ชัยวัฒน์ คุประตกุล
[email protected]

Social Darwinism - ทฤษฎีวิวัฒนาการกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์04 1 1

ชาร์ลส์ ดาร์วิน ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีวิวัฒนาการ

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ คนประมาณ ๑๑-๑๒ ล้านคนเสียชีวิตจากฝีมือของนาซีเยอรมัน โดยที่ราวครึ่งหนึ่งเป็นชาวยิวที่ถูกกำจัดโดยนโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

โศกนาฏกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกยุคใหม่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างไร และมีบทเรียนอะไรจากกรณีนี้ ?

ในปี ค.ศ. ๑๘๕๙ ชาร์ลส์ ดาร์วิน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๐๙-๑๘๘๒) ตีพิมพ์หนังสือสำคัญที่สุดในชีวิต และถือเป็นหนังสือสำคัญที่สุดเล่มหนึ่งของโลกวิทยาศาสตร์ คือ On the Origin of Species by Means of Natural Selection (กำเนิดของสปีชีส์โดยการคัดสรรทางธรรมชาติ) ซึ่งมักเรียกกันสั้นๆ ว่า The Origin of Species (กำเนิดของสปีชีส์) ในหนังสือเล่มนี้เองที่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เสนอทฤษฎีวิวัฒนาการ (Theory of Evolution) อันโด่งดังของเขา

ทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน กล่าวไว้ว่า การดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ พืช สิ่งมีชีวิตเล็กๆ จำพวกจุลินทรีย์ แบคทีเรีย ฯลฯ ในปัจจุบันหรือในอดีตที่ผ่านมา เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตตามลำดับของมิติแห่งเวลา และเฉพาะสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมกับสภาพการดำรงชีวิตใหม่เท่านั้นจึงดำรงอยู่ได้

ทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน นำมาสู่การโต้แย้งอย่างรุนแรงระหว่างนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งแบ่งเป็น ๒ ฝ่ายชัดเจน

ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตเป็นผลจากพันธุกรรม ขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่าเป็นผลจากสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตหรือการเลี้ยงดู

สำหรับฝ่ายแรกที่ยึดความสำคัญของพันธุกรรมนั้น ถ้าเป็นยุคปัจจุบันก็คือยึดความสำคัญของยีนโดยตรง แต่ในยุคสมัยนั้นยังไม่เข้าใจธรรมชาติและบทบาทของยีนอย่างแท้จริง เพราะความรู้เกี่ยวกับยีนและดีเอ็นเอเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ ๒๐ จากหลักการเรื่อง “เกลียวชีวิตคู่” หรือ “Double Helix of Life” ของ เจมส์ วัตสัน (James Watson) และ ฟรานซิส คริก (Francis Crick) เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๕๓

04 2

เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์

หลังการเสนอทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ฝ่ายที่ยึดมั่นในพันธุกรรมเป็นฝ่ายรุกมากกว่า ทั้งนี้โดยนักสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ คนที่มีบทบาทมากเป็นพิเศษคือ เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ (Herbert Spencer) นักสังคมวิทยาชาวอังกฤษ (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๒๐-๑๙๐๓)

เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ เป็นผู้นำทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน มาใช้กับสังคมมนุษย์ เขาเป็นคนให้กำเนิดคำว่า Social Darwinism (ลัทธิดาร์วินทางสังคม) และเป็นคนสร้างคำว่า Survival of the Fittest (การอยู่รอดของผู้แข็งแรงที่สุด) ซึ่งมีความหมายสำคัญคือในสังคมมนุษย์ เฉพาะผู้มีความสมบูรณ์ทางพันธุกรรมมากที่สุดเท่านั้นที่จะดำรงอยู่ได้ จนก่อให้เกิดกระแสว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์จะพัฒนาต่อไปได้ ก็ต้องจำกัดบทบาทของคนที่มีเชื้อสายพันธุกรรมที่ด้อย

เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ ใช้ข้อมูลทางสถิติจากการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผล โดยวัดจากสุขภาพของคนที่อยู่ในตระกูลมีชื่อเสียงหรือมีฐานะทางสังคมสูง และสรุปว่าทายาทของคนที่มาจากตระกูลดีมีชื่อเสียงหรือมีฐานะทางสังคมสูง มักจะประสบความสำเร็จ หรือเป็นคนมีคุณภาพมากกว่าทายาทของคนที่มาจากตระกูลหรือมีฐานะทางสังคมต่ำต้อย

จริงๆ แล้วในการศึกษาข้อมูลทางสถิติของ เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ เขาเลือกศึกษาข้อมูลทางสถิติของทายาทของคนในตระกูลมีชื่อเสียงหรือมีฐานะทางสังคมฝ่ายเดียวมากกว่า แต่ผลสรุปของเขาได้สร้างกระแสพันธุกรรมนิยมมากกว่าการให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตหรือการเลี้ยงดูอย่างชัดเจน

04 3ฟรานซิส กาลตัน

หลังการจุดกระแสความสำคัญของพันธุกรรมโดย เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ ก็ได้รับการโหมกระแสต่อ โดย ฟรานซิส กาลตัน (Francis Galton) นักมานุษยวิทยาคนดังชาวอังกฤษ (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๒๒-๑๙๑๑) ผู้ให้กำเนิดคำว่า “Eugenics” (“สุพันธุศาสตร์” หรือ พันธุกรรมนิยมศาสตร์) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ถือว่า พันธุกรรมหรือยีนเป็นปัจจัยกำหนดความเป็นตัวตนและอุปนิสัยใจคอทั้งหมดของคนเรา

ต่อมาในอังกฤษมีการก่อตั้ง “สมาคมสุพันธุศาสตร์” (Eugenics Society) ในการประชุมสัมมนาระหว่างประเทศครั้งแรกของสมาคมนี้ ณ กรุงลอนดอน เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๑๒ ก็ยิ่งทำให้ความสำคัญของพันธุกรรมหรือยีนต่อพัฒนาการของเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นที่ยอมรับมากขึ้น เนื่องจากผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวความคิดดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกสมาคมสุพันธุศาสตร์ในขณะนั้นคือ เลียวนาร์ด ดาร์วิน (Leonard Darwin) ลูกชายของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เอง ก็สนับสนุนแนวคิดที่เน้นความสำคัญของพันธุกรรมเหนือสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตของเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างเต็มที่

ผลจากการประชุมระหว่างประเทศของสมาคมสุพันธุศาสตร์ครั้งนี้เองได้ก่อให้เกิดกระแสพันธุกรรมนิยมในหลายประเทศ ที่น่าตกใจคือในสหรัฐอเมริกา เพราะ ๑ ปีหลังการประชุมครั้งนั้น รัฐในสหรัฐอเมริกาจำนวนมากถึง ๑๖ รัฐ ออกกฎหมายบังคับการทำหมันคน “สมองทึบ”

04 4ชาวยิวถูกบังคับให้เดินขบวนถือป้ายที่มีข้อความต่อต้านยิว

ถึงแม้ต่อๆ มาฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับกระแสพันธุกรรมนิยม คือฝ่ายสนับสนุนความสำคัญของสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตและการเลี้ยงดู จะมีเสียงดังขึ้นมาจนทำให้กระแสพันธุกรรมนิยมลดลงไป ทว่า เมื่อพรรคนาซีของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. ๑๙๓๔ ก็ได้ส่งผลร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เพราะ ๓ นโยบายหลักของพรรคนาซีคือ Social Darwinism, Pan-Germanism และ Anti-Semitism

Pan-Germanism คือลัทธิเยอรมันยิ่งใหญ่ หรือนโยบายการรวมเผ่าพันธุ์เยอรมันบริสุทธิ์จากทั่วโลก เพื่อฟื้นฟูจักรวรรดิเยอรมันที่ ๓ (The Third Reich)

Anti-Semitism คือลัทธิต่อต้านยิว

04 5ในยุคที่นาซีเรืองอำนาจในเยอรมนี ชาวยิวทุกคนต้องติดดาวสีเหลืองไว้ที่เสื้อเพื่อแสดงความเป็นยิว อันเป็นหนึ่งในนโยบายต่อต้านยิว

จาก Social Darwinism, Pan-Germanism และ Anti-Semitism จึงนำมาสู่นโยบายกำจัดเผ่าพันธุ์ที่ด้อยกว่าเผ่าพันธุ์อารยันบริสุทธิ์คือเยอรมัน โดยมียิวเป็นเป้าหมายหลัก แต่เหยื่อของนโยบายนี้ยังรวมไปถึงคนผิวดำ คนด้อยฐานะทางสังคม คนรักร่วมเพศ คอมมิวนิสต์ และอื่นๆ อีกมาก จนกระทั่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ระเบิดขึ้นในวันที่ ๑ กันยายน ค.ศ. ๑๙๓๙ จากการบุกโปแลนด์โดยกองทัพเยอรมันภายใต้การนำของฮิตเลอร์ แล้วสงครามก็แพร่ไปทั่วยุโรป จนกระทั่งสงครามยุติลงวันที่ ๗ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๔๕ ก็มีชีวิตมนุษย์ที่สังเวยให้แก่สงครามเฉพาะในยุโรปมากถึง ๖๒ ล้านคน

ทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน จึงดูจะนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมของมนุษย์ จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวและอื่นๆ โดยนาซีเยอรมันในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ด้วยหนึ่งในนโยบายหลักของพรรคนาซี คือ Social Darwinism ซึ่งผู้ให้กำเนิดคำนี้ก็อ้างว่าเป็นผลจากทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน โดยตรง

ถ้าจริง ก็นับเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมแก่มนุษยชาติอย่างที่ได้เกิดขึ้น

แล้วข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ?

มาถึงวันนี้ ข้อเท็จจริงก็คือผู้ให้กำเนิด Social Darwinism นั้นสร้างคำนี้ขึ้นมาจากความเข้าใจของตนเอง โดยใช้ข้อมูลทางสถิติซึ่งต่อมาก็ไม่เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นวิทยาศาสตร์

04 6

พ่อค้าชาวยิวถูกบังคับให้เดินขบวนถือป้ายที่มีข้อความ “เลิกซื้อสินค้าจากยิว ซื้อจากชาวเยอรมันเท่านั้น”

ที่สำคัญ ถ้า ชาร์ลส์ ดาร์วิน มีชีวิตอยู่ต่อมาจนกระทั่งเห็นผลที่เกิดขึ้นจากการอ้างทฤษฎีวิวัฒนาการของเขา ตัวเขาเองจะเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะทฤษฎีวิวัฒนาการที่เขาพยายามบอกนั้นใช้อธิบายเฉพาะเรื่องวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ในช่วงเวลานับล้านปี

ถึงแม้ ชาร์ลส์ ดาร์วิน จะไม่ระบุโดยตรงว่าทฤษฎีของเขาไม่อาจใช้ได้กับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ที่จะเกิดกับสังคมมนุษย์ในชั่วระยะเวลาไม่กี่ชั่วรุ่น แต่ถึงปัจจุบัน นี่คือแก่นสาระของทฤษฎีวิวัฒนาการ

เรื่องการเชื่อมโยงทฤษฎีวิวัฒนาการถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จึงเป็นเรื่องของการตีความในหลักการวิทยาศาสตร์ที่ผิด และกลายเป็นความจงใจนำหลักการวิทยาศาสตร์ที่ไม่ถูกต้อง คือ Social Darwinism มาใช้เป็นเครื่องมือให้สอดคล้องกับแนวคิดของพรรคการเมืองที่มีอยู่ก่อนแล้ว คือนโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของพรรคนาซี !