนาจ ที่มีพลัง และมีสื่อ สามารถสั่งคนจำนวนมากให้เปลี่ยนสีหน้า สีผิว ไปใช้ครีม whitening ด้วยความเชื่อที่ว่า “ถ้าคุณอยากจะสวย ต้องผิวขาวเหมือนฝรั่ง” มันไม่ใช่เรื่องเลย มันไม่ใช่อะไรที่จำเป็น ผมไม่เห็นว่ามันสวยกว่าหรอก ถ้าคุณจะดำจะขาว อย่างอิทธิพลเรื่องแฟชั่นเสื้อผ้านี่ผมเข้าใจและรับได้ แต่สำหรับแฟชั่นสีผิวรับไม่ได้เลย เนื้อหนังมังสาของเราคนเอเชียแท้ ๆ แต่เราต้องเชื่อตามสังคมโฆษณาบอกเราว่า ผิวขาวมันสวยกว่าผิวสีอื่น แล้วเราก็ต้องไปซื้อครีมที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย นอกจากทำให้เราขาวขึ้น อันนี้มันน่าเกลียดมาก ผมรู้สึกแรงมากกับตรงนี้ มันอุบาทว์มากที่ไปบอกวัยรุ่นไร้เดียงสาให้ซื้อครีม whitening ใครมากำหนดว่าผิวขาวสวยที่สุด นาโอมิ แคมเบล นางแบบชื่อดังดำจะตาย เป็น ๑ ใน ๑๐๐ ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก อิมาน่ะ แฟน เดวิด โบวี เจนนิเฟอร์ โลเปซ ก็ออกผิวคล้ำ ไม่ขาวนะ และดู ไมเคิล แจ็กสัน สิ เพี้ยนแค่ไหน เขาพยายามที่จะเป็นคนผิวสีขาว กังวลเรื่องหน้าตาตลอดชีวิต ดูสิไม่มีใครคุยด้วยแล้ว มันก็นั่งบ้าอยู่คนเดียวในสวนสนุกของมัน แล้วไม่ใช่น่าเกลียดตรงเรื่องสีผิวอย่างเดียว มันน่าเกลียดตรงที่ว่าบริษัทที่ทำเหล่านี้มีอำนาจมากกว่ารัฐ ผมว่ามันไม่ค่อยถูกต้องที่เขาจะไปบอกเด็กไม่ให้กินยาบ้า แต่บอกให้เด็กไปซื้อครีมทำหน้าขาวได้

สารคดี :     การวัยรุ่นไทยใช้ครีม whitening มันสะท้อนความคิดอะไร
ฮิวโก้ : มันสะท้อนว่าสื่อมี power กับวัยรุ่นไทยเยอะมาก ดูจากเทปสิ เพลงไหนถ้าอัดมิวสิกวิดีโอมากที่สุด อันนั้นก็จะดังสุด และผมคิดว่าการที่มีพรีเซนเตอร์สวย ๆ คนหนึ่งมาบอกคุณว่าคุณหน้าขาวแล้วจะดีขึ้นนะ นั่นคือการให้ข้อมูลผิด ผมรู้ว่าบริษัทอยากได้กำไร รายการโทรทัศน์ก็อยากได้โฆษณา แต่ต้องมีความรับผิดชอบบ้างกับสิ่งที่คุณทำเอาไว้ สิ่งที่คุณโฆษณาไว้ เพราะว่าวัยรุ่นรับหมด แต่หากเกิดมีวัยรุ่นใช้ครีมทำหน้าขาวของบริษัทคุณแล้ว เป็นโรคแพ้อะไรบางอย่าง หรือใช้จนผิวเสียตอนแก่ เขาจะมีสิทธิ์ฟ้องหรือเปล่า ผมว่าบริษัทเหล่านี้ต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้

สารคดี :     คุณอยากจะบอกวัยรุ่นที่ใช้ครีม whitening ว่าอย่างไร เพราะตอนนี้กลายเป็นครีมชนิดที่มียอดขายสูงสุดไปแล้ว
ฮิวโก้ : หน้าคุณเป็นหน้าคุณ มันเป็นร่างกายคุณ คุณเปลี่ยนแค่ไหนมันก็เปลี่ยนไม่ได้ตลอด คุณต้องซื้อครีมไปใช้เรื่อย ๆ แต่โอเคนะ ถ้าคุณอยากขาวจริง ๆ ก็เอาเลย คุณก็มีสิทธิ์ที่จะทำนะ ประเด็นของผมก็คือ เหตุผลที่คุณอยากทำหน้าขาวคืออะไรกันแน่ คุณทำเพราะคุณคิดว่าสวยขึ้นจริง ๆ หรือเป็นเพราะมีคน หรือโฆษณามาบอกคุณว่า หน้าขาวทำให้คุณสวยขึ้น แทนที่คุณจะตัดสินใจเองว่าความสวยงามคืออะไร ผมว่ามันเป็นอะไรที่ส่วนตัวนะ บางคนชอบผู้หญิงขาว หมวย เอ็กซ์ บางคนชอบดำ คล้ำ บางคนชอบผอม ๆ บางคนชอบอวบ ๆ มันไม่ผิดตรงที่เขาตัดสินใจที่จะใช้ มันผิดตรงที่เขาตัดสินใจที่จะใช้เพราะเขาเหมือนถูกบังคับ…ไม่ถึงกับขั้นบังคับนะ แต่มันใกล้เคียงมาก

สารคดี :     อย่าไปว่าวัยรุ่นไทยเลย วัยรุ่นญี่ปุ่นใช้ครีม whitening มากกว่าอีก
ฮิวโก้ : ผมว่าญี่ปุ่นเป็นชาติที่เพี้ยนที่สุดในโลก ผมไม่เข้าใจคนญี่ปุ่น ผมรักหลายอย่างที่เขาทำ งานศิลปะ อะไรตั้งเยอะตั้งแยะ แต่ผมงงสังคมญี่ปุ่นมาก ผมเข้าไปในร้านวิดีโอ มีวิดีโอเป็นพัน ๆ ม้วนที่เป็นหนังโป๊ ม้วนที่ผมลองหยิบมาดูเกือบทุกเรื่องเป็นการข่มขืน ผู้หญิงถูกบังคับ ผู้หญิงไม่สมยอม อะไรวะ หนังโป๊ฝรั่งที่ผมดูอย่างน้อยเขาก็มีความสุขกันทั้งคู่นะ แต่หนังโป๊ญี่ปุ่นนี่เป็นแบบนักเรียนถูกครูข่มขืน …เลยนึกได้ว่าจริง ๆ เราอาจจะวัดพฤติกรรมของคนในสังคมจากหนังโป๊ของแต่ละชาติได้หรือเปล่า (หัวเราะ) แล้วไปเดินถนนที่วัยรุ่นเขาชอบไป ชื่อฮาราจูกุ ไอ้วัยรุ่นพวกนี้ใส่ชุดนาซี อะไรวะ เขารู้หรือเปล่าว่านาซีเคยฆ่าชาวยิวมา ๖ ล้านกว่าคน แล้วตอนนั้นญี่ปุ่นอยู่ฝ่ายนาซีนะ แล้วเด็กพวกนี้ไม่รู้เลย ใส่ตรานาซีอย่างภูมิใจ แต่งหน้าบ้า ๆ บอ ๆ ยังกับผี แต่ผมไม่เป็นห่วงเขาหรอก เขาเจริญแล้ว เขาฆ่ากันตายก็ปล่อยเขาเถอะ ผมว่าวัยรุ่นเมืองไทยยังดีกว่าวัยรุ่นญี่ปุ่นเยอะ

สารคดี :     คุณคงถูกสอนมาไม่ให้เป็นคนที่เชื่อเรื่องอะไรง่าย ๆ
ฮิวโก้ : ใช่ ผมเป็นคนไม่ค่อยเชื่ออะไรง่าย ๆ ตอนเด็ก ๆ แม่เคยสอนผมว่า เล็ก…เตาไฟมันร้อนนะ ลูกจะไปจับเตาหรือไม่ก็เป็นเรื่องของลูกนะ แต่แม่เตือนไว้แล้ว คือแม่บอกเตือน ให้คำปรึกษาทุกอย่าง แต่เรื่องจะทำหรือไม่ทำเป็นเรื่องของผม แม่ผมสอนอย่างงี้ อย่ายอมรับอะไรง่าย ๆ ประมาณว่าใครสั่งสอนอะไรมาก็ “อ๋อ เหรอครับ” คือผมเป็นคนดื้อ ก่อนที่จะเชื่ออะไรต้องมีข้อมูล มีหลักฐานเพียงพอที่จะทำให้ผมเชื่อ เป็นคนที่อยากพิสูจน์อะไรด้วยมือผมเอง ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าไม่มีข้อมูลก็วิเคราะห์อะไรไม่ได้ เราก็ตัดสินใจอะไรไม่ได้ เราก็รับแต่คำสั่งอย่างเดียว ซึ่งผมว่าไม่สนุกหรอก รับแต่คำสั่งอย่างเดียว ต้องลองคิด ลองใช้หัวคิดเองได้บ้าง ซึ่งมันก็มีข้อเสียบ้าง ทำให้ผมเป็นคนดื้อ

สารคดี :     คุณจึงไม่ค่อยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสื่อมาก
ฮิวโก้ : ผมอาจจะมีอิสระจากสื่อมากกว่า เพราะผมไม่ค่อยยอมรับ ให้มันเข้ามาในชีวิตผมมากเกินไป ผมถือว่าไม่จำเป็น ผมไม่ค่อยดูโทรทัศน์มาก ถ้าผมดูก็ชอบดูหนังสารคดี สื่อไม่ค่อยเข้ามาเกี่ยวข้องกับผม แต่วิทยุยังสามารถบุกเข้ามาในบ้านผมได้ บางทีผมก็ต้องปิดเพราะไม่ไหว มีโฆษณาอันหนึ่งที่ได้ยิน มันหลอกเด็กชัด ๆ เลย เป็นแปรงสีฟันยี่ห้ออะไรก็ไม่รู้ บอกว่าเป็นแปรงสีฟันสำหรับวัยรุ่น ผมไม่เห็นว่าปากวัยรุ่นจะต่างกับปากผู้ใหญ่ยังไง ถึงต้องการแปรงอีกชนิดหนึ่ง คือมันหลอกเด็กชัด ๆ เลย ถ้าคนเราไม่รู้จักสังเกตตรงนี้ เราจะถูกหลอกจนไม่มีตังค์เหลือใช้แล้ว ผมว่าน่าเกลียดมาก หรือสมมุติสื่อบอกว่าคุณควรแต่งตัวอย่างนี้ มีกระเป๋ายี่ห้อนี้ถือ มันไม่น่ากลัวตรงแค่ซื้อกระเป๋าใบนั้น แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เด็กบางคนยอมทำทุกอย่าง เพื่อที่จะเป็นอย่างที่สื่ออยากให้เขาเป็น มีเด็กวัยรุ่นบางคนที่มีตังค์อยู่แล้ว แล้วขายตัวเพื่อให้มีตังค์เยอะขึ้น จะได้เอาไปซื้อของแพง ๆ อย่างกระเป๋ายี่ห้อดี ๆ หรือมาซื้อแว่นตาแพง ๆ หรือซื้อรองเท้าอะไรก็ไม่รู้ ยอมขายตัวเพื่อให้ได้ตรงนั้น ดูซิว่าสื่อมีพลังแค่ไหน แล้วเอาเปรียบ ฉวยโอกาสแทนที่จะเป็นประโยชน์ นี่น่ากลัว

สารคดี :     แต่คุณเองก็ใช้ของแพง ๆ อยู่เหมือนกัน
ฮิวโก้ : ของดีใคร ๆ ก็อยากได้ มีตังค์ผมก็ซื้อ แต่เหตุผลที่ผมซื้อมันอาจจะต่างจากบางคน สมมุติว่าผมจะไปซื้อแว่นตากุชชี่ ผมก็ซื้อเพราะผมคิดว่าถ้าผมใส่ หนึ่ง-ดูดี สอง-กันแดดใช้ได้ สาม-เบาดี ใส่แล้วสบาย นั่นคือเหตุผลที่ผมซื้อ ผมไม่ได้ซื้อเพราะคนอื่นบอกผมว่าถ้าคุณใส่คุณจะเท่ขึ้น ไม่เลย คนเราซื้อของ ซื้อเสื้อผ้าที่คิดว่าใส่แล้วทำให้เราดูดี แต่ตราบใดที่ซื้อเพราะว่าคนอื่นบอกว่าถ้าเท่ต้องซื้อแบบนี้ อันนั้นมันผิด นั่นถูกบังคับแล้ว ในเรื่องความชอบส่วนตัวไม่ควรมีใครมาบังคับเราได้ คุณเป็นเด็กวินมอเตอร์ไซค์คุณก็ต้องใส่เสื้อกั๊กแสดงว่าคุณเป็นเด็กวิน คุณเป็นพยาบาลคุณก็ต้องใส่ชุดพยาบาล แต่นอกเหนือจากนั้นคุณจะใส่อะไรก็ได้ แต่เมื่อมีสื่อมาบอกว่าถ้าคุณไม่ใส่อย่างนี้แล้วคุณจะไม่เท่ คุณจะเชย คำว่าเชย จริง ๆ แล้วเป็นคำที่ไม่เจ็บหรอก แต่ตอนนี้กลายเป็นคำที่เจ็บมากเลย มันกลายเป็นคำด่า พอ ๆ กับไอ้เหี้ย มึงลาว เม้ง อะไรอย่างนี้ วัยรุ่นไทยให้ความสำคัญกับแฟชั่นมากเกินไป ทำให้คนรู้สึกแย่เพราะว่าไม่มีมือถือรุ่นใหม่ ไม่มีหน้ากากมือถือที่สวย ผมเคยได้ยินวัยรุ่นสาวสองคนคุยกันในรถไฟฟ้าว่า “โอ๊ย…น่าเบื่อจังเลย มีหน้ากากเดิม” (หัวเราะ) มึงเอ๊ย คิดกันได้แค่นี้ เสียดาย (ถอนใจ)

สารคดี :     ถ้าคนเหล่านั้นเป็นพี่น้อง คุณอยากบอกอะไรเขา
ฮิวโก้ : ผมไม่ได้อยากสั่งให้ใครทำอะไรนะ ผมอยากให้เขารับเวรรับกรรมที่เขาทำเอง (หัวเราะ) แต่ถ้าผมเป็นพ่อเป็นแม่ผมไม่รู้ว่าเขาจะฟังรึเปล่า ผมจะบอกว่าเพื่อนสาวสองคนนั้นว่า ผมไม่ชอบใครมากกว่ากันเพราะหน้ากากโทรศัพท์ ถ้าเพื่อนและครอบครัวและคนที่รักคุณจริง ๆ นะ เขาไม่สนหรอกว่าหน้ากากโทรศัพท์มันสีอะไร หรือคุณหิ้วกระเป๋ายี่ห้ออะไร ไอ้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าไปดูถูกกันเลย มันเป็นแค่ของ มันแค่เป็นความชอบส่วนตัว แล้วมานั่งซีเรียสมาร้องห่มร้องไห้เรื่องกระเป๋ากันทำไมก็ไม่รู้ ไปขายตัวเพื่อซื้อกระเป๋า เพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยเขาบอกเลยว่า มีไก่เยอะมาก แล้วคนเหล่านี้ไม่ใช่ไม่มีตังค์นะ แต่ก็อยากมีมาก ๆ เพื่อซื้อพวกกระเป๋ายี่ห้อดี ๆ ผมว่าเขาเพี้ยนกว่าผมอีกนะ สมมุติว่าคุณขายตัวเอาตังค์ไปเลี้ยงพ่อแม่ที่ไม่มีอะไรจะกิน หรือไปส่งน้องชายเรียนหนังสือ ยังพอเข้าใจได้ แต่ไปขายตัวเพื่อเอาเงินไปซื้อกระเป๋าแพง ๆ อันนี้ผมว่าบ้า นี่โรคจิตของสังคมเรา สุด ๆ เลย

สารคดี :     รู้สึกอย่างไรที่กระทรวงมหาดไทยมีนโยบายจัดระเบียบสังคมสถานบันเทิงตอนกลางคืน
ฮิวโก้ : ผมไม่เห็นว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอะไรเลย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมาเพราะเป็นเมืองสนุกสนาน กลางคืนเป็นสีสันของเมืองหลวงนี้ ไม่ใช่เรื่องเที่ยวผู้หญิงนะ ฝรั่งเขาชอบไปบาร์ แล้วผมไม่เห็นว่ามันทำร้ายใครเลยที่จะไปกินเหล้าดึก ๆ วันเสาร์-อาทิตย์ปล่อยเถอะ อย่างไปติดป้ายในร้านว่า ห้ามเต้นในร้าน จะบ้าเหรอ นี่มันไม่ใช่รัสเซียสมัยคอมมิวนิสต์นะครับ ร้านอาหารห้ามมีดนตรีเล่นเพราะไม่มีใบอนุญาต ผมว่าทำลายรายได้ของคนจำนวนมากที่ต้องตกงาน ผมไม่เห็นว่ามีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นจากตรงนี้เลย นอกจากทำให้คนเกิดความวุ่นวาย

สารคดี :     แล้วที่ทางการจะขอความร่วมมือจากศูนย์การค้าไม่ให้จัดคอนเสิร์ต ป้องกันไม่ให้นักเรียนตีกัน
ฮิวโก้ : นั่นก็บ้าไปแล้ว เด็กจะตีหรือไม่ตีกัน อาจจะเกี่ยวกับคอนเสิร์ตบ้างหรอกนะ แต่ถึงไงถ้าพวกเขาไปเจอกันที่ป้ายรถเมล์ก็คงตีกันอีก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เพลง ไม่ได้อยู่ที่คอนเสิร์ต ปัญหาเด็กตีกันอยู่ในโรงเรียน อยู่ในบ้านของเด็ก แต่ผู้ใหญ่ไม่ยอมรับ ไม่ยอมแก้ปัญหาตรงนั้น ปัญหาเด็กตีกันมันเกิดก่อนที่เด็กไปถึงคอนเสิร์ตตั้งนานแล้ว เขาจะมาโทษเพลงมาโทษอะไรต่าง ๆ มันไม่เกี่ยว และแต่ละนโยบายที่ออกมาเหมือนไม่เข้าใจ เรื่องโซนนิ่งกับคอนเสิร์ตผมไม่เห็นว่าจะแก้ไขอะไรได้หรอก ไม่อยากให้เด็กตีกันคุณต้องแก้ปัญหาในบ้านตัวเอง ทำไมเด็กมันก้าวร้าวอย่างนี้ คุณไม่ดูว่าเขาถูกเลี้ยงมายังไง โรงเรียนสอนอะไรบ้าง เพื่อน ๆ เขาทำอะไรกัน เขาเสพยาอะไรกันบ้าง ทำไมเขาทำตัวอย่างงี้

สารคดี :     แต่วัยรุ่นเลือดร้อนก็ชอบตีกันอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่ห้ามยาก
ฮิวโก้ : อยากจะฝากบอกนักเรียนที่ชอบตีกันด้วยว่า เรื่องศักดิ์ศรีไม่สำคัญขนาดนั้นหรอก อีกสามปีห้าปีก็เรียนจบแล้ว คงไม่เจอกันอีก ไร้สาระ แต่ในเวลาเดียวกันผมก็รู้ ถ้าผมอยู่ในหมู่นั้น แล้วรุ่นพี่ผม เฮ้ย…เล็ก มึงแน่ไหม มึงไปตีกับพวกกูซิ เอา อยากเป็นพวกเขา เขารุ่นใหญ่ ผมนับถือเขา เอาครับพี่ พี่จะคิดว่าผมเป็นจิ๊กโก๋เหมือนกันใช่ไหม นักเลงเหมือนกันใช่ไหม ใช่น้อง เราไปตีกันเลย ผมก็ไปเหมือนกัน ถ้าผมอยู่ตรงนั้นนะ เขาไปตีกันก็เพราะเขาไม่มีอะไรทำ คนเราจะมีเรื่องให้ตีกันสักกี่เรื่อง หากไม่ใช่เรื่องผู้หญิง เรื่องเงินทอง หรือเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจ หักหลัง อะไรอย่างนี้ แต่มาทะเลาะเรื่องเขาใส่เสื้อช็อปคนละสีกับเรา อยู่กันละโรงเรียนแล้วต้องตีกัน บ้ารึเปล่า ที่เมืองนอกก็พอๆ กับเมืองไทย ตีกันเรื่องฟุตบอล ผมว่าทุเรศกว่าเมืองไทยด้วยซ้ำ

สารคดี :     ถ้าคุณเป็นรัฐมนตรีจะแก้ปัญหาสังคมอย่างไร
ฮิวโก้ : ผมไม่เป็นไง คุณต้องเข้าใจว่านักการเมืองพวกนี้เขาถูกเลือกมา ผมไม่ถูกเลือกมา พวกนี้เขามีอำนาจเพราะอะไร เพราะว่าตามทฤษฎีพวกเราเลือกให้เขาไปทำหน้าที่ตรงนั้น เขามาขอคะแนนเสียงจากเรา เลือกผมเถอะ ผมจะแก้ปัญหาให้พวกคุณ แล้วเราเป็นคนให้อำนาจแก่พวกเขา แต่ผมไม่ต้องคิดแก้ปัญหาสังคม เพราะผมไม่ได้ขอให้ใครมาเลือกผมเป็นรัฐมนตรี ผมเอาแต่วิจารณ์แล้วก็จับผิด นั่นคือหน้าที่ของผม (หัวเราะ) แล้วคนที่รับผิดชอบนโยบายเหล่านี้ คราวหน้าผมก็จะไม่เลือก แต่เรื่องนี้ผมต้องศึกษามากกว่านี้ ผมต้องไปหาข้อมูลก่อน

สารคดี :     คุณเป็นดาราวัยรุ่นที่ไปร่วมงานรำลึกครบรอบ ๒๕ ปี เหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย
ฮิวโก้ : อ๋อ…ใช่ (หัวเราะ) ผมไปดูรายการบนเวที มีละคร มีดนตรี ผมไม่เห็นว่ามันน่ากลัวตรงไหน ผมไปร่วมงานก็ไม่ใช่ว่าผมเป็นคอมมิวนิสต์ หรือผมเป็นกบฏอะไร แต่ความรู้ของผมในเรื่องนี้มันน้อย ผมอยากรู้ว่าคนรุ่นนั้นคิดยังไง เหตุการณ์เดือนตุลาที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อนมันเกิดขึ้นได้อย่างไร คนบางคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เขาทำตัวอย่างนั้นทำไม ผมอยากรู้ตรงนั้นมากกว่า แล้วผมเห็นด้วยหลายอย่างที่เขาพูด และไม่เห็นด้วยกับหลายอย่างที่เขาพูด ผมสนุกตรงนั้น คนพวกนี้เมื่อสมัยที่เขาเป็นหนุ่มสาว อย่างน้อยพวกเขามั่นใจในตัวเอง กล้าที่จะแสดงออก วัยรุ่นเมื่อ ๒๕ ปีที่แล้วยอมตายเพื่อสิ่งที่เขาเชื่อ ผมอยากรู้ว่าตอนนี้หากบ้านเรามีเผด็จการ เด็กนักศึกษาไทยจะทำอะไรกัน ผมว่าไม่ทำอะไรกันเลย ผมยังจำได้ว่าเมื่อตอนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ผมอายุ ๑๐ ขวบอยู่ที่ลอนดอน แม่พาผมไปประท้วงที่สถานทูตไทย คนที่ไปประท้วงมีแต่คนรุ่นแม่ คนรุ่นน้า แต่นักศึกษาไทยไม่ค่อยเห็น คุณอย่าคิดว่าบ้านเมืองจะสงบตลอด ในอนาคตไม่มีอะไรแน่นอนหรอก

สารคดี :     คุณรู้สึกอย่างไรที่ชาวบ้านต่างจังหวัดมาประท้วงที่หน้าทำเนียบ
ฮิวโก้ : ที่มีคนใช้รถด่าว่าพวกนี้ทำให้รถติด คนที่ด่าชาวบ้านเหล่านี้คงลืมไปแล้วว่า ประเทศนี้มันสร้างด้วยอะไร มันสร้างด้วยเลือด ด้วยเหงื่อ ด้วยน้ำตาของคนเหล่านี้ แต่พวกนี้บ่นเพราะขับรถไปถึงออฟฟิศสาย โอ๊ย…(หัวเราะ) ผมว่าสิทธิ์ที่จะไปประท้วงนี้เป็นอะไรที่สำคัญมาก

สารคดี :     เพราะอะไร
ฮิวโก้ : เพราะไม่อย่างนั้นรัฐบาลหรือใครที่ปกครองเราอยู่สามารถเหยียบย่ำเราได้ตลอดเวลา โดยที่เราไม่มีสิทธ์พูดอะไร แล้วประชาชนก็จะมาบ่นกันทีหลังว่า ทำไมเขาถึงทำกับเราอย่างนี้ แล้วเราโชคดีที่การประท้วงเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย แต่อย่างเมืองจีนน่ะสิประท้วงไม่ได้ โดนรถถังวิ่งทับไปเลย

สารคดี :     คิดยังไงที่ตอนนี้บริษัทข้ามชาติ เทสโก โลตัสจากอังกฤษ เข้ามาเปิดสาขาในเมืองไทยมาก
ฮิวโก้ : ก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย เอาข้อดีก่อนนะ ข้อดีก็คือความหลากหลายในสินค้า ที่เราสามารถเข้าไปซื้อเยอะจากหลายประเทศ มันสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยธุรกิจ มันเปิดโอกาสให้คุณทำงานในบริเวณที่คุณปลอดภัย ในขณะเดียวกันก็ทำให้สินค้าไทย ต้องพัฒนามีคุณภาพดีกว่าถ้าเราจะสู้ ส่วนข้อเสียก็คือ ความหลากหลายของสินค้าในร้านอาจจะเยอะขึ้น แต่มันทำลายร้านค้าขนาดเล็กข้างนอก คนที่ไม่อยากไปทำงานในห้างใหญ่ ๆ อยากมีบริษัทของเขา อยากกำหนดชีวิตตัวเอง ก็ถูกบีบออกไป ปัญหานี้ที่เมืองนอกก็เกิดขึ้น ตามถนนในเมืองมีแต่ร้าน Boots เต็มไปหมด จนร้านค้าเล็ก ๆ อยู่ได้ยาก ส่วนตัวผมก็ไม่ชอบนะที่ห้างใหญ่ ๆ เข้ามาแรงขนาดนี้ แล้วเข้ามาบีบธุรกิจคนไทยออกไป แต่ถามว่าห้ามได้หรือเปล่า นอกจากจะเป็นประเทศบ้า ๆ บอ ๆ อย่างเกาหลีเหนือก็คงไม่ได้ ปัญหามันแก้ไขได้ยังไง ผมว่าไม่ยาก คือทำโซนนิ่งให้พวกห้างใหญ่ ๆ พวกนี้ไปอยู่นอกเมือง เหมือนอย่างที่ทำกันที่เมืองนอก แล้วในเมืองยังมีตลาดนัดต่าง ๆ พวกร้านขายปลา ขายอาหาร จะมีสนามรบทางการค้าก็ต้องเสมอภาคกันหน่อย

สารคดี :     ทำไมคุณชอบไปเดินซื้อของแถวสะพานพุทธบ่อยมาก
ฮิวโก้ : สะพานพุทธ คลองถม ไม่รู้ ของเก๋ ๆ แปลก ๆ เยอะ แล้วราคาถูกดี ผมไม่เห็นว่าของมือสองจะไม่ดีตรงไหน อย่างพวกเสื้อยืด ของเก่าออกแบบสวยดีกว่า ผมชอบสไตล์เก่า ๆ ผมชอบของเก่า ทรงมันสวยกว่า ผมติดยุคประมาณเมื่อ ๒๐-๓๐ ปีที่แล้ว รู้สึกว่าตัวเองเกิดมาช้าเกินไป ผมก็เห่อของผม เขาบ้าเพชร ผมบ้าย้อนยุค นั่นคือความบ้าของผม มันชอบ มันเก๋ มันสวย ดูไปดูมามันมีฝีมือ แต่ผมรู้สึกว่าวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เขาทำน่ะ เหมือนเขาใส่ใจ แล้วเขารักงานที่เขาทำ

สารคดี :     ไม่ค่อยสนใจภาพลักษณ์ตัวเองว่าใช้ของไม่มีราคา
ฮิวโก้ : มีสองอย่างที่กำหนดชีวิตผม คือความจำเป็นกับความชอบ ถ้าเรื่องอะไรที่ผมชอบผมก็จะทำ ถ้ามันจำเป็นจริง ๆ ผมก็จะทำ แต่ถ้ามันไม่จำเป็นแล้วผมไม่รักนะ ไม่มีทางที่ผมจะทำ อย่างเช่น การรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง คนอื่นในวงการเขาจะแคร์ภาพลักษณ์ตัวเองมาก เช่นถ้าดาราคนนี้ต้องถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสาร ก็จะมานั่งแคร์ว่าถ่ายกับใคร ถ่ายปกกับคนนี้ไม่ได้ หรือไม่ยอมเล่นละครกับดาราคนนั้นเพราะมันคนละระดับกัน นี่มันบ้าไปแล้ว ไร้สาระ หรือผมไม่ค่อยไปงานสังคม งานโชว์อะไรที่ใคร ๆ ในวงการเขาไปกันให้เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งผมไม่ต้องการเป็นข่าวแบบนี้ ไม่มีใครมายุ่งกับเรา แล้วผมก็ไม่ยุ่งกับใคร มันไม่ใช่ความจำเป็นของชีวิตผมที่จะให้คนเห็นผมอยู่ในสังคมตลอดเวลา นอกจากถ้าเพื่อนเปิดร้านอาหาร ผมไปแน่นอนอยู่แล้ว

สารคดี :     ก็เลยชอบไปเดินซื้อของคลองถมมากกว่าเดินห้างสรรพสินค้า
ฮิวโก้ : รับรอง ถ้าผมจะซื้อเสื้อสวย ๆ ให้แฟน ผมคงไม่ซื้อที่สะพานพุทธ แต่ไม่แน่ บางทีซื้อนะ แต่ถ้าจะซื้ออะไรดี ๆ แบบดี ๆ เลย ผมไม่คิดในแง่ยี่ห้อ แค่คิดว่ามันสวย ถ้าผมชอบ ผมมีสิทธิ์ที่จะซื้อ แต่ยอมรับว่าเดินคลองถมเดินสะพานพุทธมากกว่าเอ็มโพเรียม เพราะของมันหลากหลายดี สองอาทิตย์ต้องไปครั้งหนึ่ง ไปดูว่ามีของอะไรบ้า ๆ บอ ๆ ใหม่ไหม ของเล่นเก่า ชอบสะสม สวยดี

สารคดี :     ทำไมคุณมีความเป็นตัวของตัวเองมากกว่าคนอื่น
ฮิวโก้ : ผมเป็นคนนอก สังคมไทยยอมรับผมไม่เต็มร้อยอยู่แล้ว เพราะเขาเห็นว่าผมเป็นลูกเสี้ยว ลูกครึ่ง ผมใช้ชีวิตในเมืองนอก ได้เจอความหลากหลายของสื่อ ผมไม่ค่อยดูโทรทัศน์ ส่วนมากผมอ่านหนังสือตลอดเวลาอย่างน้อยเล่มสองเล่ม ไม่มีช่วงที่ไม่อ่าน เพราะคนเราไม่มีวันที่ข้อมูลจะพอ คนเราต้องมีความรู้ตลอดเวลา ผมไม่มีวันอิ่มข้อมูล โชคดีที่ผมคล่องภาษาอังกฤษ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นหนังสือชั้นดีของรัสเซีย แอฟริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส หนังสือเหล่านี้ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษหมด ผมคิดจะอ่านเรื่องอะไรผมก็อ่านได้ ภาษาไทยเป็นภาษาที่สวยงามมาก ผมว่าเป็นภาษาที่เขียนเพลงเพราะกว่าภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ แต่ในแง่ของการหาข้อมูลหาความหลากหลายต้องภาษาอังกฤษ แม้แต่ที่จีนแดง รัฐบาลพยายามห้ามไม่ให้มีข้อมูลแก่ประชาชน แต่เมื่อเขาอ่านภาษาอังกฤษได้แล้วมีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนะ คุกของสมองก็ถูกทำลาย

สารคดี :     คุณชอบอ่านหนังสือประเภทไหน
ฮิวโก้ : ไม่ค่อยชอบอ่านนิยาย นิยายส่วนมากก็อ่านไปเพลิน ๆ ส่วนมากเรื่องที่ผมชอบอ่านคือเรื่องจริง เรื่องประวัติศาสตร์ แต่ไม่ใช่ประวัติศาสตร์แบบท่องจำว่าปีพุทธศักราชอะไรใครทำอะไร แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่นักเขียนเขาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ เอามุมมองใหม่มาแสดงให้ดู เกี่ยวกับสงครามหรืออะไรก็ว่าไป เคยอ่านประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับยุค ๖๐-๗๐ ที่พวกผู้กำกับใหม่ ๆ ขึ้นมาปกครองฮอลลีวูด ผมว่าน่าสนใจ คือผมชอบประวัติศาสตร์ เพราะว่าคุณไม่สามารถเข้าใจอะไรที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตถ้าคุณไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต อย่างเช่นเรื่องตาลีบัน อัฟกานิสถาน ที่ไปถล่มตึกอะไรอย่างนี้ คุณคิดหรือว่าอยู่ ๆ มันเกิดขึ้น โอเค มันไม่ถูก มันผิด แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นน่ะ มันมีเหตุผล เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนบ้าคนนึงที่คิดว่าวันดีคืนดีจะเอาเครื่องบินไปชนตึก…ไม่เกี่ยว มันเกิดขึ้นจากเรื่องที่ก่อมาเรื่อย ๆ ผิดหรือถูกผมไม่ได้ว่าอะไรเลยนะ ผมไม่ได้ว่าเขาถูก หรืออเมริกาผิดที่ไปทำอะไรเขา ผมไม่มีความเห็นตรงนั้น แต่ที่สำคัญคุณต้องเข้าใจว่า มันเกิดขึ้นเพราะอะไร ทุกอย่างมันมีเหตุผล อย่างเรื่องสงครามในยุโรปมันเกิดขึ้นได้ไง แล้วหลังจากสงครามจบไปแล้ว มีความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ทำไมอเมริกาตอนนี้เป็นประเทศที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก หลายคนอาจจะถาม ก็ต้องดูประวัติศาสตร์ มันจะทำให้เข้าใจโลกมากขึ้น แล้วจะเห็นภาพกว้าง มันสำคัญตรงนี้

สารคดี :     ตอนนี้อ่านหนังสืออะไร
ฮิวโก้ : ตอนนี้อ่านเรื่อง The Holocaust on trial แต่งโดย D.D. Guttenplan น่าสนใจมาก เป็นหนังสือเกี่ยวกับคดีที่นักประวัติศาสตร์คนหนึ่ง เขียนหนังสือที่ไม่ยอมรับว่านาซีเป็นคนฆ่าพวกยิว แล้วมีผู้หญิงคนหนึ่งเขียนหนังสือไปด่าว่าเขาไม่ยอมรับความจริง ผู้ชายคนนี้ก็ไปฟ้องผู้หญิง สนุกมาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับคดีนี้ แต่ที่สำคัญคือมันทำให้เรารู้ว่าคนเรามองประวัติศาสตร์ยังไง อะไรคือความจริง ข้อมูลกับหลักฐานจริง ๆ แล้วมันคืออะไร เราจะมาวิเคราะห์หรือพิสูจน์อะไรจากข้อมูลได้แค่ไหน มันน่าสนใจมากเลย เป็นหนังสือที่ดีมากเพิ่งอ่านจบเมื่อวาน อีกเล่มคือเรื่อง Taiko-Hideyoshi เป็นเรื่องของโชกุนคนหนึ่งที่เป็นคนรวมประเทศญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน โชกุนคนนี้เป็นผู้ชายที่หน้าเหมือนลิง เจ้าชู้ ชีวิตเขามาจากไพร่ ไต่เต้ามาจนได้เป็นนายพล ชีวิตน่าสนใจมาก แนะนำให้ศัตรูยอมแพ้ แทนที่จะฆ่ากันแหลกลาญ แต่ก็ยังมีความเด็ดขาด

สารคดี :     ชอบหนังสือเล่มใดมากที่สุดตั้งแต่อ่านมา
ฮิวโก้ : มีเรื่อง มูซาชิ ชอบมาก ทุกคนคงทราบดีว่าเป็นเรื่องราวชีวิตจริงของยอดนักรบซามูไรคนหนึ่งของญี่ปุ่น นอกจากเนื้อเรื่องซึ่งดีมาก แต่อ่านไปแล้วรู้สึกเหมือนเราอยู่ในญี่ปุ่นสมัยก่อน มีการอธิบายว่า เขายกชายังไง เขาทำอะไรกัน แล้วมันน่าสนใจตรงการเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้ชายคนหนึ่ง ว่าเขาต้องล้างทุกอย่างที่เขาเคยเป็นมาก่อน เพื่อเป็นในสิ่งที่เขาอยากเป็นคือซามูไร เขาจะฝึกดาบโดยใช้ดาบสองเล่ม เขาต้องลืมทุกอย่างที่เคยทำมาก่อน เพื่อที่จะฝึกการใช้ดาบสองเล่ม ชอบไอเดียตรงนี้ ที่ทำลายทุกอย่างเพื่อสร้างอะไรใหม่ เป็นอะไรที่เป็นความคิดที่พุทธเหมือนกัน เป็นความคิดของศาสนาพุทธ ชอบ ได้ทั้งแนวปรัชญา ได้บู๊ด้วย ฟันกันแหลกเลยเรื่องนี้

สารคดี :     หนังสือพวกนี้ส่วนใหญ่ซื้อเอง
ฮิวโก้ : ผมซื้อเองบ้าง แต่หนังสือดี ๆ จริง ๆ ผมหาซื้อที่เมืองไทยไม่ได้ ส่วนมากพ่อแม่ส่งมาให้เป็นของขวัญปีใหม่หรือของขวัญวันเกิด เพราะเขารู้ว่าผมชอบอ่านหนังสือ

สารคดี :     คุณเป็นคนที่สนใจศาสนาพุทธ แล้วความเป็นพุทธที่อยู่ในตัวคุณคืออะไร
ฮิวโก้ : ความเป็นพุทธที่นำมาใช้ในชีวิตก็คือ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นกับอะไรมาก เพราะว่ามีสี่อย่างที่แน่นอนในชีวิตก็คือ เกิด เจ็บ แก่ ตาย นอกจากนั้นอย่าไปหวังอะไรมาก เพราะว่ามันไม่แน่นอน นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด คือไม่มีอะไรแน่นอน อย่าไปยึดติดกับตรงโน้น อย่าไปยึดติดกับตรงนี้ เพราะมันอาจเปลี่ยน อีกอย่างคือเรื่องกรรม แค่ดูประวัติศาสตร์ อ่านประวัติศาสตร์เยอะ ๆ ก็รู้ว่ากรรมมีจริง บางทีมันเข้าใจยาก อย่างตอนนี้ผมตบหน้าพี่ ตามหลักแล้วพี่ก็คงต่อยหน้าผม แต่ถ้าไม่ต่อยวันนี้ก็คงต้องต่อยวันหน้า ชัดเจนเลย คือมันไม่ได้เป็นอะไรที่เหนือธรรมชาติ และสุดท้ายคือเรื่องความโลภ เราจะปล่อยความโลภควบคุมชีวิตเราแค่ไหน ซึ่งยอมรับว่าความโลภมันควบคุมชีวิตผมมากพอสมควร แต่อย่างน้อยยอมรับว่ามันคือความโลภ

สารคดี :     ดูเหมือนคุณจะสนใจพุทธนิกายเซนมากกว่า
ฮิวโก้ : ถ้าถามว่าพระพุทธเจ้าเป็นเทพ เป็นพระเจ้า เป็นคนที่เหนือพระเจ้าหรือไม่ อันนี้ผมไม่รู้ แต่มีหนังสือหลายเรื่องที่เขียนเรื่องชีวิตพระพุทธเจ้า เขียนว่าก่อนท่านตาย ท่านพูดว่า อย่ายกย่องฉันเป็นเทพ ดังนั้นผมเป็นพุทธอยู่ในใจ คือศาสนาพุทธมันเป็นอะไรที่ไม่เกี่ยวกับตึก ไม่เกี่ยวกับคนอื่น มันเกี่ยวกับตัวเราเอง มันเกี่ยวกับวิญญาณของเราเองว่าจะพัฒนามันแค่ไหน ดังนั้นการไปไหว้รูปปั้นทอง หรือห้อยพระรอบคอซึ่งเป็นสิ่งที่เกือบทุกคนปฏิบัติ แต่สำหรับผมแล้ว ความเชื่อ ความศรัทธาของผมต่อความเป็นพุทธไม่ได้อยู่ในสิ่งของ แต่อยู่ในตัวเราเอง อยู่ในใจเราเอง แล้วไม่ได้ไปบีบบังคับคนอื่นทำ ไม่ต้องไปให้เขาเข้าใจ แต่ทุกครั้งเวลาผมเข้าวัด ผมก็ก้มลงกราบพระพุทธรูป ใส่บาตรก็ยังใส่ ความเคารพตรงนั้นยังมีอยู่ ผมชอบศาสนาพุทธอีกอย่าง ตรงที่ไม่เคยประกาศสงครามกับใคร นั่นคือแสดงว่าเป็นศาสนาที่โตแล้ว แต่บางศาสนา ซึ่งสอนให้คนเป็นคนดีทั้งนั้นถูกกษัตริย์ นักการเมือง นักบวชในสมัยก่อนนำไปใช้ทำสงคราม ผมจึงชอบศาสนาพุทธตรงที่ไม่เคยมีความรุนแรง

สารคดี :     แล้วคิดจะเขียนหนังสือไหม ช่วงนี้ดาราหันมาเขียนหนังสือกันเยอะ
ฮิวโก้ : ผมว่าคนอายุ ๒๐ เขียนหนังสือไม่ได้หรอก

สารคดี :     ทำไม
ฮิวโก้ : เพราะประสบการณ์ชีวิตไม่พอ ผมไม่เคยอ่านหนังสือดีที่คนอายุต่ำกว่า ๓๐ เขียน หนังสือ นิยาย หรือเรื่องราวที่ดี คนอายุ ๒๐ อย่างผมยังทำไม่ได้หรอก สังเกตอะไรทุกอย่างไม่ได้ ยังไร้เดียงสาบางอย่าง แต่คนที่อายุมาก มีประสบการณ์มาก เขาจะเข้าใจมากกว่า แล้วจะเล่าเรื่องได้ดีกว่า ผมยังไม่เข้าใจชีวิตพอ ยังเขียนไม่ได้หรอก เพลงผมยังพอทำได้เพราะมันส่วนตัว แล้วมันเป็นอะไรที่ดัดแปลงได้ มีความเคลื่อนไหว แต่หนังสือเอาทุกอย่างจบลงในเล่ม มันเยอะ มันหนักแน่นกว่าเพลงเพลงหนึ่ง

สารคดี :     ทำไมมาสนใจทำเพลง
ฮิวโก้ : ตั้งแต่อยู่โรงเรียนผมก็มีวงทำเพลงเล่น ๆ มาเมืองไทยก็มีโอกาสเพราะว่าเป็นนักแสดง ต้องยอมรับตรงนั้น ถ้าผมไม่ได้เป็นนักแสดงก็ไม่รู้ว่าจะได้ออกเทปรึเปล่า ผมอยากทำเพลงเพราะเห็นว่ามันมีช่องว่าง แนวเพลงแบบผมไม่ค่อยมี ผมเป็นทั้งคนไทยทั้งฝรั่งในคนเดียว เหมือนมองจากข้างนอกห้อง มันจะเห็นอะไรภาพกว้าง ผมเลยอยากเอาเรื่องราวเหล่านั้นมาเขียนในเพลง แล้วจะพยายามดันแนวคิดแบบหนึ่งออกมาเสนอให้คนได้ฟังกัน ก็คือเพลงที่เกี่ยวกับชีวิต ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเพลงเพื่อชีวิตในแนวนั้น เพราะผมไม่อยากให้มีขอบเขต แนว มันเป็นคำที่บังคับ ผมอยากทำอะไรด้วยอิสระ คือทำไปเรื่อย ๆ เพลงมันออกมายังไงก็ออกมาอย่างงั้น เขียนอะไรที่ไม่อ้อมค้อม พูดเรื่องจริงที่ผมเจอ ไม่ได้โม้เรื่องความรักที่ผมไม่เคยมี หรือไม่ได้โม้เรื่องความทุกข์ที่ผมไม่เคยมี เพลงของผมคือประสบการณ์ที่ผมและคนในวงเคยมี สิ่งที่เราพูดกันมันเป็นความคิดของผู้ชายสี่คนมาลงในอัลบัมหนึ่ง

สารคดี :     คุณตั้งใจร้องเพลงเพี้ยนในอัลบัมของคุณหรือเปล่า
ฮิวโก้ : ผมไม่อยากให้คนยึดติดกับความสวยงาม ความเนียนตลอดเวลา ผมคิดว่าหน้าที่สำคัญของนักร้องคือถ่ายทอดอารมณ์อะไรซักอย่างหนึ่งออกไปในเพลง ผมร้องเพลงเสียงเพี้ยน ผมไม่อยากเป็นหนุ่มหน้าใส มานั่งร้องเพลงรักเสียงทุ้ม ผมอยากทำอะไรที่เน้นความมัน เน้นอารมณ์ของเพลงให้ชัดเจนไปเลย

สารคดี :     ถ้าเกิดว่ามีโอกาสได้กำกับหนังไทย จะทำหนังไทยแนวไหน
ฮิวโก้ : หนึ่งนะ ผมอยากให้พระเอกหรือนางเอกในเรื่องอายุมากกว่า ๓๐ ปี จะได้ให้คนทุกวัยเข้าถึง ผมว่าหนังวัยรุ่นและละครวัยรุ่นที่ผมเล่น มันไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่มันต้องหลากหลาย แล้วทำไมยุคนี้ไม่มีมิตรกับเพชรา ไม่มีหนังที่ผู้ชายเป็นผู้ชายเต็มตัว ไม่ได้เป็นเด็ก คือเอาดาราที่เป็นผู้ใหญ่มาเล่นเป็นพระเอก วัยรุ่นก็สามารถดู คนแก่ก็จะมาดู เอ้อ…ผมก็เคยเป็นอย่างนั้นเมื่อไม่นานมานี้ เหมือนเมืองนอกน่ะ ดูสิ นักแสดงดัง ๆ แต่ละคนแก่งั่ก แล้วก็เท่จะตาย เก๋า ผมว่าหนังไทยไปมุ่งมั่นกับความเป็นวัยรุ่นมากเกินไป สองคือเรื่องที่สะท้อน อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงนะ แต่สภาพแวดล้อม ฉาก สถานที่ที่เรื่องมันเกิดขึ้นต้องสะท้อนให้เห็นชีวิตจริงที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ไม่ใช่บ้านเป็นคฤหาสน์สีขาว เบนซ์สีดำ เพ้อฝันกันตลอดเวลา ซึ่งน้อยคนเขามีกัน

สารคดี :     คุณคิดฝันอยากจะทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง
ฮิวโก้ : ผมอยากจัดคอนเสิร์ตใหญ่ ๆ ที่มีวงหลายวงมาเล่น จะมีตั้งแต่วงพ็อป วงเพื่อชีวิต ลูกทุ่งมาเจอพ็อบ เพื่อชีวิตมาเจอร็อก แล้วก็จัดเป็นคอนเสิร์ต ศิลปินต้องเล่นฟรี ทุกอย่างต้องฟรีหมด จัดเป็นเฟสติวัลมีหลายวัน แล้วขายตั๋วยกกำไรเข้ามูลนิธิต่าง ๆ ไม่ว่ามูลนิธิเกี่ยวกับเด็ก เกี่ยวกับธรรมชาติ คนซื้อสามารถระบุได้ว่าจะซื้อตั๋วเอาเงินช่วยมูลนิธิใดที่สนใจจะบริจาค ตอนนี้ผมยังไม่มีเส้นสายหรือบารมีเพียงพอ แต่วันหนึ่งผมพร้อมเมื่อไหร่ ผมจะทำแน่นอน

ล่าพลอยสีชมพู สุดขอบฟ้ามาดากัสการ์
อย่าไปใส่ใจกับคำพูดของดารามากเกินไป เขาไม่ได้จบอะไรมาที่จะมาสอนคุณได้
สุเจน กรรพฤทธิ์ : สัมภาษณ์ ประเวช ตันตราภิรมย์ : ถ่ายภาพ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ คนไทยเริ่มเห็นข่าว “นิตยสารปิดตัว” ถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนเหตุการณ์นี้เริ่มกลายเป็นเรื่องที่ไม่แปลกประหลาด และจนถึงตอนนี้เชื่อว่าคนจำนวนมากทราบแล้วว่า “ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์” ทั้งระบบกำลังอยู่ในช่วง “ขาลง” ในแบบที่คนในวงการสื่อสิ่งพิมพ์เองก็ไม่ปฏิเสธ อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ นักวิจัยอิสระ ได้นำเสนองานวิจัยของเขาเรื่อง Re-defining Thailand’s New Media : Challenges in the Changing Political Regime โดยการนิยาม “สื่อใหม่” ว่าควรมีลักษณะเช่นไร งานของเขาน่าสนใจเพราะจับความเปลี่ยนแปลงที่สื่อสารมวลชนทุกรายต้อง “ออนไลน์” อย่างเลี่ยงไม่ได้ และทำตัวเองเป็น “สื่อใหม่” ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่สร้างข้อจำกัดและท้าทายจำนวนมาก โดยพื้นฐานอรรคณัฐไม่ได้เป็นแค่นักวิชาการ เขาเป็นนักธุรกิจที่ทำธุรกิจสมัยใหม่หลายแขนง เช่น เป็นเจ้าของที่พักหลายแห่งบนแพลตฟอร์ม Airbnb ธุรกิจสื่อสารการตลาด รวมถึงธุรกิจจัดนิทรรศการและการประชุม  ในอีกมิติเขาศึกษามาทั้งสายวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จบปริญญาโทจากโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (หลักสูตรนานาชาติ) และปัจจุบันศึกษาระดับปริญญาเอกที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สำคัญเขาไม่ใช่คนแปลกหน้าในวงการสื่อสารมวลชนเพราะเป็นหนึ่งในบอร์ด “ศูนย์ข้อมูล & ข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ)” มีบทความตีพิมพ์ในสื่อต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง สารคดี ชวนอรรคณัฐมาวิเคราะห์สถานการณ์ของวงการสื่อและนิตยสารไทยโดยภาพรวม และอนาคตของสื่อควรจะเดินไปข้างหน้าและปรับตัวอย่างไร อยากให้คุณเล่าถึงงานวิจัยที่กำลังทำ



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

ล่าพลอยสีชมพู สุดขอบฟ้ามาดากัสการ์
อย่าไปใส่ใจกับคำพูดของดารามากเกินไป เขาไม่ได้จบอะไรมาที่จะมาสอนคุณได้
สุเจน กรรพฤทธิ์ : สัมภาษณ์ ประเวช ตันตราภิรมย์ : ถ่ายภาพ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ คนไทยเริ่มเห็นข่าว “นิตยสารปิดตัว” ถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนเหตุการณ์นี้เริ่มกลายเป็นเรื่องที่ไม่แปลกประหลาด และจนถึงตอนนี้เชื่อว่าคนจำนวนมากทราบแล้วว่า “ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์” ทั้งระบบกำลังอยู่ในช่วง “ขาลง” ในแบบที่คนในวงการสื่อสิ่งพิมพ์เองก็ไม่ปฏิเสธ อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ นักวิจัยอิสระ ได้นำเสนองานวิจัยของเขาเรื่อง Re-defining Thailand’s New Media : Challenges in the Changing Political Regime โดยการนิยาม “สื่อใหม่” ว่าควรมีลักษณะเช่นไร งานของเขาน่าสนใจเพราะจับความเปลี่ยนแปลงที่สื่อสารมวลชนทุกรายต้อง “ออนไลน์” อย่างเลี่ยงไม่ได้ และทำตัวเองเป็น “สื่อใหม่” ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่สร้างข้อจำกัดและท้าทายจำนวนมาก โดยพื้นฐานอรรคณัฐไม่ได้เป็นแค่นักวิชาการ เขาเป็นนักธุรกิจที่ทำธุรกิจสมัยใหม่หลายแขนง เช่น เป็นเจ้าของที่พักหลายแห่งบนแพลตฟอร์ม Airbnb ธุรกิจสื่อสารการตลาด รวมถึงธุรกิจจัดนิทรรศการและการประชุม  ในอีกมิติเขาศึกษามาทั้งสายวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จบปริญญาโทจากโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (หลักสูตรนานาชาติ) และปัจจุบันศึกษาระดับปริญญาเอกที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สำคัญเขาไม่ใช่คนแปลกหน้าในวงการสื่อสารมวลชนเพราะเป็นหนึ่งในบอร์ด “ศูนย์ข้อมูล & ข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ)” มีบทความตีพิมพ์ในสื่อต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง สารคดี ชวนอรรคณัฐมาวิเคราะห์สถานการณ์ของวงการสื่อและนิตยสารไทยโดยภาพรวม และอนาคตของสื่อควรจะเดินไปข้างหน้าและปรับตัวอย่างไร อยากให้คุณเล่าถึงงานวิจัยที่กำลังทำ